บทที่

. เพียรพยายาม-ทำหน้าที่

วายเมเถวปุริโสยาวอตฺถสฺสนิปฺปทา

เป็นคนควรพยายามเรื่อยไปจนกว่าผลที่หมายจะสำเร็จ

[๐๗.๐๑] (๑๕/๘๙๑)


อนิพฺพินฺทิยการิสฺสสมฺมทตฺโถวิปจฺจติ

ทำเรื่อยไปไม่ท้อถอยผลที่ประสงค์จะสำเร็จสมหมาย

[๐๗.๐๒] (๒๗/๒๔๔๔)


อาสึเสเถวปุริโสนิพฺพินฺเทยฺยปณฺฑิโต

ปสฺสามิโวหํอตฺตานํยถาอิจฺฉึตถาอหุ

เป็นคนควรหวังเรื่อยไปบัณฑิตไม่ควรท้อแท้เราเห็นประจักษ์มากับตนเองเราปรารถนาอย่างใดก็ได้สมตามนั้น[๐๗.๐๓] (๒๘/๔๕๐)


ทุกฺขูปนีโตปินโรสปญฺโญ

อาสํนฉินฺเทยฺยสุขาคมาย

คนมีปัญญาถึงเผชิญอยู่กับความทุกข์ก็ไม่ยอมสิ้นหวังที่จะได้ประสบความสุข[๐๗.๐๔] (๒๘/๔๕๐)


นาลโสวินฺทเตสุขํ

คนเกียจคร้านย่อมไม่ได้ประสบสุข[๐๗.๐๕] (๒๗/๒๔๔๐)


๗. เพียรพยายาม

ยงฺกิญฺจิสิถิลํกมฺมํตํโหติมหปฺผลํ

การงานใดๆที่ย่อหย่อนย่อมไม่มีผลมาก[๐๗.๐๖] (๑๕/๒๔๐)


ปฏิกจฺเจวกยิรายํชญฺญาหิตมตฺตโน

รู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์แก่ชีวิตตนก็ควรรีบลงมือทำ

[๐๗.๐๗] (๑๕/๒๘๑)


วิริเยนทุกฺขมจฺเจติ

คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร[๐๗.๐๘] (๒๕/๓๑๑)


กยิราเจกยิราเถนํ

ถ้าจะทำก็ควรทำให้จริง[๐๗.๐๙] (๑๕/๒๓๙)


ทฬฺหเมนํปรกฺกเม

พึงบากบั่นทำการให้มั่นคง[๐๗.๑๐] (๑๕/๒๓๙)


เทวาอิสฺสนฺติปุริสปรกฺกมสฺส

ความเพียรของคนไม่ลดละถึงเทวดาก็เกียดกันไม่ได้

[๐๗.๑๑] (๒๗/๕๐๕)


วายมสฺสุสกิจฺเจสุ

จงพยายามในหน้าที่ของตน[๐๗.๑๒] (๒๗/๒๔๔๐)


อกิลาสุวินฺเทหทยสฺสสนฺตึ

คนขยันวุ่นกับงานจะได้ความสงบใจ[๐๗.๑๓] (๒๗/๒)


สงฺเกยฺยสงฺกิตพฺพานิ

พึงระแวงสิ่งที่ควรระแวง[๐๗.๑๔] (๒๗/๕๔๕)


รกฺเขยฺยานาคตํภยํ

พึงป้องกันภัยที่ยังไม่มาถึง[๐๗.๑๕] (๒๗/๕๔๕)


อปฺปมาโทอมตํปทํ

ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย[๐๗.๑๖] (๒๕/๑๒)


ปมาโทมจฺจุโนปทํ

ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย[๐๗.๑๗] (๒๕/๑๒)


อปฺปมตฺตามียนฺติ

ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย[๐๗.๑๘] (๒๕/๑๒)


เยปมตฺตายถามตา

คนประมาทเหมือนคนตายแล้ว[๐๗.๑๙] (๒๕/๑๒)


มาปมาทมนุยุญฺเชถ

อย่ามัวประกอบความประมาท[๐๗.๒๐] (๒๕/๑๒)


อปฺปมาเทนสมฺปาเทถ

จงทำประโยชน์ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาท[๐๗.๒๑] (๑๐/๑๔๓)


อตีตํนานฺวาคเมยฺยนปฺปฏิกงฺเขอนาคตํ

อย่าละห้อยความหลังอย่ามัวหวังอนาคต[๐๗.๒๒] (๑๔/๕๒๗)


หิยฺโยติหิยฺยติโปโสปเรติปริหายติ

อนาคตํเนตมตฺถีติญตฺวา

อุปฺปนฺนจฺฉนฺทํโกปนุเทยฺยธีโร

มัวรำพึงหลังก็มีแต่จะหดหาย

มัวหวังหน้าก็มีแต่จะละลาย

อันใดยังมาไม่ถึงอันนั้นก็ยังไม่มี

รู้อย่างนี้แล้วเมื่อมีฉันทะเกิดขึ้น

คนฉลาดที่ไหนจะปล่อยให้หายไปเปล่า[๐๗.๒๓] (๒๗/๒๒๕๒)


อนาคตํปฏิกยิราถกิจฺจํ

มามํกิจฺจํกิจฺจกาเลพฺยเธสิ

เตรียมกิจสำหรับอนาคตให้พร้อมไว้ก่อนอย่าให้กิจนั้นบีบคั้นตัวเมื่อถึงเวลาต้องทำเฉพาะหน้า[๐๗.๒๔] (๒๗/๑๖๓๖)


อชฺเชวกิจฺจมาตปฺปํ

รีบทำความเพียรเสียแต่วันนี้[๐๗.๒๕] (๑๔/๕๒๗)


โกชญฺญามรณํสุเว

ใครเล่ารู้ว่าจะตายวันพรุ่ง[๐๗.๒๖] (๑๔/๕๒๗)


ขโณโวมาอุปจฺจคา

อย่าปล่อยโอกาสให้ผ่านเลยไปเสีย[๐๗.๒๗] (๒๕/๓๒๗)


อโมฆํทิวสํกยิราอปฺเปนพหุเกนวา

เวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่าจะน้อยหรือมากก็ให้ได้อะไรบ้าง[๐๗.๒๘] (๒๖/๓๕๙)


อโหรตฺตมตนฺทิตํตํเวภทฺเทกรตฺโตติ

คนขยันทั้งคืนวันไม่ซึมเซาเรียกว่ามีแต่ละวันนำโชค

[๐๗.๒๙] (๑๔/๕๒๗)


กถมฺภูตสฺสเมรตฺตินฺทิวาวีติปตนฺติ

วันคืนล่วงไปๆบัดนี้เราทำอะไรอยู่[๐๗.๓๐] (๒๔/๔๘)


สุนกฺขตฺตํสุมงฺคลํสุปภาตํสุหุฏฺฐิตํ

ประพฤติชอบเวลาใดเวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดีมงคลดีเช้าดีรุ่งอรุณดี

[๐๗.๓๑] (๒๐/๕๙๕)


อตฺโถอตฺถสฺสนกฺขตฺตํกึกริสฺสนฺติตารกา

ประโยชน์คือตัวฤกษ์ของประโยชน์ดวงดาวจักทำอะไรได้

[๐๗.๓๒] (๒๗/๔๙)


เวอนตฺถกุสเลนอตฺถจริยาสุขาวหา

คนฉลาดไม่ถูกเรื่องถึงจะพยายามทำประโยชน์ก็ไม่สัมฤทธิ์ผลให้เกิดสุข[๐๗.๓๓] (๒๗/๔๖)


อนุปาเยนโยอตฺถํอิจฺฉติโสวิหญฺญติ

ผู้ปรารถนาผลที่หมายด้วยวิธีการอันผิดจะต้องเดือดร้อน

[๐๗.๓๔] (๒๗/๔๘)


อปิอตรมานานํผลาสาวสมิชฺฌติ

อันความหวังในผลย่อมสำเร็จแก่ผู้ไม่ใจเร็วด่วนได้

[๐๗.๓๕] (๒๗/๘)


เวคสาหิกตํกมฺมํมนฺโทปจฺฉานุตปฺปติ

การงานที่ทำโดยผลีผลามทำให้คนอ่อนปัญญาต้องเดือดร้อนภายหลัง[๐๗.๓๖] (๒๗/๒๔๔๒)


นิสมฺมกรณํเสยฺโย

ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำดีกว่า[๐๗.๓๗] (น.๒๗/๒๑๗๕)


อสเมกฺขิตกมฺมนฺตํตุริตาภินิปาตินํ

ตานิกมฺมานิตปฺเปนฺติอุณฺหํวชฺโฌหิตํมุเข

ผู้ที่ทำการงานลวกๆโดยมิได้พิจารณาใคร่ครวญให้ดีเอาแต่รีบร้อนพรวดพราดจะให้เสร็จการงานเหล่านั้นจะก่อความเดือดร้อนให้เหมือนตักอาหารที่ยังร้อนใส่ปาก[๐๗.๓๘] (๒๗/๑๕๓)


อถปจฺฉากุรุเตโยคํกิจฺเจอาวาสุสีทติ

ถ้ามัวล่าช้าเพียรทำกิจล้าหลังไปจะจมลงในห้วงอันตราย[๐๗.๓๙] (๒๗/๒๑๔๑)


โยทนฺธกาเลทนฺเธติตรณีเยตีรเย

ที่ควรช้าก็ช้าที่ควรเร่งก็เร่งผลที่หมายจึงจะสำเร็จบริบูรณ์

[๐๗.๔๐] (๒๗/๖๘๑)


โยนิโสสํวิธาเนนสุขํปปฺโปติปณฺฑิโต

ด้วยการจัดการอย่างแยบคายบัณฑิตก็ลุสุขสมหมาย

[๐๗.๔๑] (๒๖/๓๒๙)


นิปฺผนฺนโสภิโนอตฺถา

ประโยชน์งามตรงที่สำเร็จ[๐๗.๔๒] (๑๕/๘๙๔)


อนตฺเถยุตฺโตสิยา

ไม่พึงขวนขวายในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์[๐๗.๔๓] (๒๗/๒๓๖๙)


ยญฺหิกิจฺจํตทปวิทฺธํอกิจฺจํปนกยิรติ

อุนฺนฬานํปมตฺตานํเตสํวฑฺฒนฺติอาสวา

สิ่งใดเป็นหน้าที่กลับทอดทิ้งเสียไพล่ไปทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่คนเหล่านั้นมัวชูตัวพองประมาทอยู่ความหมักหมมภายในตัวเขาก็พอกพูนยิ่งขึ้น[๐๗.๔๔] (๒๕/๓๑)


กรํปุริสกิจฺจานิปจฺฉานุตปฺปติ

เมื่อทำหน้าที่ของลูกผู้ชายแล้วไม่ต้องเดือดร้อนใจภายหลัง[๐๗.๔๕] (๒๘/๔๔๕)


อนโณญาตีนํโหติเทวานํปิตุนญฺจโส

เมื่อได้เพียรพยายามแล้วถึงจะตายก็ชื่อว่าตายอย่างไม่เป็นหนี้ใคร (คือไม่มีข้อติดค้างให้ใครติเตียนได้) ไม่ว่าในหมู่ญาติหมู่เทวดาหรือว่าพระพรหมทั้งหลาย[๐๗.๔๖] (๒๘/๔๔๕)


โยจีธกมฺมํกุรุเตปมาย

ถามพลํอตฺตนิสํวิทิตฺวา

ชปฺเปนมนฺเตนสุภาสิเตน

ปริกฺขวาโสวิปุลํชินาติ

ผู้ใดทำการโดยรู้ประมาณทราบชัดถึงกำลังของตนแล้วคิดการเตรียมไว้รอบคอบทั้งโดยแบบแผนทางตำราโดยการปรึกษาหารือและโดยถ้อยคำที่ใช้พูดอย่างดีผู้นั้นย่อมทำการสำเร็จมีชัยอย่างไพบูลย์[๐๗.๔๗] (๒๗/๖๔๑)


อชฺชสุเวติปุริโสสทตฺถํนาวพุชฺฌติ

โอวชฺชมาโนกุปฺปติเสยฺยโสอติมญฺญติ

คนที่ไม่รู้จักประโยชน์ตนว่าอะไรควรทำวันนี้อะไรควรทำพรุ่งนี้ใครตักเตือนก็โกรธเย่อหยิ่งถือดีว่าฉันเก่งฉันดีคนอย่างนี้เป็นที่ชอบใจของกาฬกิณี[๐๗.๔๘] (๒๗/๘๗๔)


โยจาปิสีเตอถวาปิอุณฺเห

วาตาตเปฑํสสิรึสเป

ขุทฺทํปิปาสํอภิภุยฺยสพฺพํ

รตฺตินฺทิวํโยสตตํนิยุตฺโต

กาลาคตญฺจหาเปติอตฺถํ

โสเมมนาโปนิวิเสวตมฺหิ

คนใดไม่ว่าจะหนาวหรือร้อนมีลมแดดเหลือบยุงก็ไม่พรั่นทนหิวทนกระหายได้ทั้งนั้นทำงานต่อเนื่องไปไม่ขาดทั้งคืนวันสิ่งที่เป็นประโยชน์มาถึงตามกาลก็ไม่ปล่อยให้สูญเสียไปคนนั้นย่อมเป็นที่ชอบใจของสิริโชคสิริโชคขอพักพิงอยู่กับเขา[๐๗.๔๙] (๒๗/๘๘๑)


. ครอบครัว-ญาติมิตร

พฺรหฺมาติมาตาปิตโร

มารดาบิดาท่านเรียกว่าเป็นพระพรหม[๐๘.๐๑] (๒๕/๒๘๖)


ปุพฺพาจริยาติวุจฺจเร

มารดาบิดาท่านเรียกว่าเป็นบูรพาจารย์ (ครูคนแรก)[๐๘.๐๒] (๒๕/๒๘๖)


อาหุเนยฺยาปุตฺตานํ

และเรียกมารดาบิดาว่าเป็นอาหุไนยบุคคลของบุตร[๐๘.๐๓] (๒๕/๒๘๖)


สุขามตฺเตยฺยตาโลเก

ความเคารพรักบำรุงมารดานำมาซึ่งความสุขในโลก

[๐๘.๐๔] (๒๕/๓๓)


อโถเปตฺเตยฺยตาสุขา

การเคารพรักบำรุงบิดาก็นำมาซึ่งความสุขในโลก[๐๘.๐๕] (๒๕/๓๓)


เตปุตฺตาเยภรนฺติชิณฺณํ

ลูกที่ไม่เลี้ยงพ่อแม่เมื่อแก่เฒ่าไม่นับว่าเป็นลูก[๐๘.๐๖] (๒๘/๓๙๓)


ปุตฺตาวตฺถุมนุสฺสานํ

ลูกเป็นหลักที่ฝากฝังของหมู่มนุษย์(เด็กทั้งหลายเป็นฐานรองรับไว้ซึ่งมนุษยชาติ)[๐๘.๐๗] (๑๕/๑๖๕)


อติชาตํอนุชาตํปุตฺตมิจฺฉนฺติปณฺฑิตา

อวชาตํอิจฺฉนฺติโยโหติกุลคนฺธโน

บัณฑิตย่อมปรารถนาบุตรที่เป็นอภิชาตหรืออนุชาตย่อมไม่ปรารถนาอวชาตบุตรซึ่งเป็นผู้ทำลายตระกูล[๐๘.๐๘] (๒๕/๒๕๒)


ภริยาปรมาสขา

ภรรยาเป็นยอดสหาย[๐๘.๐๙] (๑๕/๑๖๕)


มาตามิตฺตํสเกฆเร

มารดาเป็นมิตรประจำบ้าน(แม่คือมิตรแท้คู่บ้าน[๐๘.๑๐] (๑๕/๑๖๓)


วิสฺสาสปรมาญาติ

คนคุ้นเคยไว้ใจกันได้เป็นญาติอย่างยิ่ง[๐๘.๑๑] (๒๕/๒๕)


สหาโยอตฺถชาตสฺสโหติมิตฺตํปุนปฺปุนํ

สหายเป็นมิตรสำหรับผู้มีธุระเกิดขึ้นเนืองๆ[๐๘.๑๒] (๑๕/๑๖๓)


สยํกตานิปุญฺญานิตํมิตฺตํสมฺปรายิกํ

ความดีที่ทำไว้เองเป็นมิตรตามตัวไปเบื้องหน้า[๐๘.๑๓] (๑๕/๑๕๙)


มิตฺโตหเวสตฺตปเทนโหติ

สหาโยปนทฺวาทสเกนโหติ

มาสฑฺฒมาเสนญาติโหติ

ตทุตฺตรึอตฺตสโมปิโหติ

เดินร่วมกัน๗ก้าวก็นับว่าเป็นมิตรเดินร่วมทางกัน๑๒ก้าวก็นับว่าเป็นสหายอยู่ร่วมกันสักเดือนหรือกึ่งเดือนก็นับว่าเป็นญาติถ้านานเกินกว่านั้นไปก็แม้นเหมือนเป็นตัวเราเอง[๐๘.๑๔] (๒๗/๘๓)


โสหํกถํอตฺตสุขสฺสเหตุ

จิรสนฺถุตํกาฬกณฺณึชเหยฺยํ

คนที่คบคุ้นกันมานานถึงจะเป็นกาฬกิณีจะให้เราละทิ้งเขาไปเพราะเห็นแก่ความสุขส่วนตัวได้อย่างไร[๐๘.๑๕] (๒๗/๘๓)


อทฺธาเอโสสตํธมฺโมโยมิตฺโตมิตฺตมาปเท

จเชชีวิตสฺสาปิเหตุธมฺมมนุสฺสรํ

การที่มิตรเมื่อระลึกถึงธรรมแล้วไม่ยอมทอดทิ้งมิตรในยามมีทุกข์ภัยถึงชีวิตข้อนี้เป็นธรรมของสัตบุรุษโดยแท้[๐๘.๑๖] (๒๘/๑๖๖)


เอวํมิตฺตวตํอตฺถาสพฺเพโหนฺติปทกฺขิณา

ประโยชน์ที่มุ่งหมายทุกอย่างของผู้มีมิตรพรั่งพร้อม

ย่อมจะสัมฤทธิ์ผลเหมือนโชคช่วย[๐๘.๑๗] (๒๘/๑๙๘,๒๔๘)


สาธุสมฺพหุลาญาตีอปิรุกฺขาอรญฺญชา

วาโตวหติเอกฏฺฐพฺรหนฺตมฺปิวนปฺปตึ

มีญาติพวกพ้องมากย่อมเป็นการดีเช่นเดียวกับต้นไม้ในป่าที่มีจำนวนมากต้นไม้ที่ขึ้นอยู่โดดเดี่ยวถึงจะงอกงามใหญ่โตสักเท่าใดลมก็พัดให้โค่นลงได้[๐๘.๑๘] (๒๗/๗๔)


. การคบหา

นยํนยติเมธาวีอธุรายํยุญฺชติ

สุนโยเสยฺยโสโหติสมฺมาวุตฺโตกุปฺปติ

วินยํโสปชานาติสาธุเตนสมาคโม

ปราชญ์ย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำไม่ชวนทำสิ่งที่มิใช่ธุระการแนะนำดีเป็นความดีของปราชญ์ปราชญ์ถูกว่ากล่าวโดยชอบก็ไม่โกรธปราชญ์ย่อมรู้วินัยการสมาคมกับปราชญ์จึงเป็นการดี

[๐๙.๐๑] (๒๗/๑๘๑๙)


วิสฺสเสอิตฺตรทสฺสเนน

ไม่ควรไว้วางใจเพียงด้วยพบเห็นกันนิดหน่อย[๐๙.๐๒] (๑๕/๓๕๘)


มิตฺตรูเปนพหโวฉนฺนาเสวนฺติสตฺตโว

มีคนเป็นอันมากที่คบหาอย่างเป็นศัตรูผู้แฝงมาในรูปมิตร

[๐๙.๐๓] (๒๗/๑๔๒๙)


จรนฺติโลเกปริวารฉนฺนา

อนฺโตอสุทฺธาพหิโสภมานา

คนจำพวกที่งามแต่ภายนอกภายในไม่สะอาดมีบริวารกำบังตัวไว้ก็แสดงบทบาทอยู่ในโลก[๐๙.๐๔] (๑๕/๓๕๘)


อกโรนฺโตปิเจปาปํกโรนฺตมุปเสวติ

สงฺกิโยโหติปาปสฺมึอวณฺโณจสฺสรูหติ

ผู้ใดแม้หากมิได้กระทำความชั่วแต่คบหาเกลือกกลั้วกับผู้กระทำบาปผู้นั้นย่อมพลอยถูกระแวงในกรรมชั่วอีกทั้งชื่อเสียงเสื่อมเสียย่อมเพิ่มพูนแก่เขา[๐๙.๐๕] (๒๕/๒๕๔)


โสปิตาทิสโกโหติยาทิสญฺจูปเสวติ

คบคนเช่นใดก็เป็นเช่นคนนั้น[๐๙.๐๖] (๒๗/๒๑๕๒)


ปูติมจฺฉํกุสคฺเคนโยนโรอุปนยฺหติ

กุสาปิปูติวายนฺติเอวํพาลูปเสวนา

คนใดห่อปลาเน่าด้วยใบคาใบคาย่อมเหม็นกลิ่นปลา

คละคลุ้งการเกลือกกลั้วคบหาคนพาลย่อมมีผลเช่น

อย่างนั้น[๐๙.๐๗] (๒๕/๒๕๔)


ตครญฺจปลาเสนโยนโรอุปนยฺหติ

ปตฺตาปิสุรภิวายนฺติเอวํธีรูปเสวนา

ส่วนคนใดห่อกฤษณาด้วยใบไม้ใบนั้นย่อมพลอยมี

กลิ่นหอมฟุ้งการคบหาเสวนานักปราชญ์ย่อมมีผล

เช่นอย่างนั้น[๐๙.๐๘] (๒๕/๒๕๔)


ทุกฺโขพาเลหิสํวาโส

การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์

อมิตฺเตเนวสพฺพทา

เหมือนอยู่ร่วมกับศัตรูตลอดเวลา[๐๙.๐๙] (๒๕/๒๕)

ธีโรสุขสํวาโ

ปราชญ์มีการอยู่ร่วมเป็นสุข

ญาตีนํวสมาคโม

เหมือนสมาคมแห่งญาติ[๐๙.๑๐] (๒๕/๒๕)


ยสฺมึมโนนิวิสติอวิทูเรสหาปิโส

สนฺติเกปิหิโสทูเรยสฺมาวิวสเตมโน

จิตจอดอยู่กับใครถึงไกลกันก็เหมือนอยู่ชิดใกล้

ใจหมางเมินใครถึงใกล้กันก็เหมือนอยู่แสนไกล[๐๙.๑๑] (๒๗/๑๗๕๘)


อนฺโตปิเจโหติปสนฺนจิตฺโต

ปารํสมุทฺทสฺสปสนฺนจิตฺโต

อนฺโตปิโสโหติปทุฏฺฐจิตฺโต

ปารํสมุทฺทสฺสปทุฏฺฐจิตฺโต

ถ้าใจรักแล้วถึงอยู่ห่างคนละฝั่งฟากมหาสมุทรก็

เหมือนอยู่สุดแสนใกล้ถ้าใจชังแล้วถึงอยู่สุดแสน

ใกล้ก็เหมือนอยู่ไกลคนละฟากมหาสมุทร[๐๙.๑๒] (๒๗/๑๗๕๙)


ยาวชีวมฺปิเจพาโลปณฺฑิตํปยิรุปาสติ

โสธมฺมํวิชานาติทพฺพีสูปรสํยถา

คนพาลถึงอยู่ใกล้บัณฑิตจนตลอดชีวิตก็ไม่รู้แจ้ง

ธรรมเสมือนทัพพีที่ไม่รู้รสแกง[๐๙.๑๓] (๒๕/๑๕)


มุหุตฺตมปิเจวิญฺญูปณฺฑิตํปยิรุปาสติ

ขิปฺปํธมฺมํวิชานาติชิวฺหาสูปรสํยถา

ส่วนวิญญูชนหากเข้าใกล้บัณฑิตแม้เพียงครู่เดียวก็รู้

ธรรมได้ฉับพลันเสมือนลิ้นที่รู้รสแกง[๐๙.๑๔] (๒๕/๑๕)


นิธีนํวปวตฺตารํยํปสฺเสวชฺชทสฺสินํ

นิคฺคยฺหวาทึเมธาวึตาทิสํปณฺฑิตํภเช

ตาทิสํภชมานสฺสเสยฺโยโหติปาปิโย

พึงมองเห็นคนมีปัญญาที่ชอบชี้โทษพูดจาข่มขี่เสมือนเป็นผู้บอกขุมทรัพย์พึงคบคนที่เป็นบัณฑิตเช่นนั้นแหละเมื่อคบคนเช่นนั้นย่อมมีแต่ดีไม่มีเสียเลย[๐๙.๑๕] (๒๕/๑๖)


โอวเทยฺยานุสาเสยฺยอสพฺภานิวารเย

สตํหิโสปิโยโหติอสตํโหติอปฺปิโย

พึงแนะนำตักเตือนเถิดพึงพร่ำสอนเถิดพึงห้ามปรามจากความชั่วเถิดคนที่ทำเช่นนั้นย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษและไม่เป็นที่รักของอสัตบุรุษ[๐๙.๑๖] (๒๕/๑๖)


  . การคบหา

ภเชปาปเกมิตฺเต

ไม่ควรคบมิตรชั่ว[๐๙.๑๗] (๒๕/๑๖)


ภเชถมิตฺเตกลฺยาเณ

ควรคบมิตรดี[๐๙.๑๘] (๒๕/๑๖)


โหติปานสขานามโหติสมฺมิยสมฺมิโย

การคบหาคนเป็นเพื่อนแต่เวลาดื่มเหล้าก็มีเป็นเพื่อนแต่ปากว่าก็มี[๐๙.๑๙] (๑๑/๑๘๕)


โยอตฺเถสุชาเตสุสหาโยโหติโสสขา

ส่วนผู้ใดเป็นสหายในเมื่อเกิดเรื่องต้องการผู้นั้นแลคือเพื่อนแท้[๐๙.๒๐] (๑๑/๑๘๕)


นตฺถิพาเลสหายตา

ความเป็นสหายไม่มีในคนพาล[๐๙.๒๑] (๒๕/๓๓)


ทุกฺโขพาเลหิสงฺคโม

สมาคมกับคนพาลนำทุกข์มาให้[๐๙.๒๒] (๒๗/๑๒๙๑)


นิหียติปุริโสนิหีนเสวี

ผู้คบคนเลวย่อมพลอยเลวลง[๐๙.๒๓] (๒๐/๔๖๕)


เสยฺยํโสเสยฺยโสโหติโยเสยฺยมุปเสวติ

คบคนดีก็พลอยมีส่วนดีด้วย[๐๙.๒๔] (๒๗/๔๔๕)


เสฏฺฐมุปนมํอุเทติขิปฺปํ

เมื่อคบคนที่ดีกว่าตัวเองก็ดีขึ้นมาในฉับพลัน

พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต) [๐๙.๒๕] (๒๐/๔๖๕)


ตสฺมาอตฺตโนอุตฺตรึภเชถ

ฉะนั้นควรคบหาคนที่ดีกว่าตน[๐๙.๒๖] (๒๐/๔๖๕)


หีโนเสวิตพฺโพวอญฺญตฺรอนุทฺทยา

ไม่ควรคบคนเลวทรามนอกจากเพื่อให้ความช่วยเหลือ[๐๙.๒๗] (นัย๒๐/๔๖๕)


สนฺถวํกาปุริเสนกยิรา

ไม่ควรทำความสนิทสนมกับคนชั่ว[๐๙.๒๘] (๒๗/๑๗๑)