ธรรมชาติ มีความหลากหลายวิททยะปัญญา อยู่ในนั้น แน่นอน หาก ไม่มุสา เรารู้ยังไม่หมด ควบคุมจัดการเองก็มิได้ ฉะนั้น จงอย่าอวดอ้างงานการ หรือ กฎต่างๆที่เรามิได้สร้างขึ้น ธรรมะก็ธรรมะ ธรรมชาติก็ธรรมชาติ มันแค่ภาษาแคบๆของโลกเท่านั้น(ภาษาโบราณหนึ่ง)ที่มาใกล้เคียงพ้องจองกัน แล้วมีผู้อุตริสวมรอย ทั่วโลกเขามิได้ตัดเจ้าเมืองธรรมชาติ เขาไม่ลบหลู่สิ่งใดแม้แต่เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่ไหน เขากตัญญูต่อผู้สร้างสิ่งนั้นๆทั้งหมด แต่ชาวไทยลบหลู่ ปิดกั้นต่อนาม เจ้าเมืองธรรมชาติ(พระเจ้า)ว่าไม่มีรูป(พระพุทธเจ้ากล่าวว่า มีนามย่อมมีรูป มีขันติธรรมย่อมรอได้) วลีงมงายถูกใช้ในการปัด ญัตติ ที่ที่เสนบนโต๊ะปริยัติธรรมเมื่อ กตัญญูธรรมนำขึ้นโต๊ะ ยอมแลกสิ่งต่ำกว่า(เดินหนี ปิดกั้น,วางเฉย,หวาดกลัว,ไม่ออกเสียงลงมติ)กับสิ่งสูงกว่า(คือปริยัติธรรม ต่อตนเอง ต่อเพื่อนมนุษย์).ฉะนั้น เมื่อเราต้องเสพออกซิเจนจากการจ่ายของ เจ้าเมืองธรรมชาติ เราหยุดเสพมิได้ แม้ไม่พบรูป แต่ก็สามารถกตัญญูต่อนามไปก่อนได้ ไม่สมควรปิดกั้น เนรคุณต่อผู้มีพระคุณต่อผู้ให้ออกซิเจนทั้งพระพุทธเจ้า เหล่าศาสดาทั้งหลาย พ่อแม่เรา เรา หายใจทุกนาที.นั่นคือการขโมยเสพเท่านั้น ขาดศีลธรรม(ศีลข้อไม่ขโมยไม่เคยรักษาได้) เมื่อเราถามพระพุทธเจ้าร่วมกันว่า พระพุทธเจ้าครับ ท่านห้ามกตัญญูต่อผู้ให้ออกซิเจนท่านหายใจจริงหรือครับ .แน่นอนคำตอบที่ได้จากผู้มีองค์ธรรมครบเช่นพระพุทธเจ้า คือ อะไร ใช่ครับ "เปล่า" เรามิได้ห้าม มิได้ปิดกั้น.นั่นคือ กตัญญุตาธรรมที่จำเป็นของขันธ์เจ้า.เท่านี้แหละที่จะจุดประกายว่า คนไทยคุ้นชินกันการเนรคุณ และขโมยมานานเท่าไรแล้ว?