ตอบคุณพัฒน์
ต้องขอโทษด้วยที่ตอบช้า เพิ่งเปิดมาอ่านค่ะ
EM แท้มีขายเฉพาะการสั่งผลิตค่ะ
EM แท้ไม่ค่อยมีขายทั่วไปในท้องตลาด
ส่วนมากเกิดจากการต่อเชื้อจากหัวเชื้อ EM นำไปหมักกับอินทรีย์วัตถุต่างๆ
ซึ่้งไม่ควรใช้คำโฆษณาว่า เป็น EM แต่ควรเรียกว่า น้ำหมักชีวภาพ จะถูกต้องกว่า...ค่ะ
EM ต้องเกิดจากการเพาะเชื้อ และเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ จากนั้นจึงจะทำการขยายพันธุ์ และจะได้เป็นหัวเชื้อ
หัวเชื้อ EM ส่งให้นำไปผสมหมักกับอินทรีย์วัตถุต่างๆ จะเรียกว่า "น้ำหมักชีวภาพ"... ค่ะ หมักเพาะเลี้ยงต่อได้ 1 ครั้งค่ะจะยังคงสภาพที่ใช้ได้ดีอยู่ แต่มีระยะเวลาในการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น
ส่วนมากเอเยนต์ที่สั่งหัวเชื้อ EM ไป แทนที่จะบรรจุถัง ปิดยี่ห้อ แล้วขายให้กับเกษตรกรโดยตรง กลับเอาไปต่อเองอีก 1 ครั้ง กลายเป็นน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งก็ยังอาจคงมีสภาพพอใช้อยู่ได้ในระดับหนึ่ง แต่จะไม่สมบูรณ์นัก
ต่อไป ต่อมา แล้วก็เกิดความโลภ เลยต่อเองออกไปเรื่อยๆ มีการเอาไปหมักกับอินทรีย์วัตถุชนิดอื่นๆ อีกหลายประเภท บางครั้งก็ใส่ธาตุอาหารหลักเข้าไปอีก มั่วกันไปหมด
บรรจุขวด หรือถังเกลอนเล็กๆ สวยๆ แต่ขายแพงมาก ลิตรละ 60-80 บาท
เกษตรกรซื้อไป ก็เอาไปหมักต่อเอง สารพัดสรรหา ผสมไข่ ผสมนม ผสมโน่น ผสมนี่ ว่าไปผสมได้หมดแหละค่ะ
เน้นคำ...นะคะ การน้ำอินทรีย์วัตถุไปหมัก โดยใช้ EM ผสมนั้นเราจะเรียกว่า น้ำหนักชีวภาพ...ค่ะ ไม่เรียกว่า EM
แต่คนทั้งประเทศก็ยังเรียก EM กันให้เกลื่อนเมือง ยกเว้นนักวิชาการที่มีความรู้ความเข้าใจ จะพูดเสมอว่า "น้ำหมักชีวภาพ"
ดังนั้น คุณสมบัติของ EM กับ คุณสมบัติของน้ำหมักชีวภาพ จึงมีความแตกต่างกันอย่างอย่างชัดเจน
ปริมาณในการใช้ EM ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช่ค่ะ
ถ้าใช้เพื่อควบคุมการขยายพันธุ์ของแมลง ก็ใช้ในอัตราสูงหน่อย 1:100 ค่ะ
ถ้าใช้สำหรับการพ่นหญ้า หรืออินทรีย์วัตถุต่างๆ มี่มีอยู่บนหน้าดิน เพื่อบำรุงดินก่อนที่จะำการไถ่กลบทันที ก็ใช้เพียง 1:1000 ค่ะ
แต่ถ้าเป็นการบำรุงใบบำรุงต้น ต้องนำ EM ไปหมักกับอินทรีย์วัตถุ ให้เป็นน้ำหมักชีวภาพก่อน แล้วจึงนำมาใช้ค่ะ
น้ำหมักชีวภาพ แต่ละอย่าง ใช้ตามวัตถุประสงค์ในการใช้ เช่น ถ้าต้องการบำรุงราก ต้น ใบ ก็ใช้น้ำหมักชีวภาพ ที่ได้จากการหมักจากซากพืชที่เติบโตพร้อมจะออกผลแล้ว
ยกตัวอย่างเช่นถ้านำ EM มาหมักกับหน่อกล้วยอ่อนที่มีความสูงจากผิวดินประมาณ 80-100 Cm. หรือ
น้ำหมักชีวภาพที่ได้จากการหมัก EM กับ ต้นข้าวโพดสดๆ ที่ออกดอกแล้วพร้อมจะออกฝัก ก็จะได้ปริมาณของธาตุอาหารครบทั้งสามตัวค่ะ คือ N P และ K ในอัตราส่วนเสมอค่ะ
นำมาผสมน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1: 2000 ฉีดพ่นทางใบ และทางดินให้กับต้นไม้ จะช่วยให้เกษตรกรประหยัดธาตุอาหารหลักได้ ใช้ปุ๋ยในปริมาณที่น้อยลงได้มากกว่า 50 % ค่ะ และยังมีจุลิทรีย์ที่มีประโยชน์อีกจำนวนมากทำหน้าที่บำรุงดิน ดูแลปรับสมดุลย์ของสภาพความเป็นกรด ด่านในดิน ช่วยรักษาสภาพของดินให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน....ค่ะ ฯลฯ
เดี๊ยวนี้ ดูยากค่ะ ขวดเขียนว่า EM แต่้ข้างในเป็นน้ำหมักชีวภาพ...ค่ะ
ของยุ้ย ได้จากการเพาะเลี้ยงเชื้อในแล็ป และนำไปเลี้ยงต่อ ก่อนจะนำมาใช้ค่ะ ไม่ได้ซื้อจากตลาดทั่วไป
ต้นทุนจริงๆ ของ EM ราคาพอสมควร แต่รัฐไม่ค่อยส่งเสริมค่ะ เลยออกเป็น พด. สารพัดเลข ซึ่งก็มีคุณลักษณะคล้ายๆ กัน แต่ EM ประหยัด ราคาไม่แพง คุณภาพก็ดีกว่า แต่กลับไม่ได้การส่งเสริม ตลกดี...ค่ะ
เหตุผล ที่แท้จริงก็คือ
EM ถ้าส่งเสริมมากๆ บริษัทปุ๋ย ยา ต่างๆ จะขายสินค้าของเขาไม่ได้...ค่ะ
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ตามร้านค้าเคมีวัตถุทางการเกษตร จะไม่ค่อยมี EM ของแท้มาวางขายค่ะ
และรัฐบาลก็ไม่ค่อยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ EM กันอย่างจริงจังเท่าที่ควร
ตอนน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ซึ่งมีแต่้น้ำเน่า เคยสังเกตข่าว...ไหมค่ะ
รัฐบาลเร่งผลิต พด. เพื่อปั้นเป็นก้อน แล้วเอาไปโยนในแหล่งน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำเน่าท่วมขัง
หรือ
รัฐบาลเร่งผลิต EM เพื่อปั้นเป็นก้อน แล้วเอาไปโยนในแหล่งน้ำ เพือบรรเทาปัญหาน้ำเน่าท่วมขัง
เดือดร้อนจริงๆ รัฐบาลเลือกใช้เชื้อตัวไหนล่ะ
รัฐบาล และเกษตรกรไทยอีกจำนวนมาก ที่ยังไม่เข้าใจในประโยชน์ของ EM
ส่วนบริษัทเคมีการเกษตรต่างๆ ไม่ต้องพูดถึง
เดี๊ยวยอดขายยา ขายปุ๋ย อ๊วตก ....ไม่ล่าย..ไม่ล่าย ไม่..ซาหนับ..ซาหนุง
ว่ามาซะยาวเลย
ไว้จะเอาไปเขียนในบทความเรื่อง EM ค่ะ