ถามจากคำถามที่พระคุณเจ้าท่านถามเรื่องทุกข์ที่ยังไม่ปรากฏนี้ ที่เคยเรียนมาว่าบุคคลบางคนปรากฏทุกข์ชัดเนื่องจากในอดีตมีการฝึกสมาธิมาบางคนปรากฏอนิจจังชัดเนื่องจากมีศีลมามาก บางคนอนัตตาชัดเนื่องจากอบรมปัญญามามากขอถามว่าถ้าเกิดคนหนึ่งไม่ได้เห็นทุกข์ชัดแต่ไปเห็นอนัตตานี่ขอให้อาจารย์ช่วยอธิบายว่าต่างกันอย่างไร?
ตอบตอบ การเห็นอนิจจัง เห็นทุกข์ขังเห็นอนัตตาตรงนี้ต้องตอบว่าเป็นภาคปริยัติ ซึ่งไม่จำเป็นเท่าใด เพราะการที่รู้ทุกข์คือ ทุกขสัจจะปรากฏแก่ผู้รู้นั้นจะเป็นอนิจจัง ทุกขัง หรืออนัตตาก็ได้
เพราะทั้งสามอย่างนั้นท่านอยู่บ้านเดียวกันคือในรูปรูปหนึ่งก็มีทั้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในนามนามหนึ่งก็มีทั้งอนิจจังทุกขัง อนัตตา แต่ความเด่นชัดขององค์ใดจะปรากฏขึ้นมาก่อนเท่านั้นแต่ถามว่าเมื่อปรากฏอนิจจังปรากฏชัด ทุกขังและอนัตตามีอยู่ด้วยไหม? มีอยู่

เมื่อถามตรงนี้แล้ว ก็จะขออธิบายคำว่าอธิบดีอารมณ์สักนิดหนึ่งอธิบดีอารมณ์ต่างกับคำว่าอินทรีย์อย่างไร ในเมื่ออธิบดีก็แปลว่าความเป็นใหญ่อินทรีย์ก็แปลว่าความเป็นใหญ่ แต่เป็นใหญ่คนละอย่าง อธิบดีอารมณ์มีฉันทาธิปติวิริยาธิปติ จิตตาธิปติ วิมังสาธิปติซึ่งถ้าศึกษาแล้วก็จะรู้ว่าไม่เหมือนกันกับอินทรีย์ เพราะอินทรีย์ เช่น จักขุนทรีย์โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ เป็นต้นเหล่านี้ เป็นความเป็นใหญ่เฉพาะที่และมาเพียงลำพังถ้าจักขุนทรีย์ขึ้นมาทำงานเป็นใหญ่ โสตินทรีย์ก็จะขึ้นมาทำงานไม่ได้แต่อธิบดีนั้นเป็นเใหญ่เพียงหนึ่งแต่เกิดพร้อมกันทั้งสี่ได้ในลักษณะของสหชาตเป็นสหชาตธิปติ

เช่น ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยคือมีประชาชนเป็นใหญ่ แล้วประชาชนจะเป็นใหญ่ได้ทั้ง ๖๐ ล้านคนได้ไหม ก็ไม่ได้จึงต้องเลือกผู้แทนขึ้นมาก็มีนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาเป็นใหญ่คนเดียวแต่ประชาชนก็ยังคงอยู่ในประเทศ และคล้อยตามการทำงานของบุคคลที่เราเลือกไป
ฉะนั้น เมื่อฉันทาธิปติเกิดขึ้น วิริยาธิปติจิตตาธิปติ และวิมังสาธิปติก็จะคล้อยตามเช่นเดียวกันในอนิจจัง ทุกขังอนัตตา ท่านก็มาพร้อมกันดุจเดียวกับเรื่องอธิบดี ฉะนั้นเมื่ออนิจจังทำหน้าที่เด่นชัดกว่า ทุกขัง และอนัตตาต้องมีอยู่ตรงนั้นด้วยแต่ความสำคัญอยู่ตรงที่เมื่อใดเล่าที่เราจะไปประจักษ์เสียทีหนึ่ง จะเป็นอนิจจังหรืออนัตตาก็ได้เมื่อใดล่ะที่การกำหนดของท่านไม่ว่าจะเป็นนามได้ยิน หรือรูปนั่งแล้วมีปรากฏการณ์ที่จะพาให้ชีวิตของท่านแล่นออกไปนอกวัฏฏะจะเกิดขึ้นตรงนั้นสำคัญกว่านะคะ
ขอยกอุปมาว่ามีท่อนไม้ไผ่อยู่สองท่อน ที่ใช้เป็นไม้ถูกไฟ การเสียดสีทำให้เกิดความร้อนทำให้เกิดไฟได้ ตอนนี้เราถือไว้เฉยๆ ก็ยังไม่มีไฟ แต่เราจะบอกว่าไม่มีไฟได้ไหมก็ไม่ได้แต่ถามว่ามีไฟหรือยังก็ยังไม่มีปฏิเสธก็ไม่ได้ยอมรับก็ไม่ได้
เมื่อเราลงมีเอาไม้ถูกันเข้าแต่ที่ยังไม่มีไฟก็เพราะความร้อนจากการเสียดสียังไม่พอ ไฟจึงยังไม่เกิดขึ้นถ้าเราเลิกเสียก่อนเพราะหมดความเพียรก็ไม่มีทางจะมีไฟแต่ถ้าเรามีความเพียรสีต่อไปไฟก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอยู่จึงที่ความเพียรเป็นสำคัญ
และอีกอย่างหนึ่งเราปรารถนาให้มีไฟหรือปรารถนาเห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตาก่อนไม่ได้เพราะว่าทุกข์หรือสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความปรารถนาแต่เกิดขึ้นเพราะความเพียร และต้องเพียรให้ถูกไฟปัญญาก็จะเกิดขึ้นแน่
ถามกำหนดนามได้ยินแล้ว จิตก็แค่ได้ยินแต่ทุกขังไม่ปรากฏที่ใจ แล้วมีผู้บอกว่าอย่าไปสนใจเพราะทุกข์นั้นดับอยู่แล้วอย่างนี้ถูกต้องไหมครับ
ตอบผู้ปฏิบัติต้องรู้ทุกข์ จึงไม่ใส่ใจไม่ได้เหมือนกับไฟที่เรามีหน้าที่สีแล้วมาบอกว่าอย่าไปใส่ใจกับไฟว่าจะเกิดหรือไม่เกิดพูดอย่างนั้นไม่ได้ไฟจะต้องมีและเราต้องเห็นไฟ มิฉะนั้นแล้วเราจะทำไปทำไม คืออย่าไปใส่ใจว่าตนเองไม่เห็น หรือต้องการเห็นแต่เราต้องรู้ในใจว่าตรงนั้นมีความทุกข์แต่ทุกข์ยังไม่ปรากฏชัดกับเราเท่านั้นเอง ทำไมละ ? เพราะความเพียรเพราะเหตุปัจจัยที่จะทำให้ปรากฏการณ์ของญาณปัญญายังไม่พร้อมใช่ไหมคะจึงยังไม่เห็นทุกข์
ยกตัวอย่างเช่น การไม่เห็นความเกิดดับตรงนั้นเพราะว่า ปัจจัย คือปัจจยปริคคหญาณยังไม่ปรากฏและปัจจยปริคคหญาณยังไม่ปรากฏก็เพราะนามรูปปริจเฉทญาณยังไม่มากเลยจะข้ามขั้นจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะญาณปัญญาต้องผ่านแบบนี้เพราะฉะนั้นจะปล่อยไปว่าไม่ต้องไปสนใจจึงไม่ได้
มนสิการให้ถูกจึงเป็นสิ่งสำคัญและพยายามรักษาศรัทธาไว้ว่าหนทางอันประเสริฐนี้เอง ที่จะพาเราข้ามโอฆะสงสารเพราะเมื่อญาณปัญญาเกิดแล้ว ความจริงก็จะถูกประจักษ์ขึ้นมาเรื่อยๆตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้นมาและเมื่อเกิดความเบื่อหน่ายในรูปนามแล้วชีวิตก็จะมีจุดมุ่งหมายมากขึ้น เริ่มจะมีจุดหมายปลายทางและเมื่อมรรคญาณเกิดขึ้นครั้งแรก จุดจบของทางชีวิตก็เริ่มจะมีขอบเขตแล้ว
แต่ถ้าเรายังไปไม่ถึงตรงนั้นชีวิตของเราก็ยังตกอยู่ในความน่ากลัวในขณะที่โลกกำลังร้อนระอุอย่างที่หลายท่านทราบว่าผู้พูดเป็นคนที่ผ่านการผ่าตัดมามาก และแพ้ความร้อนก่อนที่จะมาพูดตรงนี้ก็มีผู้เชื้อเชิญให้ไปจัดเก้าอี้นั่งกันในห้องแอร์แต่ก็บอกว่าไม่เป็นไรเพราะในขณะที่พูดนั้นก็คงไม่ได้สนใจอะไรและเชื่อว่ากุศลต้องคุ้มครองผู้ทำกุศล ซึ่งมาถึงเวลานี้ก็ยังไม่รู้สึกว่าร้อนซึ่งถ้าท่านร้อน ท่านก็มีหน้าที่กำหนดกันไป แต่ถ้าหากจิตมีงานทำไม่ซัดส่ายไปรับอารมณ์ต่างๆที่เป็นวิบาก แต่ถ้าเราเข้าไปเล่นกับวิบากนั้นมันก็เพิ่มอำนาจมากขึ้น ฉะนั้นจึงบอกว่าให้ทำใจเหมือนดูละครเพราะเรามีหน้าที่ดูเท่านั้น

ถามเจริญพรโยม อยากถามว่ารูปนามจะเปลี่ยนต้องทำอย่างไรก่อนถึงจะเรียกว่าถูก
ตอบการปฏิบัติของอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ชีวิตจริงเป็นอย่างไรไม่ว่าจะนั่ง ผู้ปฏิบัติก็นั่ง และถ้านั่งนานๆ ก็เมื่อเหมือนกันแต่ที่ไม่เหมือนกันคือ ตรงสภาวะจิตที่รู้ว่าไม่มีคนมาเมื่อยแต่คนที่ไม่ปฏิบัติก็จะเป็น "เขาเมื่อย" พอเขาเมื่อยปุ๊บ เขาก็อยากจะเปลี่ยนแต่ถ้าผู้ปฏิบัติเวลาเกิดปวดเมื่อย หรือปวดตรงหลัง ปวดตรงขา ก็จะไม่มีคนไม่มีใครมาเป็นผู้ปวด มีแต่นามปวด นามรู้สึก นามทุกข์ จึงต้องมนสิการไปว่าตรงนั้นผู้รู้คือนาม แล้วก็จะเปลี่ยนอิริยาบถได้ไหมตอบว่าได้แต่ก่อนเปลี่ยนจะต้องรู้ความจำเป็นว่าเพราะทุกข์นะ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนคือต้องมีเหตุผลเสนอให้ปัญญาทุกครั้งไปนะคะ
เมื่ออาการไปตั้งใหม่แล้วท่านก็คอยสังเกตต่อไป ทำความรู้สึกตัวที่รูปใหม่ (อาการ) เพราะอิริยาบถปิดบังทุกขัง คือปิดทุกข์เก่าแล้วก็ปิดทุกข์ใหม่เพราะพอเปลี่ยนท่านั่งมาท่านั่งใหม่ก็จะเริ่มทุกข์แล้วอะไรเกิดขึ้นปุ๊บก็จะเริ่มทุกข์แล้ว แต่มันยังไม่สุกงอมเท่านั้นเองทุกข์ใหม่จึงเห็นยากไงคะ จึงต้องคอยสังเกตุให้ดีคือมนสิการให้ดีนั่นเองค่ะ

ฉะนั้น การนั่งนี้พอเรากำหนดแล้ว ทำความรู้สึกตัวในรูปนั่งนั้นแล้วคอยดู คือใจนี้ดู หรือจะใช้คำว่า กำหนด สังเกต ต่างๆก็ได้คอยสังเกตดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นมีอะไรปรากฏขึ้นบ้างในรูปนั้นทุกข์ก็จะค่อยๆเพิ่มปริมาณเหมือนปรอทที่คนเป็นไข้อมเอาไว้ในปากคือเราเป็นโรค ทุกข์กันทุกคน ฉะนั้นใหม่ๆพออมปรอทปรอทก็จะค่อยๆสะสมความร้อนแล้วก็มีอุณหภูมิสูงขึ้นแม้จะเป็นไข้สูงอมปรอทแล้วปรอทก็จะค่อยๆวิ่ง ไม่ใช่พออมปุ๊บก็วิ่งปรู๊ดไปอย่างเร็วแต่ต้องค่อยๆขึ้นแต่ภาพลวงตาที่เรามองเห็นว่าพุ่งปรู๊ดไปเกิดสามสิบเจ็ดองศาแล้วแต่แท้จริงแล้วปรอทมันค่อยๆขึ้นผ่านทีละองศาไป
ฉะนั้น ทุกข์เหมือนกัน ที่จะค่อยๆ ขึ้นจนตั้งอยู่ปรากฏขึ้นแก่จิตอยู่คือความทุกข์ เราก็ดูอีกว่าทุกข์อีกแล้ว ใครทุกข์? นามทุกข์แล้วเราต้องทนต่อไปไหมเมื่อทุกข์ปรากฏขึ้นมาแล้ว ไม่ต้องทนเพราะทุกข์นั้นเป็นตัวบีบคั้น เราไม่ได้อยากเปลี่ยน อย่าอยากเปลี่ยนเราต้องกันโง่และกันตัณหาออก กันความเห็นผิดที่เห็นว่าเป็นเราเป็นคนเป็นสัตว์กับกันอยากคือตัณหา นี่เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติต้องรู้ว่าทำอะไรกัน เหมือนคอยเฝ้าดูผู้ร้ายต่างๆที่จะเข้าจู่โจมชีวิตเรานั่นเองคือดูให้เห็นนะคะ

โยนิโสมนสิการคือ การวางใจได้ถูกต้องแยบคายคือดูว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม เหมือนกับเราจะอ่านชีวิต ว่าชีวิตเป็นอย่างไรชีวิตมีตัวหนังสือสองตัวคือรูปกับนามเท่านั้นเอง เป็นตัวให้เราศึกษาเพราะเราจะเห็นทุกข์ปรากฏขึ้นที่อื่นไม่ได้ ทุกข์ต้องปรากฏที่รูปและนามเท่านั้นแม้กระทั่งฟุ้ง เวลาถ้าฟุ้งเกิดขึ้นก็อย่าไปกลัวฟุ้ง หรือไปคิดว่าฟุ้งไม่ดีเพราะมีสิ่งให้เราศึกษา และมีปรากฏการณ์ธรรมชาติคือไตรลักษณ์เกิดขึ้นในฟุ้งได้นะคะ
อาจารย์บุษกร :ขอประทานโทษนะคะ ก่อนที่ท่านจะเข้ามาที่นี่ท่านมีพื้นฐานทางด้านการปฏิบัติมาด้านไหนบ้างคะ
พระภิกษุ :เคยปฏิบัติสมาธิมา ก่อนยังกำหนดไม่ค่อยถูก
อาจารย์บุษกร :ท่านต้องเข้าใจสักนิดนะคะว่า สมาธิต่างกับวิปัสสนาถ้าคุณพ่อคือพระอาจารย์บุญมี เมธางกูรยังอยู่ท่านก็จะบอกว่าสมาธิต่างกับวิปัสสนาราวฟ้ากับดิน เพราะสมาธินั้นเราทำเพราะต้องการความสงบและในช่วงหลังมานี้คนไปฝึกสมาธิกันมากมายก็เพื่อให้มีความจำดี จะเห็นว่ามีความต้องการเข้าร่วมอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ความต้องการคืออะไรคะ? ความต้องการคือตัณหา และตัณหาคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะถ้าเกิดไม่สงบขึ้นมาผู้ต้องการนั่นแหละจะทุกข์มาก และทุกข์นี้ก็รวมถึงการเกิด คือ ชาติ ปิ ทุกขาเพราะผลจากการทำสมาธิทำให้เกิดชาติ

สมาธิคือการกำหนดจิตใจอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียวเพื่อให้จิตนั้นสงบ สงบเป็นขณะๆ เรียกว่า ขณิกสมาธิ สงบได้มากขึ้นเป็นอุปจารสมาธิและสงบอย่างแนบแน่นเรียกว่าอัปปนาสมาธิ แต่เมื่อเลิกการกระทำสมาธิธรรมชาติของจิตที่มีลักษณะผนฺทนํ จปลํ ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํคือ ดิ้นรนกวัดแกว่ง รักษายาก และห้ามได้ยากนั้นก็จะรับอารมณ์อื่นๆต่อไปซึ่งเป็นการแก้ไขทุกข์ให้พ้นไปได้ชั่วคราวค่ะ
ส่วนวิปัสสนากรรมฐานไม่ใช่ให้ไปแก้ไขทุกข์แต่ให้ไปรู้ทุกข์ เพื่อจะได้เห็นทุกข์ประจักษ์ทุกข์
สภาพธรรมของชีวิตนั้นเมื่อเห็นทุกข์มากๆ ก็จะต้องการหนีออกจากทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นใช่ไหมค่ะขอประทานโทษที่จะยกตัวอย่างเมื่อคราวที่แล้วที่ท่านเจ้าคุณเมธีวรญาณมาบรรยายธรรมท่านพระคุณเจ้าได้นั่งอยู่ริมหน้าต่างแล้วก็ขยับเก้าอี้หลายครั้งเพื่อให้พ้นไปจากแสงแดดที่ร้อน ซึ่งทำให้เป็นทุกข์ ฉะนั้นธรรมชาติของจิตนั้นคือดิ้นรนที่จะหนีทุกข์อยู่แล้วแต่เพราะไม่รู้จักทุกข์จึงไม่หนีทุกข์ เพราะสุขวิปลาสนั้นเข้าไปทำให้รู้สึกสบายแต่มันไม่สบายจริงเพราะเป็นแค่การบำบัด ในขณะที่เราอยู่ในอากาศร้อนเราก็คิดว่าอากาศเย็นช่วยให้เราได้สบายแต่พออากาศเย็นจริงๆแล้วไปซื้อเสื้อกันหนาวใส่กันทำไมเพราะเราทนเท่าที่ทนได้เท่านั้นซึ่งมันยังไม่สุกงอมจนกระทั่งทนไม่ได้

ฉะนั้น วิปัสสนาไม่ใช่ให้มาหาความสงบแต่มาดูทุกข์เพื่อให้จิตนั้นรู้ทุกข์ การเข้ารู้มากๆทุกข์ปรากฏขึ้นเท่าใดรู้เท่านั้น จิตก็จะละคลายจากความกำหนัด คือความยินดีเพราะทุกวันนี้เรายินดี เรามีสภาพความยินดีในชีวิตอยู่ตลอดเวลาแต่พอมาปฏิบัติวิปัสสนาได้พบกับปรากฏการณ์ตามธรรมชาติและผู้ดูก็เห็นธรรมชาตินั้นว่าเป็นทุกข์ความกำหนัดก็คลายแล้วก็เห็นว่าชีวิตไม่ได้เป็นของดี นั่งก็ทุกข์พอกำหนดไปทุกขเวทนาเกิดขึ้น ทุกข์จากการแก้ไขทุกข์ก็ตามมาคือสภาวทุกข์ความเปลี่ยนแปลงของรูปที่มีก็คือทุกขลักษณะ และรูปนามนั่นแหละคือทุกขสัจจะก็จะเห็นว่ามีทุกข์ซ้อนทุกข์ซ้อนทุกข์อยู่เสมอ
ผู้ปฏิบัติจึงมีกิจอย่างเดียว คือกิจรู้คือการกำหนดรู้ทุกข์เมื่อเรารู้ว่าเป็นทุกข์มากเท่าไร ตัณหาก็จะละไปมากเท่านั้น ไม่ใช่ดูเฉยๆนะคะต้องมนสิการ คือทำความเข้าใจให้ถูกตรงกับความเป็นจริงในเหตุผลนั้นๆให้ถูกต้องและให้มีนามรูปติดตามไปทุกขณะ เห็นทุกข์จนกระทั่งไม่มสุขมากเท่าไรทุกข์ก็จะเผารนตัณหาให้หมดไปมากเท่านั้น และตัณหาหมดไป หรือดับไปเมื่อไหร่ก็จะถึงนิโรธเมื่อนั้น เมื่อถึงนิโรธเมื่อไหร่ มรรคก็จะสมบรูณ์เมื่อนั้นค่ะท่านนี่คือกิจของอริยสัจ ซึ่งเป็นไปตามลำดับขั้นตอน
ฉะนั้นวิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นทางสายเอกหรือที่เรียกว่ามหาสติปัฏฐานนี้แหละคือทางสายเอกเป็นทางสายเดียว ต้องเดินเพียงผู้เดียว และไปที่เดียวคือพระนิพพาน
แต่สมาธินั้นนำให้ไปเกิดเป็นพรหม นับตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌานตติยฌาน จตุตถฌาน ซึ่งในแต่ละชั้นก็ยังมีการแบ่งเป็นพรหมออกไปอีกหลายภูมินี่ก็จะเห็นว่าผลของสมาธิทำให้ไปหลายที่แต่วิปัสสนาไปที่เดียวเท่านั้นคือไปนิพพานค่ะท่าน.

อาจารย์บุษกร :คุณแม่ชีแสวงปฏิบัติเป็นอย่างไรบ้างคะ
แม่ชีแสวง :ก็มีแต่ทุกข์อย่างเดียวเห็นแต่ทุกข์อย่างเดียวเลย ความรู้สึกนี้เปลี่ยนไปก็เป็นทุกข์อีกแล้วความรู้สึกใหม่ก็เป็นทุกข์อีกแล้ว
อาจารย์บุษกร :อย่างนี้ถ้าหากเป็นผลของการปฏิบัติก็เรียกว่า ได้ดีแต่ที่บอกว่าเปลี่ยนไปแล้วก็เป็นทุกข์อีกทุกข์อยู่ตลอดเวลา แล้วอะไรทุกข์คะเพราะทุกข์มีได้ทั้งที่รูปและที่นาม อยากถามคุณแม่ชีต่อนะคะ
แม่ชีแสวง :เวลาเกิดความรู้สึกออกไปก็เป็นทุกข์ที่ออกไปรู้รูปพอหมดไปก็กลับเป็นทุกข์อีกที่กลับเข้ามารู้ใหม่ รู้ก็เป็นทุกข์อีก
อาจารย์บุษกร :แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างคะกับรู้สึกที่ปรากฏขึ้นนั้น
แม่ชีแสวง :ความรู้สึกที่เป็นทุกข์หรือคะ จะตอบอย่างไรดีตอบไม่ถูก
อาจารย์บุษกร :ตอบความจริงที่รู้สึกสิคะ
แม่ชีแสวง : ก็มีแต่ทุกข์ จะตอบอย่างไรดี ก็ยังมีศรัทธาอยู่รู้ว่าทุกข์ก็ทุกข์ไป
อาจารย์บุษกร :ค่ะดีมากเลยค่ะ แต่ถ้าจะดีมากกว่านี้ก็ตรงที่ว่าต้องคอยสังเกตอีกว่า ทุกข์ที่บอกว่ามันทุกข์อยู่นี่ ทุกข์ที่ไหน ที่รูปหรือที่นามเพราะรูปกับนามไม่ใช่อย่างเดียวกัน จึงต้องรู้ชัดลงไปด้วยนะคะ ว่าที่ใด
แม่ชีแสวง :ค่ะถ้าทุกข์ที่นามก็นามทุกข์ที่นามเป็นทุกข์เพราะว่าไปรู้รูปทุกข์นี่นามอาศัยรูปกับนามทุกข์เพราะอาศัยรูปที่เป็นทุกข์นั้น
อาจารย์บุษกร :จากการเห็นทุกข์อย่างที่บอกนี่ แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างกับทุกข์นั้นคะเหมือนกับคนเราเห็นศัตรูอยู่ตลอดเวลาถามว่าเราจะรู้สึกเฉยๆไหมกับศัตรูที่อยู่ต่อหน้าต่อตาตลอดเวลานี่ปรากฏการณ์ทางจิตที่เป็นผู้รู้นี้จึงต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งเร้าใช่ไหมคะ
แม่ชีระเบียบ :ใจมันเหี่ยวแห้ง
แม่ชีแสวง :ก็รู้สึกว่าใจมันเหี่ยวแห้ง

อาจารย์บุษกร :ถูกต้องนะคะกับท่านอื่นที่ตอบว่าใจเหี่ยวแห้งและถ้าท่านแม่ชีแสวงตอบอย่างนี้ก็จะเป็นคำตอบที่บอกว่าท่านปฏิบัติถูกแล้วละเพราะความรู้สึกตรงนั้นมันเหมือนกับคนที่ว่าความสดชื่นที่เคยมีอันจัดอยู่ในตัณหาที่เรียกว่ายางหรือเยื่อเมือกที่มีอยู่ในวัฏฏสงสาร ยางนั้นมันฝ่อตัวน้ำหล่อเลี้ยงคือสุขวิปลาสนี้มันหดตัวลงจึงห่อแห้งเศร้าใจในการเห็นที่ตนเองเห็นแล้วก็รู้ไปว่าแม้จะต้องดูต่อมันจะมีความกดดันที่รู้ว่าปรากฏการณ์นี้ก็จะเกิดขึ้นอีกแล้ว
เหมือนกับเราเปิดหน้าต่างออกไปปุ๊บแล้วมีคนคอยตะโกนบอกว่า "เธอทุกข์นะ"อยู่ตลอดเวลาคือมีสิ่งที่ไม่ดีมาปรากฏอยู่ต่อหน้าตลอดเวลานี่เราอยากเปิดหน้าต่างไหม? เราไม่อยากเปิด แต่เราไม่เปิดไม่ได้ แต่เวลาเปิดจะเป็นอย่างไรคะสดชื่นเปิดหรือเปล่า แต่มันห่อแห้งใจเกิดความสลด ฉะนั้นที่แม่ชีตอบถูกต้องเลยค่ะ
เพราะถ้าเกิดทุกข์ปรากฏขึ้นมากๆนี่แล้วมีอะไรบ้างที่ต่อเนื่องจากทุกข์นั้น ก็คือความแห้งใจ เห็นธรรมชาตินั้นไม่มีสาระเห็นอย่างนี้จึงเป็นการเห็นถูก ไม่ใช่เห็นแต่ทุกข์ๆคือเห็นแต่ศัตรูแต่มันต้องมีความต่อเนื่องก้าวออกไปได้ก็คือปัญญาจะตามรู้ทุกข์และตัดสินให้แก่จิตนั้นเป็นผู้รู้โดยรู้สภาพของความทุกข์ที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นอยู่อย่างต่อเนื่องตัณหาคือความต้องการ ที่เคยต้องการได้รูปได้นาม ก็ละไปเพราะปัญญาเห็นความจริงตรงนี้นะคะตัณหาจะเกิดขึ้นมาบงการชีวิตไม่ได้ถูกละไปๆด้วยปัญญานั่นเองค่ะ.

อาจารย์เกื้อกูล :ขอเรียนถามท่านประธานนะคะเกี่ยวกับเรื่องทุกข์ที่ท่านได้อธิบายมาแล้วก็เข้าใจดีแต่ปรากฏว่ามีเรื่องจริงเรื่องหนึ่งมีสหายธรรมที่เขาเข้าปฏิบัติมาเป็นเวลายี่สิบปีเข้าไปปลูกบ้านอยู่คนเดียวแล้วก็เจริญสติปัฏฐานเขาก็เห็นทุกข์อย่างที่ท่านกล่าวมาแล้วแต่การเห็นทุกข์ของเขานี่มันมีผลตรงกันข้าม ทำให้เขาเลิกกรรมฐาน ขายบ้านแล้วก็กลับมาเข้าสังคมไปเที่ยวต่างประเทศค่ะ เขาบอกว่าการเห็นทุกข์ของเขานี่เห็นตลอดเวลา แล้วเขาก็ทนไม่ได้จิตใจจะแตกสลายอยู่ไม่ได้ก็เลยขายบ้านแล้วกลับเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านซึ่งไม่ได้อยู่คนเดียวตามลำพังแล้วก็เรียนถามว่าการเห็นทุกข์ของผู้ปฏิบัติธรรมผู้นี้ซึ่งมีระยะเวลาประมาณ ๑๐ปี่นี่นะคะ เป็นการเห็นที่ถูกต้องหรือเปล่า หรือว่ามีการมนสิการที่ไม่ถูกต้องคะ
อาจารย์บุษกร :ขอบพระคุณมากนะคะที่ตั้งคำถาม ตรงนี้ก็ต้องขอตอบเป็นกลางๆ ในเหตุผล เพราะว่าตามหลักความเป็นจริงการที่เราเห็นภัยเห็นทุกข์ สภาพจิตทีเห็นทุกข์อยู่เรื่อยๆถามว่าใจเป็นอย่างไรบ้าง ใจก็จะสลดหดหู่ถอยออกมี ความแห้งใจคือปัญญาที่เห็นโทษซึ่งตรงกันข้ามกับตัณหาที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้สดชื่น ขอเปรียบสักนิดนะคะ เช่นคนที่แต่งงานกันไปพอมีลูก ลูกก็ทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงานทำมาหากินขึ้นเพราะยินดีติดใจรักลูก ความรักนี่ทำให้เกิดการแสวงหามากขึ้น มีกำลังมากขึ้นนี่คือตัณหา

แต่ปัญญาที่เข้าไปเห็นทุกข์นั้น ได้เห็นความจริงความต้องการความอยากได้จึงลดลงซึ่งตรงกันข้ามกับตัณหาฉะนั้นความแห้งใจเพราะไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลยสิ่งที่ปรากฏขึ้นก็อยู่ได้เท่าที่มีเหตุปัจจัยแล้วก็ดับลง เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลาความรู้สึกอย่างนี้จะสะเทือนใจ แม้กระทั่งอนาคตในวันข้างหน้าก็ต้องเป็นอย่างนี้ฉะนั้นญาณปัญญาก็จะเกิดขึ้นเป็นลำดับกับผู้ที่เห็นทุกข์มาตลอดนี้นี่คือความจริงของผู้ปฏิบัติที่จะต้องได้ผลตามนี้
ขอพูดจากความถูกจริงที่ไม่ใช่ความถูกใจนะคะว่าเมื่อปฏิบัติแล้วผู้ปฏิบัตินั้นจะต้องยิ่งปลีกออกจากเรื่องต่างๆนั้นออกมายิ่งปฏิบัติก็จะเห็นความเป็นจริงแบบนี้แต่บางครั้งเราก็ไม่ทราบว่าสภาพจิตของผู้ปฏิบัตินั้นเป็นอย่างไรที่เขาพูดออกมานั้นพูดออกมาจากความรู้สึกจริงหรือไม่หรือพูดออกมาโดยปริยัติเป็นปัญญาโดยปริยัติแต่ถ้าเป็นปัญญาโดยปฏิบัติแล้วก็จะปลีกออกจากสังคมแน่นอน อันนี้คือนัยหนึ่ง
อีกนัยหนึ่งก็คือถ้าเราเอาเรื่องกรรมมาวินิจฉัย กรรมนั้นมีทั้งกรรมเบียดเบียนและตัดรอนเบียดเบียนทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี ฉะนั้นผู้ปฏิบัติท่านนั้นอาจจะปฏิบัติกำลังได้ดีอยู่แต่เหตุอดีตที่เคยตัดรอนผู้อื่นไว้มาเบียดเบียนแล้วก็ตัดรอนให้เกิดความเห็นผิดว่าไปแล้ว ตรงนี้เป็นภัย เป็นกรรมตัดรอนให้ออกจากกุศลให้ไปอยู่ในอกุศลมากขึ้นก็ได้ค่ะจึงขอตอบไว้ตรงนี้เป็นสองนัย

เรื่องกรรมนี้วิจิตรจริงๆ จึงมีคำว่าทิฏฐิวิบัติไงคะขณะที่ปฏิบัติที่บอกว่าได้ดีนี่นะคะแต่กรรมที่ไม่มีหูมีตาก็อาจมาส่งผลให้เพราะเราห้ามไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรเก่งเกินแรงกรรม แรงกายเรายังพอสู้ แรงปัญญาก็จะต้องบ่มเพาะให้มากๆ
เราตั้งเป้าหมายอะไรก็ได้เราหวังได้เช่นมีมรรคผลนิพพานเป็นที่สุดนั่นคือแรงปรารถนาแต่อย่าลืมว่าแรงกรรมเราทำไว้พอหรือยังเมื่อคำนึงถึงแรงกรรมนี่เราก็จะได้ไม่ประมาทผลัดวันประกันพรุ่งเพราะแรงกรรมสามารถตัดรอนได้
ถ้าพูดถึงเรื่องบาปบุญ บาปบุญนั้นเกิดขึ้นที่ชวนจิต ชวนะดวงที่ ๑ให้ผลในปัจจุบัน เช่นเราทำดีตอนนี้เราก็ได้ความสบายใจสุขใจแต่มีอยู่นิดเดียวซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีผล ที่หลายคนบอกว่าทำดีเหมือนไม่ไดีแต่จริงๆแล้วกรรมที่ทำนั้นทำแล้วให้ผลในชาตินี้แต่ให้ผลน้อย แต่ชวนะดวงที่ ๗ให้ผลในชาติหน้า คือให้ผลนำเกิด แต่ชวนะดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ ให้ผลในชาติที่ ๓จนกระทั่งนิพพาน ฉะนั้นเราตอบได้ไหมว่า ตอนนี้ขณะนี้เราได้ผลจากชวนะดวงไหนบอกไม่ได้เลย เพราะมันส่งผลตลอดเวลา และไม่อะลุ้มอล่วยกับใครถ้าหากเราเคยตัดรอนใครไว้มันก็จะตามมาตัดรอนเราได้ง่ายๆเลยดังที่เราเห็นมากมายจากสภาพสังคม เช่น บวชๆอยู่นี่ก็สึกออกมากำลังได้ดีมีสุขอยู่นี่มีกรรมมาตัดรอนให้ต้องตาย หรืออย่างคนจนที่ถูกสลากบนดิน ๑๙ล้านตามข่าวที่มีนั้น ชีวิตก็เปลี่ยนไปเลยนะคะ

ฉะนั้นไม่มีอะไรที่เราจะยึดติดถือว่าเที่ยงได้เลยต้องอย่าลืมว่าแรงกรรมเป็นสิ่งสำคัญและท่านกำลังแรงกรรมชนิดพิเศษเสมือนหัวรถจักรที่ไม่ใช้ฟืนแต่ใช้ดีเซลแต่ถ้าเราหมดศรัทธาหรือหมดความเพียรเมื่อใดรถก็ไม่เดินเหมือนกัน
จึงต้องเพียรใส่ใจสังเกตดูรายละเอียดของชีวิต คอยมนสิการให้ดีจะทำอะไร ไม่ว่าจะอยู่ห้องไหน เราต้องรู้ว่าธรรมะให้อะไรแก่เราบ้างเราได้รับหรือยังถ้าหากยังก็ต้องรีบนำตัวเองไปน้อมรับสิ่งที่ธรรมะจึงจะเป็นประโยชน์มากเพราะฉะนั้นชีวิตที่สั้นๆ เราต้องใช้เวลาสั้นให้เป็นประโยชน์ให้มาก
วันนี้คงไม่มีอะไรพูดมาก เพราะธรรมะไม่ใช่เรื่องมากแต่บัญญัตินั้นเรื่องมากที่ทุกวันนี้เรื่องมากก็เพราะเราบัญญัติกันขึ้นมาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แต่ธรรมะหรือสภาพธรรมนั้นก็มีอย่างนี้แหละค่ะ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปแต่เราดูยากเพราะมันสวนทางกับกิเลส เมื่อสวนทางกับกิเลสนี่ก็เลยข้ออ้างเยอะ เช่นทำอย่างนี้ไม่ได้อะไรเลย ไปดีกว่ากลับบ้านก่อนดีกว่าแล้วค่อยมาใหม่ซึ่งพูดอย่างนี้ก็บอกได้เลยว่า คนผู้นี้มาเพื่อต้องการจุดประสงค์นั้นมีตัณหานำมาเมื่อไม่สมความปรารถนาก็เลยกลับไป

แต่ถ้าวางใจว่ามาด้วยศรัทธา ด้วยการระลึกถึงพระพุทธคุณทั้ง ๙ประการที่ทรงพาชีวิตของผู้เข้าปฏิบัติให้สำเร็จท่านรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปได้มากมายดังที่ปรากฏในพระสูตรและเมื่อมาศึกษาพระอภิธรรมประกอบด้วยแล้วก็จะยิ่งศรัทธามากขึ้นเพราะการวางใจที่ถูกตรงถูกต้องในการเฝ้าสังเกตสิ่งต่างๆที่ปรากฏไม่ให้คลาดสายตาเราเลยเราก็จะต้องเห็นอะไรอย่างหนึ่งอย่างแน่นอนในการปฏิบัติที่มีมนสิการถูกต้องแล้วสะสมบุญชนิดนี้ไว้การกระทำของเราที่กำลังทำอยู่นี้สักวันหนึ่งใครคนใดคนหนึ่งอาจจะนั่งอยู่ที่หน้าพระพักตร์ของพระศรีอาริยเมตไตรยก็ได้และบุญที่สะสมไว้ก็จะมีอำนาจมากขึ้นเหมือนเราเตรียมสะสมสีข้างของกล่องไม้ขีดและหัวไม้ขีดเอาไว้เมื่อได้พบกับพระพุทธองค์ พระพุทธองค์เพียงหยิบมาจุดเท่านั้นไฟก็ติด ฉะนั้นเราต้องพยายามหาวัสดุชีวิตไว้ให้พร้อมคือปัญญาบารมีแล้วพระองค์ก็จะใช้วัสดุคือชีวิตเราให้เป็นผู้ที่มีค่า
ฉะนั้น เวลาที่เหลืออยู่น้อยลงนี่ ทำค่าชีวิตให้มากๆแล้วความแห้งใจที่เกิดขึ้นเป็นความแห้งด้วยปัญญา แล้วก็มีชาติภพที่น้อยลงและถึงจะมีชาติอย่างไรก็แล้วแต่ เราก็มีชีวิตที่เกิดสั้นลงดีกว่าคนที่เขามีแต่สุขใจแล้วมีชีวิตที่ยาวนานเลยเพราะนั่นคือทุกข์ทั้งนั้นเลย

การปฏิบัติวิปัสสนาก็ไม่มีอะไรนอกจากการดูทุกข์เพราะทุกข์เป็นความจริงที่ต้องกำหนดรู้ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป

การปฏิบัติต้องมีรูปนามเป็นอารมณ์เสมอและต้องรู้ว่าเป็นรูปอะไรนามอะไร ไม่ใช่รูปเฉยๆ หรือนามเฉยๆเพราะรูปกับนามก็ไม่เหมือนกัน รูปแต่ละอย่างก็ไม่เหมือนกันเพราะถ้าเหมือนกันก็จะเกิดการประชุมกันเป็นกลุ่มก้อนทำให้ไม่เห็นพระไตรลักษณ์
การที่เราไม่เห็นพระไตรลักษณ์ก็เพราะสันตติอิริยาบถ และฆนสัญญาปิดบังไว้
สันตติปิดบังอนิจจังความเกิดขึ้นสืบต่อปิดบังความไม่เที่ยง
อิริยาบถที่เราเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ได้กำหนดนั้นปิดบังทุกขังเพราะทุกข์เก่าและทุกข์ใหม่ทีเปลี่ยนแปลงอิริยาบถไปทำให้รู้สึกสบายถ้าสบายจริงก็ทำท่านี้ไปตลอดสิคะ จะเปลี่ยนอีกทำไมล่ะเพราะว่ามันเป็นทุกข์ใหม่นั่นเอง
ฆนสัญญาปิดบังอนัตตาการประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนปิดบังความไม่ใช่ตัวตน ทำให้เห็นว่าเป็นตัวตน
ดังนั้นจึงจะต้องคอยสังเกตสำรวจใจเพราะว่าเราจะอยู่กันได้สักกี่วันแต่ก็วันก็ช่างขอให้เราอยู่ในวิปัสสนาอารมณ์คือมีรูปมีนามเพราะวัฏฏสงสารน่ากลัวกว่าทุกข์ที่เราเห็นตอนนี้ฉะนั้นการเห็นภัยเห็นโทษที่ปรากฏขึ้นเป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการเปิดเผยความจริงทำให้จิตนั้นสลดหดหู่แล้วก็อยากไปให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เพราะชีวิตคือรูปนามขันธ์ ๕นี้เป็นทุกข์จริงๆ

จึงขออนุโมทนากับทุกท่าน ขอบุญญาธิการบุญบารมีที่ท่านได้สะสมแล้วทำมาแล้วนี้จงเป็นเสียงลำเลียงชีวิตท่าน ส่งเสริมท่านให้ท่านสามารถก้าวล่วงจากวัฏฏภัยและสามารถนำใจให้เกิดศรัทธา และศีล สมาธิ ปัญญาอันเสมอกันได้ถึงมรรคผลนิพพานได้โดยไวชาติ
และขอกราบขอบพระคุณท่านผู้มีอุปการคุณ ต่อมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิในฐานะประธานกรรมการ ก็ขอกราบขออภัยท่านไว้ ณ โอกาสนี้ ความขาดตกบกพร่องประการใดก็ขออภัยด้วยค่ะเพราะว่ากำลังกายหรือกำลังคนมีไม่พอเพียงที่จะดูแลให้ท่านได้สัปปายะที่ดีหรือสมบูรณ์มากว่านี้ถ้าหากมีอะไรบกพร่องก็บอกได้นะคะเขียนจดหมายมา หรือจะมาบอกด้วยตนเองโดยตรงก็ได้ค่ะขอเป็นส่วนหนึ่งที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือท่านผู้มีอุปการคุณทุกท่าน ขอบพระคุณค่ะ

ที่มา บทความจากมูลนิธิ อภิธรรมมูลนิธิ

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี