๑๓. บุญ-บาป, ธรรม-อธรรม, ความดี-ชั่ว

ปุญฺญโจเรหิทูหรํ

ความดีโจรลักไม่ได้[๑๓.๐๑] (๑๕/๑๕๙)


สยํกตานิปุญฺญานิตํมิตฺตํสมฺปรายิกํ

ความดีที่ทำไว้เองเป็นมิตรติดตามตัวไปเบื้องหน้า[๑๓.๐๒] (๑๕/๑๖๓)


มาวมญฺเญถปาปสฺสมตฺตํอาคมิสฺสติ

อย่าดูหมิ่นความชั่วว่าเล็กน้อยคงจักไม่มีผลมาถึงตัว

อุทพินฺทุนิปาเตนอุทกุมฺโภปิปูรติ

เพราะน้ำหยดทีละน้อยหม้อน้ำยังเต็มได้

อาปูรติพาโลปาปสฺสโถกํโถกํปิอาจินํ

พาลชนสร้างสมความชั่วทีละน้อยก็เต็มเพียบไปด้วยความชั่ว[๑๓.๐๓] (๒๕/๑๙)


ปาปญฺเจปุริโสกยิรานํกยิราปุนปฺปุนํ

คนเรานี้ถ้ามีอันทำชั่วลงไปก็อย่าพึงทำความชั่วนั้นซ้ำเข้าอีก

ตมฺหิฉนฺทํกยิราถทุกฺโขปาปสฺสอุจฺจโย

อย่าพึงสร้างความพอใจในความชั่วนั้นการสั่งสมความชั่วเป็นการก่อความทุกข์[๑๓.๐๔] (๒๕/๑๙)


โยปุพฺเพปมชฺชิตฺวาปจฺฉาโสนปฺปมชฺชติ

โสมํโลกํปภาเสติอพฺภามุตฺโตวจนฺทิมา

บุคคลใดในกาลก่อนเคยผิดพลาดครั้นภายหลังเขากลับตัวได้ไม่ประมาทบุคคลนั้นย่อมทำโลกให้แจ่มใสเหมือนดังดวงจันทร์อันพ้นจากเมฆหมอก[๑๓.๐๕] (๒๕/๒๓)


ยสฺสปาปํกตํกมฺมํกุสเลนปิถียติ

โสมํโลกํปภาเสติอพฺภามุตฺโตวจนฺทิมา

บุคคลใดเคยทำกรรมชั่วไว้แล้ว (กลับตัวได้) หันมาทำดีปิดกั้นบุคคลนั้นย่อมทำให้โลกแจ่มใสเหมือนดังดวงจันทร์อันพ้นจากเมฆหมอก[๑๓.๐๖] (๒๕/๒๓)


ยถาปิปุปฺผราสิมฺหากยิรามาลาคุเฬพหู

เอวํชาเตนมจฺเจนกตฺตพฺพํกุสลํพหุ

ช่างดอกไม้ร้อยพวงมาลัยได้มากมายจากกองดอกไม้กองหนึ่งฉันใดคนเราเกิดมาแล้วก็ควร (ใช้ชีวิตชาติหนึ่งนี้) สร้างความดีงามให้มาฉันนั้น[๑๓.๐๗] (๒๕/๑๔)


อาปูรติธีโรปุญฺญสฺสโถกํโถกํปิอาจินํ

ธีรชนสร้างความดีทีละน้อยก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความดี[๑๓.๐๘] (๒๕/๑๙)


สุโขปุญฺญสฺสอุจฺจโย

การสร้างสมความดีนำสุขมาให้[๑๓.๐๙] (๒๕/๑๙)

สุขสฺเสตํภิกฺขเวอธิวจนํฯเปฯยทิทํปุญฺญานิ

คำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข[๑๓.๑๐] (๒๕/๒๐๐)


สยํกตานิปุญฺญานิตํเวอาเวณิยํธนํ

ความดีที่ทำไว้เองนี่แหละเป็นทรัพย์ส่วนเฉพาะของตัวแท้ๆ[๑๓.๑๑] (๒๗/๑๙๙๘)

ปุญฺญสุขํชีวิตสงฺขยมฺหิ

กระทั่งถึงคราวสิ้นชีพบุญก็ช่วยให้สุขได้[๑๓.๑๒] (๒๕/๓๓)


ฆาสเหตูปิกเรยฺยปาปํ

ไม่ควรทำบาปแม้เพราะเห็นแก่กิน[๑๓.๑๓] (น.๒๗/๑๒๗๕)


สกมฺมุนาหญฺญติปาปธมฺโม

คนมีความชั่วย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน[๑๓.๑๔] (๑๓/๔๕๑)


ปาปํปาเปนสุกรํ

ความชั่วคนชั่วทำง่าย[๑๓.๑๕] (๒๕/๑๒๔)


นตฺถิปาปํอกุพฺพโต

บาปไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ[๑๓.๑๖] (๒๕/๑๙)


ตํกมฺมํกตํสาธุยํกตฺวาอนุตปฺปติ

ทำกรรมใดแล้วร้อนใจภายหลังกรรมที่ทำนั้นไม่ดี[๑๓.๑๗] (๑๕/๒๘๑)


ตญฺจกมฺมํกตํสาธุยํกตฺวานานุตปฺปติ

ทำกรรมใดแล้วไม่ร้อนใจภายหลังกรรมที่ทำนั้นแลดี[๑๓.๑๘] (๑๕/๒๘๑)

สุกรานิอสาธูนิอตฺตโนอหิตานิจ

การที่ไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์แก่ตนทำง่าย[๑๓.๑๙] (๒๕/๒๒)


ยํเวหิตญฺจสาธุญฺจตํเวปรมทุกฺกรํ

การใดเป็นประโยชน์ด้วยดีด้วยการนั้นแลทำได้ยากอย่างยิ่ง[๑๓.๒๐] (๒๕/๒๒)


สุกรํสาธุนาสาธุ

ความดีคนดีทำง่าย[๑๓.๒๑] (๒๕/๑๒๔)


สาธุปาเปนทุกฺกรํ

ความดีคนชั่วทำยาก[๑๓.๒๒] (๒๕/๑๒๔)


กมฺมุนาวตฺตตีโลโก

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม[๑๓.๒๓] (๑๓/๗๐๗)


กมฺมํสตฺเตวิภชติยทิทํหีนปฺปณีตตาย

กรรมย่อมจำแนกสัตว์คือให้ทรามและประณีต[๑๓.๒๔] (๑๔/๕๙๖)


กลฺยาณการีกลฺยาณํปาปการีปาปกํ

ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว[๑๓.๒๕] (๑๕/๙๐๓)


ปจฺฉาตปฺปติทุกฺกฏํ

กรรมไม่ดีย่อมเผาผลาญในภายหลัง[๑๓.๒๖] (๑๕/๒๔๐)


อกตํทุกฺกฏํเสยฺโย

ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า[๑๓.๒๗] (๑๕/๒๔๐)


ปาปานํอกรณํสุขํ

การไม่ทำความชั่วให้เกิดความสุข[๑๓.๒๘] (๒๕/๓๓)


กตญฺจสุกตํเสยฺโย

ความดีทำไว้แลดีกว่า[๑๓.๒๙] (๑๕/๒๔๐)


สพฺพปาปสฺสอกรณํกุสลสฺสูปสมฺปทา

สจิตฺตปริโยทปนํเอตํพุทฺธานสาสนํ

การไม่ทำความชั่วทั้งปวง๑การบำเพ็ญความดีให้เพียบพร้อม๑การชำระจิตใจให้ผ่องใส๑สามข้อนี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้า[๑๓.๓๐] (๒๕/๒๔)


ธมฺโมหเวรกฺขติธมฺมจารึ

ธรรมนั่นแหละรักษาผู้ประพฤติธรรม[๑๓.๓๑] (๒๖/๓๓๒)


ธมฺโมสุจิณฺโณสุขมาวหาติ

ธรรมที่ประพฤติดีแล้วนำมาซึ่งความสุข[๑๓.๓๒] (๒๖/๓๓๒)


ธมฺมจารีสุขํเสติ

ผู้ประพฤติธรรมย่อมนอนเป็นสุข[๑๓.๓๓] (๒๕/๒๓)


ธมฺมปีติสุขํเสติ

ผู้อิ่มใจในธรรมย่อมนอนเป็นสุข[๑๓.๓๔] (๒๕/๑๖)


ปณฺฑิตาอตฺตสุขสฺสเหตุ

ปาปานิกมฺมานิสมาจรนฺติ

บัณฑิตไม่ประกอบความชั่วเพราะเห็นแก่ความสุขส่วนตัว[๑๓.๓๕] (๒๗/๑๔๖๗)


ทุกฺเขนผุฏฺฐาขลิตาปิสนฺตา

ฉนฺทาโทสาชหนฺติธมฺมํ

บัณฑิตนั้นถึงถูกทุกข์กระทบถึงพลาดพลั้งลงก็คงสงบอยู่ได้และไม่ละทิ้งธรรมเพราะชอบหรือชัง[๑๓.๓๖] (๒๗/๑๔๖๗)


อิจฺเฉยฺยอธมฺเมนสมิทฺธิมตฺตโน

ไม่พึงปรารถนาความสำเร็จแก่ตนโดยทางไม่ชอบธรรม[๑๓.๓๗] (๒๕/๑๖)

จเชธนํองฺควรสฺสเหตุ

องฺคํจเชชีวิตํรกฺขมาโน

องฺคํธนํชีวิตญฺจาปิสพฺพํ

จเชนโรธมฺมมนุสฺสรนฺโต

พึงสละทรัพย์เพื่อเห็นแก่อวัยวะ

พึงสละอวัยวะในเมื่อจะรักษาชีวิต

พึงสละได้หมดทั้งอวัยวะทรัพย์และชีวิตในเมื่อคำนึงถึงธรรม[๑๓.๓๘] (๒๖/๓๘๒)


อลาโภธมฺมิโกเสยฺโยยญฺเจลาโภอธมฺมิโก

ไม่ได้แต่ชอบธรรมดีกว่าถึงได้แต่ไม่ชอบธรรมจะดีอะไร[๑๓.๓๙] (๒๖/๓๘๒)


มรณํธมฺมิกํเสยฺโยยญฺเจชีเวอธมฺมิกํ

ตายอย่างชอบธรรมดีกว่าอยู่อย่างไม่ชอบธรรมจะมีค่าอะไร[๑๓.๔๐] (๒๖/๓๘๐)


ธมฺเมฐิตํวิชหาติกิตฺติ

เกียรติไม่ทิ้งผู้ตั้งอยู่ในธรรม[๑๓.๔๑] (๒๒/๔๒)


๑๔. กรรม

ยานิกโรติปุริโสตานิอตฺตนิปสฺสติ

คนทำกรรมใดไว้ย่อมเห็นกรรมนั้นในตนเอง[๑๔.๐๑] (๒๗/๒๙๔)


จรนฺติพาลาทุมฺเมธาอมิตฺเตเนวอตฺตนา

คนพาลทรามปัญญาย่อมดำเนินชีวิตโดยมีตนเองนั่นแหละเป็นศัตรู[๑๔.๐๒] (๑๕/๒๘๑)


๑๔. กรรม

ธญฺญธนํรชตํชาตรูปํ

ปริคฺคหํวาปิยทตฺถิกิญฺจิ

ทาสากมฺมกราเปสฺสาเยจสฺสอนุชีวิโน

สพฺพนฺนาทายคนฺตพฺพํสพฺพํนิกฺขีปคามินํ

ธัญญาหารทรัพย์สินเงินทองหรือสมบัติที่ครอบครองไม่ว่าอย่างใดที่มีอยู่คนรับใช้คนงานคนอาศัยทั้งหลายทุกอย่างล้วนพาเอาไปไม่ได้ต้องทิ้งไว้ทั้งหมด[๑๔.๐๓] (๑๕/๓๙๒)


ยญฺจกโรติกาเยนวาจายอุทเจตสา

ตํหิตสฺสสกํโหติตญฺจอาทายคจฺฉติ

กรรมใดทำไว้ด้วยกายด้วยวาจาหรือด้วยใจกรรมนั่นแหละเป็นสมบัติของเขาซึ่งเขาจะพาเอาไป[๑๔.๐๔] (๑๕/๓๙๒)


มาชาตึปุจฺฉจรณญฺจปุจฺฉ

อย่าถามถึงชาติกำเนิดจงถามถึงความประพฤติ[๑๔.๐๕] (๑๕/๖๖๐)


กมฺมํวิชฺชาธมฺโมสีลํชีวิตมุตฺตมํ

เอเตนมจฺจาสุชฺฌนฺติโคตฺเตนธเนนวา

การงาน๑วิชา๑ธรรม๑ศีล๑ชีวิตอันอุดม๑คนบริสุทธิ์ด้วยสิ่งทั้ง๕นี้หาใช่ด้วยตระกูลหรือด้วยทรัพย์ไม[๑๔.๐๖] (๑๕/๑๔๗)


    ๑๕. กิเลส

อิจฺฉาหิอนนฺตโคจรา

ความอยากได้ไม่มีที่จบสิ้นเลย[๑๕.๐๑] (๒๓/๓๓๙)


วิคติจฺฉานํนโมกโรมเส

ท่านที่ตัดความอยากเสียได้ข้าพเจ้าขอกราบไหว้เลยทีเดียว[๑๕.๐๒] (๒๗/๓๓๙)


ลทฺโธธมฺมํปสฺสติ

โลภเข้าแล้วมองไม่เห็นธรรม

อนฺธตมํตทาโหติยํโลโภสหเตนรํ

เมื่อความโลภเข้าครอบงำคนเวลานั้นมีแต่ความมืดตื้อ[๑๕.๐๓] (๒๕/๒๖๘)


อิจฺฉานรํปริกสฺสติ

ความอยากย่อมชักพาคนไปต่างๆ[๑๕.๐๔] (๑๕/๒๑๖)


กาเมหิโลกมฺหิหตฺถิติตฺติ

ความอิ่มด้วยกามทั้งหลายไม่มีในโลก[๑๕.๐๕] (๑๓/๔๕๑)


ภยมนฺตรโตชาตํตํชโนนาวพุชฺฌติ

คนโกรธไม่รู้ทันว่าความโกรธนั้นเป็นภัยที่เกิดขึ้นภายใน[๑๕.๐๖] (๒๕/๒๖๘)


กุทฺโธธมฺมํปสฺสติ

โกรธเข้าแล้วมองไม่เห็นธรรม[๑๕.๐๗] (๒๕/๒๖๘)


ยํกุทฺโธอุปโรเธติสุกรํวิยทุกฺกรํ

คนโกรธจะผลาญสิ่งใดสิ่งนั้นทำยากก็เหมือนทำง่าย[๑๕.๐๘] (๒๓/๖๑)


หนฺติกุทฺโธสมาตรํ

คนโกรธฆ่าได้แม้แต่มารดาของตน[๑๕.๐๙] (๒๓/๖๑)


ปจฺฉาโสวิคเตโกเธอคฺคิทฑฺโฒวตปฺปติ

ภายหลังเมื่อความโกรธหายแล้วเขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้[๑๕.๑๐] (๒๓/๖๑)


โกธโนทุพฺพณฺโณโหติ

คนมักโกรธย่อมมีผิวพรรณไม่งาม[๑๕.๑๑] (๒๓/๖๑)


โกธํฆตฺวาสุขํเสติ

ฆ่าความโกรธได้ย่อมนอนเป็นสุข[๑๕.๑๒] (๑๕/๑๙๙)


ยถาปิรุจิรํปุปฺผํวณฺณวนฺตํอคนฺธกํ

เอวํสุภาสิตาวาจาอผลาโหติอกุพฺพโต

วาจาสุภาษิตไม่มีผลแก่ผู้ไม่ปฏิบัติเหมือนดอกไม้งามที่มีแต่สีไม่มีกลิ่น[๑๕.๑๓] (๒๕/๑๔)


ยถาปิรุจิรํปุปฺผํวณฺณวนฺตํสคนฺธกํ

เอวํสุภาสิตาวาจาสผลาโหติสุกุพฺพโต

วาจาสุภาษิตย่อมมีผลแก่ผู้ปฏิบัติเหมือนดังดอกไม้งามที่มีทั้งสีสวยและกลิ่นอันหอม[๑๕.๑๔] (๒๕/๑๔)


สุภาสิตายาวาจาเอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ

พูดดีเป็นมงคลอันอุดม[๑๕.๑๕] (๒๕/๖)


กุทฺธํอปฺปฏิกุชฺฌนฺโตสงฺคามํเชติทุชฺชยํ

ผู้ไม่โกรธตอบคนโกรธชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก[๑๕.๑๖] (๒๖/๓๕๘)


อุภินฺนมตฺถํจรติอตฺตโนปรสฺส

ปรํสงฺกุปิตํญตฺวาโยสโตอุปสมฺมติ

ผู้ใดรู้ว่าคนอื่นโกรธแล้วมีสติระงับได้ผู้นั้นชื่อว่าบำเพ็ญประโยชน์แก่คนถึง๒คนคือทั้งแก่ตนเองและแก่คนอื่นนั้น[๑๕.๑๗] (๒๖/๓๕๘)


    ๑๖. คุณธรรม

สจฺจํเวอมตาวาจา

คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย[๑๖.๐๑] (๑๕/๗๔๐)


สจฺจํหเวสาธุตรํรสานํ

สัจจะเป็นรสดียิ่งกว่าประดารส[๑๖.๐๒] (๒๕/๓๑๑)


สทฺธาทุติยาปุริสสฺสโหติ

ศรัทธาเป็นมิตรคู่ใจของคน[๑๖.๐๓] (๑๕/๑๗๕)


สุขาสทฺธาปติฏฺฐิตา

ศรัทธาตั้งมั่นแล้วนำสุขมาให้[๑๖.๐๔] (๒๕/๓๓)


สติโลกสฺมิชาคโร

สติทำให้ตื่นอยู่ในโลก(ในโลกนี้มีสติจึงจะนับว่าตื่น)[๑๖.๐๕] (๑๕/๒๑๗)

สติมโตสทาภทฺทํ

คนมีสติเท่ากับมีสิ่งนำโชคตลอดเวลา[๑๖.๐๖] (๑๕/๘๑๒)

  ๑๖. คุณธรรม

สติมโตสุเวเสยฺโย

คนมีสติย่อมดีขึ้นทุกวัน[๑๖.๐๗] (๑๕/๘๑๒)


อาทิสีลํปติฏฺฐากลฺยาณานญฺจมาตุกํ

ปมุขํสพฺพธมฺมานํตสฺมาสีลํวิโสธเย

ศีลเป็นเบื้องต้นเป็นที่ตั้งอาศัยเป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลายเป็นประมุขของธรรมทั่วไปฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์[๑๖.๐๘] (๒๖/๓๗๘)


สีลํอาภรณํเสฏฺฐ

ศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ[๑๖.๐๙] (๒๖/๓๗๘)


สีลํกวจมพฺภุตํ

ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์[๑๖.๑๐] (๒๖/๓๗๘)


ปรํนาปิอตฺตานํวิหึสติสมาหิโต

ผู้มีจิตใจตั้งมั่นย่อมไม่เบียดเบียนคนอื่นและแม้ตนเอง[๑๖.๑๑] (๒๗/๖๒๑)


๑๗. วาจา

ยํหิกยิราตํหิวเทยํกยิราตํวเท

อกโรนฺตํภาสมานํปริชานนฺติปณฺฑิตา

จะทำสิ่งใดพึงพูดสิ่งนั้นสิ่งใดไม่ทำไม่พึงพูดถึง

บัณฑิตย่อมหมายเอาได้ว่าคนไม่ทำดีแต่พูด[๑๗.๐๑] (๒๗/๘๖๐)


ยถาวาทีตถาการี

พูดอย่างใดทำอย่างนั้น[๑๗.๐๒] (๒๗/๖๐๕)


หทยสฺสสทิสีวาจา

วาจาเช่นเดียวกับใจ[๑๗.๐๓] (๒๗/๕๖๐)


ปุริสสฺสหิชาตสฺสกุธารีชายเตมุเข

ยายฉินฺทติอตฺตานํพาโลทุพฺภาสิตํภณํ

คนเกิดมาชื่อว่ามีขวานเกิดติดปากมาด้วยสำหรับให้คนพาลใช้ฟันตัวเองในเวลาที่พูดคำชั่ว[๑๗.๐๔] (๒๕/๓๘๗)


โยนินฺทิยํปสํสติตํวานินฺทติโยปสํสิโย

วิจินาติมุเขนโสกลิกลินาเตนสุขํวินฺทติ

ผู้ใดสรรเสริญคนควรนินทาหรือนินทาคนควรสรรเสริญผู้นั้นเอาปากเก็บกาลีไว้จะไม่ได้พบสุขเพราะกาลีนั้น[๑๗.๐๕] (๒๑/๓)


เอกํธมฺมํอตีตสฺสมุสาวาทิสฺสชนฺตุโน

วิติณฺณปรโลกสฺสนตฺถิปาปํอการิย

คนที่ก้าวล่วงสัจธรรมอันเป็นหนึ่งเดียวเสียแล้วพูดจามีแต่คำเท็จไม่คำนึงถึงปรโลกความชั่วที่เขาจะไม่ทำเป็นไม่มี[๑๗.๐๖] (๒๕/๒๓)


สํโวหาเรนโสเจยฺยํเวทิตพฺพํ

ความสะอาดพึงทราบด้วยถ้อยคำสำนวน[๑๗.๐๗] (น.๒๕/๑๓๔)


สณฺหํคิรํอตฺถวตึปมุญฺเจ

ควรเปล่งวาจาไพเราะที่มีประโยชน์[๑๗.๐๘] (๒๗/๑๓๘๓)


วาจํปมุญฺเจกุสลํนาติเวลํ

ถึงวาจาดีก็ไม่ควรกล่าวให้เกินกาล[๑๗.๐๙] (๒๕/๔๒๓)


นาติเวลํปภาเสยฺยตุณฺหีสพฺพทาสิยา

อวิกิณฺณํมิตํวาจํปตฺเตกาเลอุทีรเย

ไม่ควรพูดจนเกินกาลไม่ควรนิ่งเสมอไปควรกล่าววาจาที่ไม่ฟั่นเฝือพอดีๆในเมื่อถึงเวลา[๑๗.๑๐] (๒๘/๙๖๖)


อพทฺธาตตฺถพชฺฌนฺติยตฺถพาลาปภาสเร

คนพาลยังไม่ถูกผูกแต่พอพูดในเรื่องใดก็ถูกมัดตัวในเรื่องนั้น

พทฺธาปิตตฺถมุจฺจนฺติยตฺถธีราปภาสเร

คนมีปัญญาแม้ถูกผูกมัดอยู่พอพูดในเรื่องใดก็หลุดได้ในเรื่องนั้น[๑๗.๑๑] (๒๗/๑๒๐)


๑๘. ชีวิต-ความตาย

วโยรตฺตินฺทิวกฺขโย

วัยสิ้นไปตามคืนและวัน[๑๘.๐๑] (๑๕/๑๗๓)


ยํยํวิวหเตรตฺติตทูนนฺตสฺสชีวิตํ

วันคืนล่วงไปชีวิตของคนก็พร่องลงไปจากประโยชน์ที่จะทำ[๑๘.๐๒] (๒๖/๓๕๙)


รตฺโยอโมฆาคจฺฉนฺติ

คืนวันไม่ผ่านไปเปล่า[๑๘.๐๓] (๒๘/๔๓๙)


อจฺเจนฺติกาลาตรยนฺติรตฺติโย

วโยคุณาอนุปุพฺพํชหนฺติ

กาลเวลาล่วงไปวันคืนผ่านพ้นไปวัยก็หมดไปทีละตอนๆตามลำดับ[๑๘.๐๔] (๑๕/๓๐๐)


รูปํชีรติมจฺจานํนามโคตฺตํชีรติ

รูปกายของสัตว์ย่อมร่วงโรยไปแต่ชื่อและโคตรไม่เสื่อมสลาย[๑๘.๐๕] (๑๕/๒๑๐)


ทหราปิเยวุฑฺฒาเยพาลาเยปณฺฑิตา

อฑฺฒาเจวทลิทฺทาสพฺเพมจฺจุปรายนา

ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ทั้งคนพาลทั้งบัณฑิตทั้งคนมีทั้งคนจนล้วนเดินหน้าไปหาความตายทั้งหมด[๑๘.๐๖] (๑๐/๑๐๘)


มิยฺยมานํธนมนฺเวติกิญฺจิ

เมื่อตายทรัพย์สักนิดก็ติดตามไปไม่ได้[๑๘.๐๗] (๑๓/๔๕๑)


กาโลฆสติภูตานิสพฺพาเนวสหตฺตนา

กาลเวลาย่อมกลืนกินสัตว์ทั้งหลายพร้อมกันไปกับตัวมันเอง[๑๘.๐๘] (๗/๓๔๐)


ตํตญฺเจอนุโสเจยฺยยํยํตสฺสวิชฺชติ

อตฺตานมนุโสเจยฺยสทามจฺจุวสํปตฺตํ

ถ้าบุคคลจะเศร้าโศกถึงคนที่ไม่มีอยู่แก่ตนคือผู้ที่ตายไปแล้วไซร้ก็ควรจะเศร้าโศกถึงตนเองซึ่งตกอยู่ในอำนาจของพญามัจจุราชตลอดเวลา[๑๘.๐๙] (๒๗/๖๑๑)


เหวติฏฺฐนาสีนํสยานํปตฺถคุ

อายุสังขารใช่จะประมาทไปตามสัตว์ผู้ยืนนั่งนอนหรือเดินอยู่ก็หาไม่[๑๘.๑๐] (๗/๖๑๒)


ยาวุปฺปตฺตินิมิสฺสติตตฺราปิสรตีวโย

วัยย่อมเสื่อมลงเรื่อยไปทุกหลับตาทุกลืมตา[๑๘.๑๑] (๒๗/๖๑๒)


๑๘. ชีวิต-ความตาย

ตตฺถตฺตนิวตปฺปนฺเถวินาภาเวอสํสเย

ภูตํเสสํทยิตพฺพํจวิตํอนนุโสจิยํ

เมื่อวัยเสื่อมสิ้นไปอย่างนี้ความพลัดพรากจากกันก็ต้องมีโดยไม่ต้องสงสัยหมู่สัตว์ที่ยังเหลืออยู่ควรเมตตาเอื้อเอ็นดูกันไม่ควรจะมัวเศร้าโศกถึงผู้ที่ตายไปแล้ว[๑๘.๑๒] (๒๗/๖๑๓)


ยถาปิทารโกจนฺทํคจฺฉนฺตํอนุโรทติ

เอวํสมฺปทเมเวตํโยเปตมนุโสจติ

ทยฺหมาโนชานาติญาตีนํปริเทวิตํ

ตสฺมาเอตํโสจามิคโตโสตสฺสยาคติ

ผู้ที่เศร้าโศกถึงคนตายก็เหมือนเด็กร้องไห้ขอพระจันทร์ที่โคจรไปในอากาศคนตายถูกเผาอยู่ย่อมไม่รู้ว่าญาติคร่ำครวญถึงเพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่เศร้าโศกเขาไปแล้วตามวิถีทางของเขา[๑๘.๑๓] (๒๗/๗๒๐)


ผลานมิวปกฺกานํนิจฺจํปตนโตภยํ

เอวํชาตานมจฺจานํนิจฺจํมรณโตภยํ

ผลไม้สุกแล้วก็หวั่นแต่จะต้องร่วงหล่นไปตลอดเวลาฉันใดสัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้วก็หวั่นแต่จะตายอยู่ตลอดเวลาฉันนั้น[๑๘.๑๔] (๒๗/๑๕๖๘)


สายเมเกทิสฺสนฺติปาโตทิฏฺฐาพหูชนา

ปาโตเอเกทิสฺสนฺติสายํทิฏฺฐาพหูชนา

ตอนเช้ายังเห็นกันอยู่มากคนพอตกเย็นบางคนก็ไม่เห็นเมื่อเย็นยังเห็นกันอยู่มากคนตกถึงเช้าบางคนก็ไม่เห็น[๑๘.๑๕] (๒๗/๑๕๖๙)


เอโกวมจฺโจอจฺเจติเอโกวชายเตกุเล

สํโยคปรมาเตฺววสมฺโภคาสพฺพปาณินํ

จะตายก็ไปคนเดียวจะเกิดก็มาคนเดียวความสัมพันธ์ของสัตว์ทั้งหลายก็เพียงแค่ได้มาพบปะเกี่ยวข้องกันเท่านั้น

[๑๘.๑๖] (๒๗/๑๕๗๓)


สนฺติปุตฺตาตาณายปิตานปิพนฺธวา

อนฺตเกนาธิปนฺนสฺสนตฺถิญาตีสุตาณตา

เมื่อถูกพญามัจจุราชครอบงำไม่ว่าบุตรไม่ว่าบิดาไม่ว่าญาติพวกพ้องถึงจะมีก็ช่วยต้านทานไม่ได้จะหาที่ปกป้องในหมู่ญาติเป็นอันไม่มี[๑๘.๑๗] (๒๕/๓๐)


หิรุณฺณํวาโสโกวายาวญฺญาปริเทวนา

ตํเปตานมตฺถายเอวํติฏฺฐนฺติญาตโย

การร้องไห้ความเศร้าโศกหรือการคร่ำครวญร่ำไรใดๆย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วผู้ที่ตายแล้วก็คงอยู่อย่างเดิมนั่นเอง[๑๘.๑๘] (๒๕/๘)


หิรุณฺเณนโสเกนสนฺตึปปฺโปติเจตโส

ภิยฺยสฺสุปฺปชฺชเตทุกฺขํสรีรํจุปหญฺญติ

การร้องไห้หรือเศร้าโศกจะช่วยให้จิตใจสงบสบายก็หาไม่ทุกข์ยิ่งเกิดเพิ่มพูนทับทวีทั้งร่างกายก็พลอยทรุดโทรม[๑๘.๑๙] (๒๕/๓๘๐)

กีโสวิวณฺโณภวติหึสมตฺตานมตฺตนา

เตนเปตาปาเลนฺตินิรตฺถาปริเทวนา

เมื่อโศกเศร้าไปก็เท่ากับทำร้ายตัวเองร่างกายจะผ่ายผอมผิวพรรณจะซูบซีดหม่นหมองส่วนผู้ที่ตายไปแล้วก็เอาความโศกเศร้านั้นไปช่วยอะไรตัวไม่ได้ความร่ำไรรำพันย่อมไร้ประโยชน์[๑๘.๒๐] (๒๕/๓๘๐)

โสกมปฺปชหํชนฺตุภิยฺโยทุกฺขํนิคจฺฉติ

อนุตฺถุนนฺโตกาลกตํโสกสฺสวสมนฺวคู

คนที่สลัดความเศร้าโศกไม่ได้มัวทอดถอนถึงคนที่จากไปแล้วตกอยู่ในอำนาจของความโศกย่อมประสบความทุกข์หนักยิ่งขึ้น[๑๘.๒๑] (๒๕/๓๘๐)

อญฺเญปิปสฺสคมิเนยถากมฺมูปเคนเร

มจฺจุโนวสมาคมฺมผนฺทนฺเตวิธปาณิโน

ดูสิ! ถึงคนอื่นๆก็กำลังเตรียมตัวเดินทางไปตามยถากรรมที่นี่สัตว์ทั้งหลายเผชิญกับอำนาจของพญามัจจุราชเข้าแล้วกำลังดิ้นรนกันอยู่ทั้งนั้น[๑๘.๒๒] (๒๕/๓๘๐)


ตสฺมาอรหโตสุตฺวาวิเนยฺยปริเทวิตํ

เปตํกาลกตํทิสฺวาเนโสลพฺภามยาอิติ

เพราะฉะนั้นสาธุชนสดับคำสอนของท่านผู้ไกลกิเลสแล้วพึงกำจัดความร่ำไรรำพันเสียเห็นคนล่วงลับจากไปก็ทำใจได้ว่าผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเราจะขอให้เป็นอยู่อีกย่อมไม่ได้[๑๘.๒๓] (๒๕/๓๘๐)


สุปิเนนยถาปิสงฺคตํปฏิพุทฺโธปุริโสปสฺสติ

เอวมฺปิปิยายิกํชนํเปตํกาลกตํปสฺสติ

คนที่รักใคร่ตายจากไปแล้วย่อมไม่ได้พบเห็นอีกเหมือนคนตื่นขึ้นไม่เห็นสิ่งที่ได้พบในฝัน[๑๘.๒๔] (๒๕/๔๑๓)


ยสฺสรตฺยาวิวสาเนอายุอปฺปตรํสิยา

วันคืนเคลื่อนคล้อยอายุเหลือน้อยเข้าทุกที[๑๘.๒๕] (๒๘/๔๓๗)


มจฺจุนาพฺภหโตโลโกชรายปริวาริโต

สัตว์โลกถูกมฤตยูห้ำหั่นถูกชราปิดล้อม[๑๘.๒๖] (๒๘/๔๓๙)


ยถาวาริวโหปูโรคจฺฉํปริวตฺตติ

เอวมายุมนุสฺสานํคจฺฉํปริวตฺตติ

แม่น้ำเต็มฝั่งไม่ไหลทวนขึ้นที่สูงฉันใดอายุของมนุษย์ทั้งหลายย่อมไม่เวียนกลับมาสู่วัยเด็กอีกฉันนั้น[๑๘.๒๗] (๒๘/๔๓๙)


ตสฺมาอิธชีวิตเสเส

กิจฺจกโรสิยานโรมชฺเช

เพราะฉะนั้นในชีวิตที่เหลืออยู่นี้ทุกคนควรกระทำกิจหน้าที่และไม่พึงประมาท[๑๘.๒๘] (๒๕/๓๘๗)


ปาปญฺจเมนตฺถิกตํกุหิญฺจิ

ตสฺมาสงฺเกมรณาคมาย

ข้าพเจ้าไม่มีความชั่วซึ่งทำไว้ณที่ไหนๆเลยฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่หวั่นเกรงความตายที่จะมาถึง[๑๘.๒๙] (๒๘/๑๐๐๐)


ธมฺเมฐิโตปรโลกํภาเย

ตั้งอยู่ในธรรมแล้วไม่ต้องกลัวปรโลก[๑๘.๓๐] (๑๕/๒๐๘)


๑๙. พ้นทุกข์-พบสุข

ลาโภอลาโภยโสอยโส

นินฺทาปสํสาสุขํทุกฺขํ

เอเตอนิจฺจามนุเชสุธมฺมา

มาโสจิกึโสจสิโปฏฺฐปาท

ได้ลาภเสื่อมลาภได้ยศเสื่อมยศนินทาสรรเสริญสุขและทุกข์สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดาในหมู่มนุษย์ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอนอย่าเศร้าโศกเลยท่านจะโศกเศร้าไปทำไม[๑๙.๐๑](๒๗/๖๑๕)


อสาตํสาตรูเปนปิยรูเปนอปฺปิยํ

ทุกฺขํสุขสฺสรูเปนปมตฺตมติวตฺตติ

ผู้ที่มัวเพลินประมาทอยู่กับสิ่งที่ชอบใจสิ่งที่รักและสิ่งที่เป็นสุขจะถูกสิ่งที่ไม่ชอบไม่รักและความทุกข์เข้าครอบงำ[๑๙.๐๒] (๒๓/๑๐๐)

หิรญฺญเมสุวณฺณํเมเอสารตฺตินฺทิวากถา

ทุมฺเมธานํมนุสฺสานํอริยธมฺมํอปสฺสตํ

พวกมนุษย์ผู้อ่อนปัญญาไม่เห็นอารยธรรมสนทนาถกเถียงกันทั้งวันทั้งคืนแต่ในเรื่องว่าเงินของเราทองของเรา[๑๙.๐๓] (๒๗/๒๘๗)


ยาวเทวสฺสหูกิญฺจิตาวเทวอขาทิสุ

ตราบใดยังมีชิ้นเนื้อคาบไว้นิดหน่อยตราบนั้นก็ยังถูกกลุ้มรุมยื้อแย่ง[๑๙.๐๔] (๒๗/๖๑๙)


หึสนฺติอกิญฺจนํ

ไม่มีอะไรเลยไม่มีใครเบียดเบียน[๑๙.๐๕] (๒๗/๖๑๙)


นาพฺภตีตหโรโสโกนานาคตสุขาวโห

ความโศกนำสิ่งล่วงแล้วคืนมาไม่ได้ความโศกไม่อาจนำมาซึ่งความสุขในอนาคต[๑๙.๐๖] (๒๗/๗๒๓)


๑๘. ชีวิต-ความตาย

โสจํปณฺฑุกิโสโหติภตฺตญฺจสฺสรุจฺจติ

อมิตฺตาสุมนาโหนฺติสลฺลวิทฺธสฺสรุปฺปโต

มัวเศร้าโศกอยู่ก็ซูบผอมลงอาหารก็ไม่อยากรับประทานศัตรูก็พลอยดีใจในเมื่อเขาถูกลูกศรแห่งความโศกเสียบแทงย่ำแย่อยู่[๑๙.๐๗] (๒๗/๗๒๔)


โยอตฺตโนทุกฺขมนานุปุฏฺโฐ

ปเวทเยชนฺตุอกาลรูเป

อานนฺทิโนตสฺสภวนฺติมิตฺตา

หิเตสิโนตสฺสทุกฺขีภวนฺติ

ผู้ใดพอใครถามถึงทุกข์ของตนก็บอกเขาเรื่อยไปทั้งที่มิใช่กาลอันควรผู้นั้นจะมีแต่มิตรชนิดเจ้าสำราญส่วนผู้หวังดีต่อเขาก็มีแต่ทุกข์[๑๙.๐๘] (๒๗/๑๗๘๒)

๑๘. ชีวิต-ความตาย

กาลญฺจญตฺวานตถาวิธสฺส

เมธาวินํเอกมนํวิทิตฺวา

อกฺเขยฺยติปฺปานิปรสฺสธีโร

สณฺหํคิรํอตฺถวตึปมุญฺเจ

คนฉลาดพึงรู้จักกาลอันควรกำหนดเอาคนมีความคิดที่ร่วมใจกันได้แล้วจึงบอกทุกข์ร้อนโดยกล่าววาจาสละสลวยได้ถ้อยได้ความ[๑๙.๐๙] (๒๗/๑๓๘๓)


อนาคตปฺปชปฺปายอตีตสฺสานุโสจนา

เอเตนพาลาสุสฺสนฺตินโฬวหริโตลุโต

ชนทั้งหลายผู้ยังอ่อนปัญญาเฝ้าแต่ฝันเพ้อถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงและหวนละห้อยถึงความหลังอันล่วงแล้วจึงซูบซีดหม่นหมองเสมือนต้นอ้อสดที่เขาถอนทึ้งขึ้นทิ้งไว้ที่ในกลางแดด[๑๙.๑๐](๑๕/๒๒)


๑๘. ชีวิต-ความตาย

ชคฺคํนสงฺเกมินปิเภมิโสตฺตุ

รตฺตินฺทิวานานุปตนฺติมามํ

หานึนปสฺสามิกุหิญฺจิโลเก

ตสฺมาสุเปสพฺพภูตานุกมฺปี

เราเดินทางไปในแดนสัตว์ร้ายก็ไม่หวาดหวั่นถึงจะนอนหลับในที่เช่นนั้นก็ไม่กลัวเกรงคืนวันผ่านไปไม่มีอะไรให้เราเดือดร้อนเรามองไม่เห็นว่ามีอะไรที่เราจะเสียณที่ไหนในโลกเพราะฉะนั้นเราจึงนอนสบายใจก็คิดแต่จะช่วยเหลือปวงสัตว์[๑๙.๑๑] (๑๕/๔๕๔)


สุขํวตตสฺสโหติกิญฺจิ

ผู้ไม่มีอะไรค้างใจกังวลย่อมมีแต่ความสุขหนอ[๑๙.๑๒] (๒๕/๕๕)


สกิญฺจนํปสฺสวิหญฺญมานํ

ดูสิ! คนมีห่วงกังวลวุ่นวายอยู่[๑๙.๑๓] (๒๕/๕๕)


อตีตํนานุโสจนฺตินปฺปชปฺปนฺตินาคตํ

ปจฺจุปฺปนฺเนนยาเปนฺติเตนวณฺโณปสีทติ

ผู้ถึงธรรมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงแล้วไม่ฝันเพ้อถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงดำรงอยู่ด้วยสิ่งที่เป็นปัจจุบันฉะนั้นผิวพรรณจึงผ่องใส[๑๙.๑๔] (๑๕/๒๒)

สุขิโนวตารหนฺโต

ท่านผู้ไกลกิเลสมีความสุขจริงหนอ[๑๙.๑๕] (๑๗/๑๕๓)

ยถาปิอุทเกชาตํปุณฺฑรีกํปวฑฺฒติ

โนปลิปฺปติโตเยนสุจิคนฺธํมโนรมํ

ตเถวโลเกชาโตพุทฺโธโลเกวิหรติ

โนปลิปฺปติโลเกนโตเยนปทุมํยถา

ดอกบัวเกิดและเจริญงอกงามในน้ำแต่ไม่ติดน้ำทั้งส่งกลิ่นหอมชื่นชูใจให้รื่นรมย์ฉันใดพระพุทธเจ้าทรงเกิดในโลกและอยู่ในโลกแต่ไม่ติดโลกเหมือนบัวไม่ติดน้ำฉันนั้น[๑๙.๑๖] (๒๖/๓๘๔)


  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี