พิธีกรรมของศาสนาเชน
1.การบวชเป็นบรรพชิต
เป็นการเปลี่ยนแปลงภาวะของคนธรรมดาสู่ความเป็นนักพรตหรือบรรพชิตเดิมทีบรรพชิตเชน ครองผ้า 3 ผืน(ไตรจีวร) เช่นเดียวกับพระภิกษุในทางพุทธศาสนาต้องโกนผมด้วยวิธีถอนผมเอง ฉันอาหารเท่าที่แสวงหามาได้ประพฤติทรมานตนเองไม่อยู่ในหมู่บ้านแห่งเดียวมากกว่าหนึ่งคืนเว้นแต่ฤดูฝนต้องถือศีลอดธรรมดา ถ้าถึงขั้นอุกฤษฏ์ต้องถือศีลอดอาหารจนตาย กาลต่อมาล่วงมาประมาณพุทธศักราช 500 ปี นักบวชเชนได้แตกแยกกันในทางปฏิบัติออกเป็น 22 กลุ่มกลุ่มที่ 1 คือ พวกนุ่งขาวห่มขาว เรียกว่า เศวตัมพร และอีกกลุ่มคือพวกนุ่งลมห่มฟ้า(ชีเปลือย) เรียกว่า ทิคัมพร ผู้หญิงที่เป็นบรรพชิตได้มีแต่เฉพาะกลุ่มเศวตัมพร เท่านั้น ส่วนกลุ่มทิคัมพรเห็นว่าปล่อยผู้หญิงมาบวชเป็นบรรพชิตนุ่งลมห่มฟ้าด้วย จะยุ่งกันไปใหญ่ จึงเห็นว่าผู้หญิงเป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์ ต่อมา 2 กลุ่มนี้จึงกลายเป็นนิกายในศาสนาเชน

2.การถืออัตตกิลมถานุโยค
ศาสนาเชนถือว่าการทรมานตนให้ได้รับความลำบากต่างๆ เช่น การอดอาหารการไม่พูดจากับใครๆ การอยู่ในอิริยาบถเดียวตลอดเป็นเวลานานการกินเศษอาหารที่ไหลมาตามท่อ หรือแม้แต่น้ำล้างจานการปลงผมโดยการถอนเส้นผมทีละเส้น เป็นต้น นั้นจะทำให้นักพรตที่บริสุทธิ์สามารถบรรลุโมกษะอันเป็นจุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาเชนได้


3.นอกจากนี้ศาสนาเชนยังมีพิธีกรรมอื่นๆที่ชาวเชนปฏิบัติกัน เช่น พิธีรักษาอุโบสถสิกขาการลำเพ็ญพรตประพฤติวัตรในเทศกาลการเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเชนที่เรียกว่าวัดเชน หรือวิหารเชนหรือการปฏิบัติเมื่ออยู่ต่อหน้าปฏิมากรศาสดามหาวีระ จะเป็นปูนปั้นหรือรูปสลักก็ตาม
จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาเชน
ศาสนาเชนมีจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตอันเป็นความสงบสุขอันแท้จริง คือ นิรวาณะ หรือ โมกษะ(ความหลุดพ้น)ผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูก คือ กรรม ได้ชื่อว่า สิทธะ คือ ผู้สำเร็จเป็นผู้ไม่มีชั้นวรรณะ ไม่รู้สึกกระทบกระเทือนต่อกลิ่น ปราศจากความรู้สึกเรื่องรสไม่มีความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนา ไม่มีความหิว ความเจ็บปวด ความเสียใจ ความดีใจไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีรูป ไม่มีร่างกาย ไม่มีกรรรมเสวยความสงบอันหาที่สุดมิได้ วิธีที่จะบรรลุจุดหมายปลายทางนั้นจะต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัดตามข้อปฏิบัติพื้นฐาน เรียกว่า อนุพรต 5 จนถึงอย่างสูงที่เป็นข้อปฏิบัติอันยิ่งใหญ่และสำคัญคือ มหาพรต 3
นิกายสำคัญของศาสนาเชน
ศาสนาเชนมีนิกายที่สำคัญ 2 นิกาย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 500 เศษโยศาสนิกชนเชนไม่อาจลงรอยกันอยู่ในแบบเดิมได้ คือ

1.นิกายเศวตัมพรนิกายนุ่งผ้าขาว นิกายนี้ถือว่าสีขาวบริสุทธิ์จึงใช้เครื่องแต่งกายเพื่อแสดงให้เห็นว่าจิตใจของผู้แต่งมีความบริสุทธิ์และผู้เข้ามาบวชเห็นว่าตนยังมีความละอายใจที่จะเที่ยวไปโยไม่มีชิ้นผ้าปกปิดกายนิกายนี้ส่วนมากจะอาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศอินเดียอันเป็นแถบที่มีอากาศหนาวมากกว่าทางตอนใต้ของประเทศซึ่งพวกนิกายทิคัมพรอยู่อาศัย


2.นิกายทิคัมพรนิกายนุ่งลมห่มฟ้า(เปลือยกาย) นิกายนี้เข้ามาบวชต้องเป็นนักบวชแบบชีเปลือยถือปฏิบัติธรรมเคร่งครัดเป็นอัตตกิลมถานุโยค ทรมานตนให้ลำบากด้วยประการต่างๆถือหลักอปริคคหะ มักน้อยสันโดษมากจนไม่ยอมมีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มปกปิดร่างกายเพราะพวกเขาถือว่าการมีเครื่องแต่งกายปกปิดนั้นทำให้เป็นคนมักมากและมีความกังวลใจเกี่ยวกับบริขารของตนหรืออาจจะเป็นเครื่องกังวลใจทีจะต้องรักษาและแสวงหาแต่เมื่อตนถือเพศเป็นนักพรตเปลือยแล้ว ความกังวลใจในเรื่องนี้ก็เป็นอันหมดไปนอกจากไม่มีบริขารแล้ว พวกเขาก็มีเพียงไม้และผ้ากรองน้ำเพื่อมิให้สิ่งมีชีวิตเบียดเบียนหรือต้องตายเพราะตนและยังถือว่าผู้ที่มีกิเลสเท่านั้นที่ต้องละอายกล่าวโดยสรุปมีหลักปฏิบัติอันเคร่งครัดอีก 3 ข้อ คือ
1)ไม่กินอาหารใดๆแม้น้ำก็ไม่ยอมให้ล่วงลำคอในคราวปฏิบัติ
2)ไม่มีสมบัติใดๆติดตัวแม้แต่ผ้านุ่งสัญจรไปด้วยตัวเปล่าเปลือย
3)ไม่ยอมให้ผู้หญิงปฏิบัติตามและบรรลุธรรม

สัญลักษณ์ของศาสนาเชน


1.บางพวกบอกว่าสัญลักษณ์ของศาสนาเชน คือ รูปปฏิมาของศาสดามหาวีระ ซึ่งในโบสถ์หรือวัดเชนทั่วๆไปจะมีรูปปฏิมาของศาสดาประดิษฐานอยู่หรือภายในบ้านของศาสนิกชนก็มีรูปปฏิมาโลหะไว้บูชาเช่นเดียวกับที่ชาวพุทธมีพระพุทธรูปไว้บูชาในบ้าน ในวัด โรงเรียน และในโบสถ์รูปปฏิมาศาสดามหาวีระเป็นรูปอิริยาบถยืนบ้าง นั่งบ้าง ที่เก่าแก่ที่สุด ได้แก่ที่ประดิษฐานที่เมืองโลหะนิปุระ ใกล้กับเมืองพิหาร หล่อขึ้นในสมัยราชวงศ์เมารยะ


2.บางพวกก็ว่าสัญลักษณ์ของศาสนาเชนเป็นรูปของจักรวาลซึ่งรวมเอาสัญลักษณ์ต่างๆหลายอย่างมาอยู่ในที่เดียวกันดังนี้


1).โดยรวมสัญลักษณ์เป็นรูปของจักรวาลโดยส่วนที่อยู่ล่างสุดคือนรก ส่วนที่อยู่ตรงกลาง คือ มนุษยโลก และส่วนที่อยู่บนสุดคือเทวโลก

2.)มือที่ยกขึ้น หมายถึงให้”หยุด” คำที่อยู่ตรงกลางกงจักร คือคำว่าอหิงสา

3.)เหนือมือขึ้นไป คือเครื่องหมายสวัสดิกะ หมายถึง สังสารวัฏคือการเวียนว่ายตายเกิดซึ่งทุกคนจะต้องหลุดพ้นไปให้ได้

4.)จุดสามจุดที่อยู่เหนือเครื่องหมายสวัสดิกะคือ ไตรรัตน์ ได้แก่ สัมยัคทรรศนะ(ความเห็นชอบ) สัมยัคญาณะ (รู้ชอบ) และสัมยัคจาริตะ(ประพฤติชอบ)

5.)รูปเส้นโค้ง หมายถึงที่อยู่ของ สิทธะทั้งหลายที่มีชื่อเรียกว่า สิทธศีละอันเป็นที่พำนักสุดท้ายของวิญญาณที่หลุดพ้นแล้ว

6.)จุดเดียว ที่อยู่บนสุดหมายถึง สิทธะ ซึ่งจะบรรลุถึงจุดนี้ได้วิญญาณต้องทำลายกรรมที่เป็นเครื่องผูกมัดให้ได้ทั้งหมด ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะต้องพยายามบรรลุถึงความหลุดพ้นนี้ให้ได้
บทบาทของศาสนาเชนต่อสังคม

1.คำสอนที่สอนให้คนมีความปรารถนาน้อยแต่พอควรทำให้สังคมไม่เป็นสังคมฟุ้งเฟ้อ

2.คำสอนที่สอนให้คนไม่เบียดเบียนสัตว์และคนอื่นทำให้สังคมอยู่กันอย่างสงบ

3.คำสอนที่สอนคล้ายศีล 5 ของศาสนาพุทธทำให้คนแต่ละคนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม

4.คำสอนที่สอนให้คนเห็นชอบ รู้ชอบประพฤติชอบ ทำให้สังคมเป็นสังคมที่มีเหตุผลและเป็นสังคมที่เป็นระเบียบ

5.สอนให้คนมีเหตุผลและทำดีเพื่อไม่หวังสิ่งตอบแทนเป็นการทำให้คนในสังคมมีจิตใจสูง ทำให้เป็นสังคมที่พร้อมจะช่วยเหลือกันและเจริญก้าวหน้าขึ้นได้

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี