การพัฒนาภาวะผู้นำและการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่ กฟผ.

29 มกราคม 2556

บรรยายโดย ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

Quotations

·  อิทธิพลสำคัญกว่าการสั่งการ

·  ผู้นำที่ดีต้องมองอะไรให้กว้างไว้ก่อน Think Global Act Local  อยากให้คนในห้องนี้มองกว้าง และมีความน่าสนใจมากขึ้น

ตัวอย่างการมองโลกาภิวัตน์

-  Information Technology เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่น ๆ เช่น Nanotechnology , Biotechnology

-  เรื่องการค้าเสรี , WTO , FTA, AEC 2015, ฯลฯ

-  เรื่องการเงินเสรี  อัตราแลกเปลี่ยน

-  บทบาทของจีน อินเดีย และละตินอเมริกา

-  เรื่องอิทธิพลของประชาธิปไตย และ human right

-  เรื่อง Global warming , ภัยธรรมชาติ 

-  เรื่องสงคราม และการก่อการร้าย

-  เรื่องน้ำมันหมดโลก และพลังงานทดแทน

-  เรื่องโรคระบาด เช่น ไข้หวัดนก เอดส์ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่

·  โลกและการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคต่าง ๆ ถึงปัจจุบัน

จากยุคที่ 1 ยุคเกษตรกรรม สู่ยุคอุตสาหกรรม สู่ยุค Information Technology ปัจจุบันเรากำลังก้าวสู่ยุคที่ 4 หรือ Fourth Wave ซึ่งในอนาคตเราจะต้องเน้น

§  sustainability+

§  wisdom+

§  creativity+

§  Innovation+

§  intellectual capital.

·   ผู้นำต่างจากผู้จัดการ ผู้นำสามารถเพิ่มผลผลิตได้ดีกว่า

  ผู้นำและผู้จัดการแตกต่างกันอย่างไร

ผู้นำ

  เน้นที่คน

  Trust

  ระยะยาว

  What , Why

  มองอนาคต ขอบฟ้า/ภาพลักษณ์

  เน้นนวัตกรรม

  Change

ผู้จัดการ

  เน้นระบบ

  ควบคุม

  ระยะสั้น

  When , How

  กำไร/ขาดทุน ทุก 3 เดือน

  จัดการให้สำเร็จ มีประสิทธิภาพ

  Static

ชนิดของผู้นำ

    -Trust / Authority

    - Charisma

    - Situational

    - Quiet Leader  ผู้นำไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง คิดเก่งก็พอ เช่น กฟผ.เน้นเรื่องการจัดการเทคโนโลยี กับ Stakeholders

เรื่อง Trust หรือ ศรัทธาของการเป็นผู้นำเกิดได้แก่ทุก ๆ คน ไม่ใช่แค่มีตำแหน่งเท่านั้น

Trust มี 3 ขั้นตอน

§   สร้าง (Grow)

§   ขยาย (Extend)

§   ดึงกลับ ถ้าหายไป  (Restore)

Trust มีหลายประเภท

(1)  Self Trust – ตัวเองต้องมีก่อน สัญญาจะทำอะไรกับตัวเองต้องสำเร็จตามสัญญา

(2)  Relationship Trust – ความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร แต่สังคมภายนอกยังอ่อนอยู่

(3)  Organization Trust – กฟผ. Reliability สูง

(4)  Social Trust – สังคมไว้ใจจริงหรือไม่

วิธีการได้มาซึ่ง Trust ระหว่างบุคคล (Relationship Trust)

1)  พูดจริงทำจริง ชัดเจน ไม่คลุมเครือ

2)  ยกย่องนับถือเพื่อนร่วมงาน (Respect)

3)  ทำงานด้วยความโปร่งใส

4)  มีปัญหาที่ไม่ดี แก้ให้ดี ถูกต้อง

5)  เน้น Results มากกว่าทำโดยไม่รู้ว่าผลสำเร็จคืออะไร

6)  ต้องปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา

7)  รับความจริงหรือรู้ศึกษาความจริง (Reality)

8)  มีความชัดเจนต่อความคาดหวังของผู้ร่วมงาน และของตัวเอง

9)  รับฟังอย่าสั่งการข้างเดียว

10)  รักษาคำมั่นสัญญา (Commitment)

วิธีการได้มาซึ่ง Organization Trust ในที่นี้หมายถึงชุมชนของเรา

1)  มี VISION – MISSION – Strategies + Core Value

2)  ไปสู่ความสำเร็จด้วยทุกกลุ่ม (Alignment)

3)  มี Shared Vision

วิธีการได้มาซึ่ง Social Trust หมายถึงสังคมวงกว้างออกไป

üมีบทบาทที่ดีต่อส่วนรวม สร้างความปรองดอง

   ความมั่นคงของคนในประเทศ

·  ในต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันตก มีหัวข้อวิจัยมากมายเกี่ยวกับผู้นำ

·  สำหรับตะวันออกยังมีน้อยอยู่จึงมักจะใช้ Role Model เป็นหลัก

** สิ่งสำคัญคือ Role Model ด้านผู้นำของกฟผ. ชื่นชมใคร ซึ่งเป็น Brand ของการไฟฟ้าต่อไป

8 Rules of Leadership (Nelson Mandela)

1.  กล้าหาญ

2.  ต้องรุกได้ แต่ต้องตั้งรับ และไม่ประมาท

3.  การนำอยู่ข้างหลัง จะต้องแน่ใจว่า คนที่เรายกย่องให้มีบทบาทอยู่ข้างหน้า ต้องให้เขามีความรู้สึกว่า เขาได้นำอย่างน่าภูมิใจ และสมศักดิ์ศรี

4.  ถ้าจะจัดการบริหารศัตรู ต้องรู้จักศัตรูให้ดี

5.  การจะอยู่อย่างผู้นำควรใกล้ชิดกับเพื่อน แต่กับคู่แข่ง หรือคนที่เราไม่ชอบ ต้องใกล้ชิดมากกว่า

6.  มีภาพลักษณ์ที่ดี ต้องปรากฏตัวตามที่ต่าง ๆ อย่างมีเกียรติและสง่างามเสมอ

7.  ไม่เน้น ถูกหรือผิด แบบ 100% หรือ ขาวหรือดำ 100% มีการประนีประนอมที่เหมาะสม แต่รักษาหลักการไว้ และหาทางตกลงกันได้แบบ Win - Win

8.  รู้ว่าจังหวะไหน จะ "พอ" หรือ จะ "ถอย"

  8 Rules of Leadership (Obama)

1.  สร้างศรัทธาและความมั่นใจ Trust และ Confidence แก่ผู้ร่วมงานและแนวร่วม

2.  เป็นผู้นำต้องรู้ว่า จะพาประเทศไปทางไหนโดยสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Communicate your Vision Effectively)

3.  สร้างให้คนส่วนใหญ่ เข้าถึงประวัติ ความสำเร็จ ความสามารถที่สะสมมาในอดีต สร้างชื่อเสียง (Build Strong Reputation)

4.  สร้าง Networks ในทุกๆ แห่ง โดยเฉพาะในจุดที่ตัวเองอาจจะไม่มีโอกาสได้สัมพันธ์มาก่อน (Make Friends in Unusual Places)

5.  ทุกคนที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ใช่มีแค่ High performance ของความสำเร็จของบางกลุ่ม แต่ต้อง All hands คือการให้ทุกๆ คนมีส่วนได้ส่วนเสีย ก็คือการสร้างทีมงานที่ทุกคนทำงานร่วมกัน

6.  สร้างความหลากหลายให้เป็นมูลค่าเพิ่ม (Diversity to value added)

7.  ใช้ Technology ให้เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน เช่นการสร้าง Social Network ก็ให้คน 2 ล้านคน ช่วยสนับสนุนการเงินในช่วงหาเสียง

8.  สร้างขวัญกำลังใจให้แก่เพื่อนร่วมงานทุกคน (Motivation and inspiration)

ขอให้ดูตัวอย่าง ลีโอนาโด ดาร์วินซี

คุณสมบัติของผู้นำของฮิลลารี คลินตัน

qเรียนรู้ตลอดชีวิต

q อย่าพอใจกับปริญญาเท่านั้น

q อย่าพอใจกับการเรียนในห้อง (Formal Learning)

q สนุกกับการคิดนอกกรอบ

q สนุกกับการคิดข้ามศาสตร์

 ถึงจะเก่งอย่างไร? ก็ต้องรับฟังคนอื่น

คุณสมบัติของผู้นำ

ของท่านผู้ว่าฯ เกษม จาติกวณิช หรือ “Super K”

1. ผู้นำต้องมีความรู้

2. ผู้นำต้องทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารักและเคารพ

3. ผู้นำต้องสร้างจิตวิญญาณในการทำงานเป็นทีม

4. ผู้นำต้องรู้จักมอบหมายงาน

5. ผู้นำต้องฟังความเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ

6. ผู้นำต้องรู้จักให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่โอ้อวดและยกตนข่ม

7. ผู้นำต้องมีความเมตตา โอบอ้อมอารีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา

4 E’s Leadership ( Jack Welch )

  Energy มีพลัง

  Energize สามารถกระตุ้นให้คนอื่นมีพลัง

  Edgeเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ

  Executionลงมือทำให้เกิดความสำเร็จ

4 Roles of Leadership (Stephen Covey)

-  Path finding  การค้นหาเส้นทางความก้าวหน้า/การพัฒนา

-  Aligning   กำหนดทิศทางไปในแนวทางเดียวกัน

-  Empowering  การมอบอำนาจ

-  Role Model   การเป็นแบบอย่างที่ดี

ทฤษฎีล่าสุดของ  Jack Welch

Leader / Teacher

กรณีศึกษาผู้นำจีน 5 รุ่นประยุกต์กับ EGAT?

รุ่นที่ 1 (1949 - 1976)

เป็นผู้นำรุ่นบุกเบิกมี เมาเซตุง (Mao Tse-tung) หรือ โจว เอ็นไล (Zhou En lai) เป็นหลัก รุ่นนี้ คือ

ü รุ่นเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชนะการปฏิวัติมา เป็นผู้บุกเบิก

ü ต้องบริหารการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างจะมาก

üต้องสร้างระบบให้แน่น เพราะระบบเดิมยกเลิกหมด เช่น 

o  ทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของรัฐไม่ใช่ของบุคคล

o  เศรษฐกิจ คือ รัฐเป็นคนกำหนด

รุ่นที่ 2 (1976 - 1992)  คือ เติ้ง เสี่ยว ผิง (Deng Xiaoping)

üเป็นช่วงที่การเมืองนิ่งแล้ว แต่ระบบเศรษฐกิจแบบรัฐเป็นผู้กำหนด จะไม่สามารถสร้างรายได้ให้แก่คนในชาติได้ เพราะประชากรมาก – คาดหวังสูง จึงต้องมีเติ้งเสี่ยวผิงมาเป็นผู้นำ

üเน้นทฤษฎีไปสู่ Practical เป็นผู้ที่พูดว่า “แมวสีอะไรก็ได้ขอให้จับหนูเป็น” คือ เป็น 1 ประเทศ 2 ระบบ นำเอาทุนนิยมเข้ามา – เชิญต่างประเทศเข้ามาลงทุน ทำให้จีนขยายตัวทางเศรษฐกิจเร็ว เพราะคนจีนขยันและเคยทำการค้ามาก่อน วันนี้จีนเติบโตมากกลายเป็นมหาอำนาจ

รุ่นที่ 3 (1992 - 2003)  คือ เจียง ซี มิน (Jiang Zemin)

üเป็นผู้นำประเทศสู่โลกภายนอก

üเศรษฐกิจแข็งแรงขึ้น แต่ต้องมีบทบาทในโลก

üจัดประชุม APEC 2003 ในจีน

üนำจีนเข้า WTO

üเปิดประเทศทางเศรษฐกิจมากขึ้น

üส่งความช่วยเหลือไป Africaและประเทศด้อยพัฒนา

รุ่นที่ 4 (2003 2013) คือ หู จิ่นเทา (Hu Jintao)

üเห็นความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจจีนเป็นอันดับ 2 ของโลก จีนมีอิทธิพลต่อโลกมากขึ้นทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ

üแต่เริ่มมีปัญหาเสรีภาพในประเทศ และความเหลื่อมล้ำ

รุ่นที่ 5 (2013 2023) คือ สิ จินผิง (Xi Jinping)

üผู้นำรุ่น 5 จะต้องเก่งเรื่องประชาธิปไตยเปิดแบบจีนที่โลกยอมรับ มีสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และดูแลการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปทุกกลุ่มและทุกภูมิภาคของจีนไม่ให้เหลื่อมล้ำ ให้เศรษฐกิจจีนสมดุลกับโลกภายนอก โดยเฉพาะค่าเงินหยวน

จากการทำ Expert Opinions Survey ของผมกับผู้เชี่ยวชาญอีก 15 ท่านได้ร่วมกันในโครงการปริญญาเอก ค้นหาคุณลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนบริบทของไทย มีหัวข้อที่สรุปได้ มีประโยชน์ต่อ EADP รุ่น 9 ที่จะนำไปปฏิบัติดังต่อไปนี้

1. Integrity Leadership Style คือ เน้นเรื่องความซื่อสัตย์และมีหลักการ เห็นถูกเป็นถูก เห็นผิดเป็นผิด หรือ ทำตาม “หลักการ” ไม่ใช่ “หลักกู”

2. Transparency Leadership Style

ü  โปร่งใส

ü  ตรวจสอบได้เสมอ

ü  ผู้อื่นคาดเดาได้ว่าทำอะไรอยู่

3. Grooming Future Leaders

ü  Jack Welch..ทำได้ดี

ü  Steve Jobs..กำลังถกเถียงกันว่า Apple หลังยุค Steve Jobs ยังมีผู้นำรุ่นใหม่แทนหรือไม่?

ü  ท่านเองมองไปข้างหน้าหรือมองสูงขึ้นว่าจะถึงรองผู้ว่าการฯ ไหมไม่พอ ต้องคิดจะสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Coaching หรือ Mentoring

ü  คนรุ่นใหม่ ๆ (ขาดมารยาท ขาดความสุภาพนอบน้อม ฯลฯ แต่เก่ง) มี Diversity แตกต่างกับคนรุ่นท่าน จะจัดการอย่างไร?

ü  มอบหมายงานให้คนอื่น ๆ ได้ทดลองทำ อย่าสอนงาน

ü  ถ้าลูกน้องผิดพลาด จะดูแลอย่างไรไม่ให้เขาตกรางหรือขาดกำลังใจ

ü  จะปกป้องลูกน้องให้กล้าทำงานยากหรืองานที่เสี่ยงได้อย่างไร?

ü  รับได้ไหมถ้าลูกน้องจะเก่งกว่าตัวเองหรือมีความไม่สุภาพต่อหน้า

4 Global Network Leadership

üในทฤษฎี 8K’s 5K’s ของผมเน้นคุณสมบัติเรื่อง Networking

üNetworking ในประเทศก็สำคัญ

üแต่งานวิจัยที่ผมได้พบ ก็คือ ผู้นำจะต้องเก่งเรื่อง Global Networking ซึ่งเหมาะกับ Theme ปีนี้ คือ รุ่นที่ 9 ต้อง Local / Global + ASEAN 2015

üคำถามคือทำอย่างไร?

§  ภาษา

§  รู้เขา (Know them)

§  รู้มากกว่า “วิศวะ” ต้องข้ามศาสตร์ รู้เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ในภาวะผู้นำของคน กฟผ. ในยุคต่อไป

§  ใช้ ICT ในการหาความรู้ แต่วิเคราะห์ให้เป็น มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ หิวความรู้ที่สด ข้ามศาสตร์

5 Balancing Style Leadership

ü  คล้าย ๆ เน้นความสมดุลย์

ü  เน้นการเป็นวิศวะอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความสุข (Happiness) ในการทำงาน (8K’s+5K’s)

ü  บทบาทสตรีใน กฟผ. ต้องมากขึ้นหรือเปล่า? เพราะจะได้สมดุลมากขึ้น

ü  เดินสายกลางแบบเศรษฐกิจพอเพียง

ü  WORK/LIFE Balance

ü  จากการวิจัยโดยเน้นปรัชญาของศาสนาพุทธ พรมวิหาร 4 คือ 1)เมตตา 2)กรุณา 3)มุทิตา 4)อุเบกขา

ü  สมดุลย์อย่างไรระหว่างมืออาชีพกับการเมืองแบบรุกคืบ

6 สุดท้ายผู้นำที่ดีต้องเป็น Leadership of Diversity and Innovations

ü  จะต้องบริหารความหลากหลายให้ได้

q  ในประเทศ / ต่างประเทศ

q  คนรุ่นใหม่ / คนรุ่นเก่า

q  วิศวะ / สาขาอื่น ๆ

q  แนวคิดที่ไม่เหมือนกัน

ü  มูลค่าเพิ่มจะมาจากความคิดใหม่ ๆ แตกต่างจากเดิม

ü  ผู้นำจะสร้างบรรยากาศให้เกิด Value Creation ได้อย่างไร?

Workshop

กลุ่มที่ 1  ผู้ว่าการ ของ กฟผ.ที่ผ่านมาจะแบ่งเป็นกี่รุ่น?  เหตุผลในการแบ่งคืออะไร? อธิบาย และท่านกำลังจะเป็นผู้นำรุ่นใหม่ใน 10 ปีข้างหน้า.. ปัจจัยที่เป็นทั้ง + และ – ทั้งโอกาสและอุปสรรค คืออะไร?

กลุ่มที่ 2.  ผู้นำรุ่นนี้จะต้อง “Grooming Future Leaders” ต้องทำอย่างไร ? อุปสรรค คืออะไร?

กลุ่มที่ 3  “Integrity Leadership “ และ “Transparency Leadership Style”  ต้องทำอย่างไร? อุปสรรค คืออะไร?

กลุ่มที่ 4 Leadership of Balancing ต้องทำอย่างไร อุปสรรค คืออะไร?

กลุ่มที่ 5 เสนอแนวคิดที่เป็นรูปธรรมว่าจะสร้างผู้นำในอนาคตของ กฟผ.ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

กลุ่มที่ 6 “Leadership of Diversity and Creativity” ต้องทำอย่างไร?อุปสรรค คืออะไร?

Workshop

กลุ่มที่ 1  ผู้ว่าการ ของ กฟผ.ที่ผ่านมาจะแบ่งเป็นกี่รุ่น?  เหตุผลในการแบ่งคืออะไร? อธิบาย และท่านกำลังจะเป็นผู้นำรุ่นใหม่ใน 10 ปีข้างหน้า.. ปัจจัยที่เป็นทั้ง + และ – ทั้งโอกาสและอุปสรรค คืออะไร?

ผู้ว่าการกฟผ.ที่ผ่านมาคิดไว้ว่าจะแบ่งเป็น 4 รุ่น

1.  รุ่นบุกเบิก คือรุ่นผู้ว่าฯ เกษม และท่านกำธน

2.  รุ่นรุ่งเรือง คือรุ่นผู้ว่าฯ เผ่าพันธุ์ สมบูรณ์ ปรีชา

3.  รุ่นวิกฤติปี 40 เป็นยุคผู้ว่าฯ วีรยุทธ์ สิทธิพร

4.  รุ่นปรับตัวไปสู่ตปท. ผู้ว่าฯ ไกรสีห์ สมบัติ สุทัศน์

ปัจจัยบวก คือมีความเชี่ยวชาญด้านนี้

ปัจจัยลบ คือบุคลากรขาดความต่อเนื่อง เครือข่ายไม่ค่อยดี (เพื่อนน้อย) การถ่ายทอดความรู้ KM ไม่ดีพอ

โอกาส คือความต้องการพลังงานในประเทศไทยมากขึ้น ไทยเป็นอาเซียนบริดจ์ได้

ดร.จีระ บอกว่าเรื่อง Networking สำคัญมาก แล้วเราอาจเด่นในอาเซียนได้ บางครั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาจสำคัญมากกว่า NGOs ก็ได้

กลุ่มที่ 2.  ผู้นำรุ่นนี้จะต้อง “Grooming Future Leaders” ต้องทำอย่างไร ? อุปสรรค คืออะไร?

กฟผ.มีจุดอ่อนนิดนึง คือบางครั้งมีช่วงรุ่นต่อรุ่นน้อยไป ผู้นำรุ่นใหม่ที่มองไว้จะเป็นอีก Generation นึง คือต้องทำอย่างไร ก่อนที่จะทำผู้นำรุ่นใหม่ต้องคัดThe Star ที่เป็นผู้นำก่อน แล้วปลูกฝังคุณธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความรักองค์กร ความอดทน การสร้างการทำงานเป็นทีม การสอนงาน (รุ่นพี่สอนแบบ Coaching) เน้นการมองผลประโยชน์ขององค์กรให้มาก

อุปสรรค คือ

1.  มีวัยที่แตกต่างกันเยอะ นิสัยเป็นอุปสรรคในการทำงาน

2.  การสร้างทีมเวอร์กทำได้ยาก

3.  การมองผลประโยชน์ของตัวเอง

กลุ่มที่ 3  “Integrity Leadership “ และ “Transparency Leadership Style”  ต้องทำอย่างไร? อุปสรรค คืออะไร?

1. ในเรื่อง Integrity Leadership “ และ “Transparency Leadership Style”   มีความใกล้เคียงกัน

Integrity เป็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ สิ่งที่จะทำคือต้องสร้างค่านิยมในองค์กรให้ดี และมียุทธศาสตร์ในการนำ

2. หาผู้นำที่เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ผ่านมาจะเป็นว่าผู้ว่าการจะมีทั้ง 2 ส่วนที่ดี

3. ความรับผิดชอบของสังคม มี Transparency มีความโปร่งใสต่อสังคม

คนโดยส่วนใหญ่นึกถึงความต้องการวัตถุมากอาจทำยากนิดนึง แต่กฟผ.สามารถทำได้ โดยต้องขัดเกลาให้เกิดทั้ง 2 สิ่งนี้

ดร.จีระ ขอชมเชยว่า กฟผ. มีข้อนี้ประมาณ 8 ใน 10 แต่อันตรายคือถ้าคนรุ่นใหม่ถูกกระทบจากความโลภ และค่านิยมข้างนอกอาจมีปัญหา ทำอย่างไรถึงจะรักษาแชมป์ได้ เห็นด้วยในเรื่อง Role Model

กลุ่มที่ 4 Leadership of Balancing ต้องทำอย่างไร อุปสรรค คืออะไร?

 1. ส่วนใหญ่ทำอยู่แล้วแต่เป็นเรื่องกระบวนการเช่น Balance Scorecard เรื่องการสร้างความสมดุล เรื่องคน และการจัดการต่าง ๆ สิ่งที่เราน่าจะทำเพิ่มคือ เรื่องบทบาทสตรี การวิเคราะห์ด้านบริหารสตรีมีบทบาทมากกว่าผู้ชาย แต่ทางด้านเทคนิค วิศวะ ผู้หญิงจะเหลือน้อย ดังนั้นการคัดเลือกบุคลากรทำงานผู้หญิงสมัครน้อย ส่งผลว่าผู้หญิงทำงานน้อยเหมือนไม่ให้บทบาท แต่ความจริงถ้ามีศักยภาพให้บทบาทอยู่แล้ว แต่ปรากฏ 4-5 ปีที่ผ่านมาผู้หญิงมากขึ้น แต่ไม่ได้กำหนดสัดส่วนตรงนี้อย่างไร ในอนาคตอาจมีกำหนดให้ผู้หญิงมากขึ้น

2. การใช้ธรรมะช่วยในการปฏิบัติงาน กฟผ.บังคับให้การประชุมมีหัวข้อหนึ่งคือเรื่องคุณธรรม จริยธรรม มีการรายงานของคณะทำงาน เรื่องพรหมวิหารธรรม กฟผ. ก็พยายามทำอยู่

ดร.จีระ  Balance อาจเป็นเรื่อง Work Life Balance ใช้ชีวิตที่สมดุล

กลุ่มที่ 5 เสนอแนวคิดที่เป็นรูปธรรมว่าจะสร้างผู้นำในอนาคตของ กฟผ.ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

1.  ก่อนอื่นตั้งเป้าก่อนว่าให้มีทิศทางเดียวกันจะมุ่งไปทางไหน ให้มองในระยะยาว

2.  กำหนดสเป็คผู้นำ เรื่อง Fairness Integrity Respect

3.  ดูอายุงานด้วย

4.  พัฒนากลุ่มตามสเป็ค

5.  โปรโมทคนเหล่านี้ขึ้นมา

ดร.จีระ  เราจะพัฒนาผู้นำแบบไหน เราต้องเลือกจำนวนหนึ่งเป็น Target  แล้วลงทุนในสิ่งเหล่านี้ หรือฝึกอบรมแบบ HR ไปเรื่อย ๆ ใช้คนที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ เลือก Talent Management บางแห่งสมัคร บางแห่ง Qualify  พัฒนาหลักสูตร มี Coach & Mentoring

กลุ่มที่ 6 “Leadership of Diversity and Creativity” ต้องทำอย่างไร?อุปสรรค คืออะไร?

1. ต้องสร้างศรัทธา เพราะทุกคนมีความคิดหลากหลาย ทำอย่างไรให้ทุกคนคิดถึงเป้าหมายเดียวกันเป็นเรื่องยาก ต้องสร้างศรัทธาให้ผู้นำพูดชี้นำ และมีเป้าหมายเดียวกัน

2. ปรับทัศนคติให้ตรงกันเสียก่อน เช่นให้เห็นว่าต้องทำเพื่อสังคมด้วย

3.เอาบุคคลที่มีความรู้มาช่วย ให้เรียนรู้ทั้งเทคนิค และสังคม

4. เอาความรู้ IT มาช่วย

5. ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนคนรุ่นเก่า

ดร.จีระ บอกว่า ศรัทธาในเป้าหมายไม่ใช่ผู้นำอย่างเดียว Diversity ไทยมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เป้าหมายต้องตรงกัน ให้ข้างในรวมกลุ่มกันคือหลากหลายแต่ไปด้วยกัน แล้วเมื่อไปเจอข้างนอกต้องจัดการด้วย แต่ที่สำคัญข้างในต้องสามัคคีก่อนเพื่อจัดการกับ Diversity ข้างนอกด้วย ถ้าแข็งแรงจะสู้ข้างนอกได้ เมื่อทุกคนเห็นในแนวเดียวกัน การทำงานต้องพึ่งพาหลายส่วนเข้าด้วยกัน