วรมสฺสตราทนฺตาอาชานียาสินฺธวา

กุญฺชรามหานาคาอตฺตทนฺโตตโตวรํ

อัสดรอาชาไนยสินธพกุญชรและช้างหลวงฝึกแล้วล้วนดีเลิศแต่คนที่ฝึกตนแล้วประเสริฐยิ่งกว่านั้น[๐๔.๐๔] (๒๕/๓๓)

ทนฺโตเสฏฺโฐมนุสฺเสสุ

ในหมู่มนุษย์คนประเสริฐคือคนที่ฝึกแล้ว[๐๔.๐๕] (๒๕/๓๓)

โนเจอสฺสสกาพุทฺธิวินโยวาสุสิกฺขิโต

วเนอนฺธมหึโสวจเรยฺยพหุโกชโน

ถ้าไม่มีพุทธิปัญญาแลมิได้ศึกษาระเบียบวินัยคนทั้งหลายก็จะดำเนินชีวิตเหมือนดังกระบือบอดในกลางป่า[๐๔.๐๖] (๒๗/๑๐๔๘)

อปฺปสฺสุตายํปุริโสพลิวทฺโทวชีรติ

มํสานิตสฺสวฑฺฒนฺติปญฺญาตสฺสวฑฺฒติ

คนที่เล่าเรียนน้อยย่อมแก่เหมือนโคถึกเนื้อหนังของเขาพัฒนาแต่ปัญญาหาพัฒนาไม่[๐๔.๐๗] (๒๕/๒๑)

ตสฺสสํหีรปญฺญสฺสวิวโรชายเตมหา

เมื่ออ่อนปัญญาช่องทางวิบัติก็เกิดได้มหันต์[๐๔.๐๘] (๒๗/๒๑๔๑)

กิจฺฉาวุตฺติอสิปฺปสฺส

คนไม่มีศิลปวิทยาเป็นอยู่ยาก[๐๔.๐๙] (๒๗/๑๖๕๑)

ปุตฺเตวิชฺชาสุฐาปย

จงให้บุตรเรียนรู้วิทยา[๐๔.๑๐] (๒๗/๒๑๔๑)

สํวิรุฬฺเหถเมธาวีเขตฺเตพีชํววุฏฺฐิยา

คนมีปัญญาย่อมงอกงามดังพืชในนางอกงามด้วยน้ำฝน[๐๔.๑๑] (๒๗/๒๑๔๑)

ภเวยฺยปริปุจฺฉโก

พึงเป็นนักสอบถามชอบค้นหาความรู้[๐๔.๑๒] (๒๘/๙๔๙)

สิกฺเขยฺยสิกฺขิตพฺพานิ

อะไรควรศึกษาก็พึงศึกษาเถิด[๐๔.๑๓] (๒๗/๑๐๘)

สาธุโขสิปฺปกํนามอปิยาทิสิกีทิสํ

ขึ้นชื่อว่าศิลปวิทยาไม่ว่าอย่างไหนๆให้ประโยชน์ได้ทั้งนั้น[๐๔.๑๔] (๒๗/๑๐๗)

สพฺพํสุตมธีเยถหีนมุกฺกฏฺฐมชฺฌิมํ

สพฺพสฺสอตฺถํชาเนยฺยสพฺพํปโยชเย

โหติตาทิสโกกาโลยตฺถอตฺถาวหํสุตํ

อันความรู้ควรเรียนทุกอย่างไม่ว่าต่ำสูงหรือปานกลางควรรู้ความหมายเข้าใจทั้งหมดแต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่างวันหนึ่งจะถึงเวลาที่ความรู้นั้นนำมาซึ่งประโยชน์[๐๔.๑๕] (๒๗/๘๑๗)

ลาภกมฺยาสิกฺขติ

นักปราชญ์ไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ[๐๔.๑๖] (๒๕/๔๑๗)

กิตฺติญฺจปปฺโปติอธิจฺจเวเท สนฺตึปุเณติจรเณนทนฺโต

เล่าเรียนสำเร็จวิทยาก็ย่อมได้เกียรติแต่ฝึกอบรมด้วยิ จริยาต่างหากจึงจะสบสันติ[๐๔.๑๗] (๒๗/๘๔๒)

หีนชจฺโจปิเจโหติอุฏฺฐาตาธิติมานโร

อาจารสีลสมฺปนฺโนนิเสอคฺคีวภาสติ

คนเราถึงมีชาติกำเนิดต่ำแต่หากขยันหมั่นเพียรมีปัญญาประกอบด้วยอาจาระและศีลก็รุ่งเรืองได้เหมือนอยู่ในคืนมืดก็สว่างไสว[๐๔.๑๘] (๒๗/๒๑๔๑)

สุสฺสูสาสุตวฑฺฒนีสุตํปญฺญายวฑฺฒนํ

ปญฺญายอตฺถํชานาติญาโตอตฺโถสุขาวโห

ความใฝ่เรียนสดับเป็นเครื่องพัฒนาความรู้ความรู้จากการเรียนสดับนั้นเป็นเครื่องพัฒนาปัญญาด้วยปัญญาก็รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ประโยชน์ที่รู้จักแล้วก็นำสุขมาให้[๐๔.๑๙] (๒๖/๒๖๘)

วิชฺชาจรณสมฺปนฺโนโสเสฏฺโฐเทวมานุเส

คนที่สมบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติเป็นผู้ประเสริฐสุดทั้งในหมู่มนุษย์และเทวดา

[๐๔.๒๐] (๑๑/๗๒)

บทที่

. ปัญญา

ปญฺญาโลกสฺมิปชฺโชโต

ปัญญาเป็นดวงชวาลาในโลก[๐๕.๐๑] (๑๕/๒๑๗)

นตฺถิปญฺญาสมาอาภา

แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี[๐๕.๐๒] (๑๕/๒๙)

ปญฺญานรานํรตนํ

ปัญญาเป็นดวงแก้วของคน[๐๕.๐๓] (๑๕/๑๕๙)

ปญฺญาชีวึชีวิตมาหุเสฏฺฐ

ปราชญ์ว่าชีวิตที่อยู่ด้วยปัญญาประเสริฐสุด[๐๕.๐๔] (๑๕/๘๔๑)

ปญฺญาธเนนเสยฺโย

ปัญญาแลประเสริฐกว่าทรัพย์[๐๕.๐๕] (๑๓/๔๕๑)

ปญฺญาหิเสฏฺฐากุสลาวทนฺติ

คนฉลาดกล่าวว่าปัญญาแลประเสริฐสุด[๐๕.๐๖] (๒๗/๒๔๖๘)

ปญฺญาเจนํปสาสติ

ปัญญาเป็นเครื่องปกครองตัว

ราโคโทโสมโทโมโหยตฺถปญฺญาคาธติ

ราคะโทสะความมัวเมาและโมหะเข้าที่ไหนปัญญาย่อมเข้าไม่ถึงที่นั้น[๐๕.๐๘] (๒๗/๑๒๔๙)

เอวํอนาวิลมฺหิจิตฺเต

โสปสฺสติอตฺตทตฺถํปรตฺถํ

เมื่อน้ำใสกระจ่างแจ๋วก็จะมองเห็นหอยกาบหอยโข่งกรวดทรายและฝูงปลาได้ชัดเจนฉันใด

เมื่อจิตไม่ขุ่นมัวจึงจะมองเห็นประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่นได้ชัดเจนฉันนั้น[๐๕.๐๙] (๒๗/๒๒๐)

ปญฺญาสุตวินิจฺฉินี

ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยสิ่งที่ได้เล่าเรียน[๐๕.๑๐] (๒๗/๒๔๔๔)

ปญฺญาสหิโตนโรอิธทุกฺเขสุขานิวินฺทติ

คนมีปัญญาถึงแม้ตกทุกข์ก็ยังหาสุขพบ[๐๕.๑๑] (๒๗/๒๔๔๔)

ยํปณฺฑิโตนิปุณํสํวิเธติ

สมฺโมหมาปชฺชติตตฺถพาโล

บัณฑิตจัดการเรื่องใดอันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนคนโง่ย่อมถึงความหลงใหลในเรื่องนั้นข้าพเจ้ามองเห็นเหตุผลนี้

ปญฺโญวเสยฺโยยสสฺสิพาโล

คนมีปัญญาประเสริฐกว่าคนโง่ถึงจะมียศก็หาประเสริฐไม่[๐๕.๑๒] (๒๗/๒๑๐๑)

อนฺโธยถาโชติมธิฏฺฐเหยฺย

ขาดตาปัญญาเสียแล้วก็เหมือนคนตาบอดเหยียบลงไปได้แม้กระทั่งไฟที่ส่องทาง[๐๕.๑๓] (๒๗/๑๗๓๔)

ปญฺญายติตฺตีนํเสฏฺฐ

อิ่มด้วยปัญญาประเสริฐกว่าความอิ่มทั้งหลาย[๐๕.๑๔] (๒๗/๑๖๔๓)

ปญฺญายติตฺตํปุริสํตณฺหากุรุเตวสํ

คนที่อิ่มด้วยปัญญาตัณหาเอาไว้ในอำนาจไม่ได้[๐๕.๑๕] (๒๗/๑๖๔๓)


สากจฺฉายปญฺญาเวทิตพฺพา

ปัญญารู้ได้ด้วยการสนทนา[๐๕.๑๖] (๒๕/๑๓๔)


สุสฺสูสํลภเตปญฺญ

รู้จักฟังย่อมได้ปัญญา[๐๕.๑๗] (๑๕/๘๔๕)


อุฏฺฐานกาลมฺหิอนุฏฺฐหาโน

ยุวาพลีอาลสิยํอุเปโต

สํสนฺนสงฺกปฺปมโนกุสีโต

ปญฺญายมคฺคํอลโสวินฺทติ

ในเวลาที่ควรลุกขึ้นทำงานไม่ลุกขึ้นทำทั้งที่ยังหนุ่มแน่นมีกำลังกลับเฉื่อยชาปล่อยความคิดให้จมปลักเกียจคร้านมัวซึมเซาอยู่ย่อมไม่ประสบทางแห่งปัญญา[๐๕.๑๘] (๒๕/๓๐)

โยคาเวชายเตภูริ

ปัญญาย่อมเกิดเพราะใช้การ[๐๕.๑๙] (๒๕/๓๐)


ชีวเตวาปิสปฺปญฺโญอปิวิตฺตปริกฺขยา

คนมีปัญญาถึงสิ้นทรัพย์ก็ยังเป็นอยู่ได้[๐๕.๒๐] (๒๖/๓๗๒)


ปญฺญายอลาเภนวิตฺตวาปิชีวติ

แต่เมื่อขาดปัญญาถึงจะมีทรัพย์ก็เป็นอยู่ไม่ได้[๐๕.๒๑] (๒๖/๓๗๒)


นตฺถิปญฺญาอฌายิโน

ปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่พินิจ[๐๕.๒๒] (๒๕/๓๕)


นตฺถิฌานํอปญฺญสฺส

ความพินิจไม่มีแก่คนไร้ปัญญา[๐๕.๒๓] (๒๕/๓๕)


โยนิโสวิจิเนธมฺมํ

พึงวิจัยเรื่องราวตลอดสายให้ถึงต้นตอ[๐๕.๒๔] (๒๓/๓)


ปญฺญายตฺถํวิปสฺสติ

จะมองเห็นอรรถชัดแจ้งด้วยปัญญา[๐๕.๒๕] (๒๓/๓)


ปญฺญนปฺปมชฺเชยฺย

ไม่พึงละเลยการใช้ปัญญา[๐๕.๒๖] (๑๔/๖๘๓)


ปญฺญายปริสุชฺฌติ

คนย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา[๐๕.๒๗] (๒๕/๓๑๑)


ปโรสหสฺสมฺปิสมาคตานํ

กนฺเทยฺยุเตวสฺสสตํอปญฺญา

เอโกวเสยฺโยปุริโสสปญฺโญ

โยภาสิตสฺสวิชานาติอตฺถํ

คนโง่เขลามาประชุมกันแม้ตั้งกว่าพันคนพวกเขาไม่มีปัญญาถึงจะพร่ำคร่ำครวญอยู่ตลอดร้อยปีก็หามีประโยชน์ไม่คนมีปัญญารู้ความแห่งภาษิตคนเดียวเท่านั้นประเสริฐกว่า[๐๕.๒๘] (๒๗/๙๙)


. เลี้ยงชีพ-สร้างตัว

ปฏิรูปการีธุรวาอุฏฺฐาตาวินฺทเตธนํ

ขยันเอาธุระทำเหมาะจังหวะย่อมหาทรัพย์ได้[๐๖.๐๑] (๑๕/๘๔๕)


สมุฏฺฐาเปติอตฺตานํอณุอคฺคึวสนฺธมํ

ตั้งตัวให้ได้เหมือนก่อไฟจากกองน้อย[๐๖.๐๒] (๒๗/๔)


โภเคสํหรมานสฺสภมรสฺสอิรียโต

เก็บรวบรวมทรัพย์สินเหมือนผึ้งเที่ยวรวมน้ำหวานสร้างรัง[๐๖.๐๓] (๑๑/๑๙๗)


โภคาสนฺนิจยํยนฺติวมฺมิโกวูปจียติ

ทรัพย์สินย่อมพอกพูนขึ้นได้เหมือนดังก่อจอมปลวก[๐๖.๐๔] (๑๑/๑๙๗)


อุฏฺฐาตากมฺมเธยฺเยสุอปฺปมตฺโตวิธานวา สมํกปฺเปติชีวิตํสมฺภตํอนุรกฺขติ

ขยันทำงานไม่ประมาทฉลาดในวิธีจัดการเลี้ยงชีพแต่พอดีย่อมรักษาทรัพย์สมบัติให้คงอยู่และเพิ่มทวี[๐๖.๐๕] (๒๓/๑๔๕)


นิกตฺยาธนํหเร

ไม่พึงหาทรัพย์ด้วยการคดโกง[๐๖.๐๖] (๒๗/๖๐๓)


ธมฺเมนวิตฺตเมเสยฺย

พึงหาเลี้ยงชีพโดยทางชอบธรรม[๐๖.๐๗] (๒๗/๖๐๓)


ปโยชเยธมฺมิกํโสวณิชฺชํ

พึงประกอบการค้าที่ชอบธรรม[๐๖.๐๘] (๒๕/๓๕๓)


ธิรตฺถุตํยสลาภํธนลาภญฺจพรฺาหฺมณ

ยาวุตฺติวินิปาเตนอธมฺมจรเณนวา

น่ารังเกียจการได้ยศการได้ลาภการเลี้ยงชีพด้วยการยอมลดคุณค่าของชีวิตหรือด้วยการประพฤติอธรรม[๐๖.๐๙] (๒๗/๕๓๗)


อลาโภธมฺมิโกเสยฺโยยญฺเจลาโภอธมฺมิโก

ถึงไม่ได้แต่ชอบธรรมยังดีกว่าได้โดยไม่ชอบธรรม


<p>ยถาภุตฺตญฺจพฺยาหร</p>

จงทำงานให้สมกับอาหารที่บริโภค[๐๖.๑๑] (๒๗/๑๓๐)


ยหึชีเวตหึคจฺเฉนิเกตหโตสิยา

ชีวิตจะอยู่ได้ที่ไหนพึงไปที่นั้นไม่พึงให้ที่อยู่ฆ่าตนเสีย

[๐๖.๑๒] (๒๗/๒๐๖)


เทฺววตาตปทกานิยตฺถสพฺพํปติฏฺฐิตํ

อลทฺธสฺสโยลาโภลทฺธสฺสจานุรกฺขนา

ผลประโยชน์ทั้งปวงตั้งอยู่ที่หลัก๒ประการคือการได้สิ่งที่ยังไม่ได้และการรักษาสิ่งที่ได้แล้ว[๐๖.๑๓] (๒๘/๒๔๔๒)


หิจินฺตามยาโภคาอิตฺถิยาปุริสสฺสวา

โภคะของใครไม่ว่าสตรีหรือบุรุษที่จะสำเร็จเพียงด้วยคิดเอาย่อมไม่มี

[๐๖.๑๔] (๒๘/๔๕๐)


สกมฺมุนาโหติผลูปปตฺติ

ความอุบัติแห่งผลย่อมมีได้ด้วยการกระทำของตน[๐๖.๑๕]

(๒๗/๒๒๔๗)


นิทฺทาสีลีสภาสีลีอนุฏฺฐาตาโยนโร

อลโสโกธปญฺญาโณตํปราภวโตมุขํ

คนใดชอบนอนชอบมั่วสุมไม่เอางานเกียจคร้านเอาแต่โกรธงุ่นง่านนั่นคือปากทางของความเสื่อม[๐๖.๑๖] (๒๕/๓๐๔)


เลี้ยงชีพ-สร้างตัว

ปญฺญวาพุทฺธิสมฺปนฺโนวิธานวิธิโกวิโท

กาลญฺญูสมยญฺญูราชวตึวเส

คนมีปัญญาประกอบด้วยความรู้ฉลาดในวิธีจัดงานรู้จักกาลรู้จักสมัยจึงควรเข้ารับราชการ[๐๖.๑๗] (๒๘/๙๖๙)


อุฏฺฐาตากมฺมเธยฺเยสุอปฺปมตฺโตวิจกฺขโณ

สุสํวิหิตกมฺมนฺโตราชวตึวเส

คนที่ขยันในหน้าที่ไม่ประมาทเอาใจใส่สอดส่องตรวจตราจัดการงานให้เรียบร้อยเป็นอันดีจึงควรเข้ารับราชการ[๐๖.๑๘] (๒๘/๙๖๙)


อนากุลากมฺมนฺตาเอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ

การงานไม่คั่งค้างสับสนเป็นมงคลอย่างสูงสุด[๐๖.๑๙] (๒๕/๓๑๘)