<p align="center">๑.
</b></p><p>คน</p>
ปจฺเจกจิตฺตาปุถูสพฺพสตฺตา
ประดาสัตว์ต่างคนก็แต่ละจิตแต่ละใจ[๐๑.๐๑] (๒๗/๑๘๒๗∗)
นานาทิฏฺฐิเกนานยิสฺสสิเต
มนุษย์ทั้งหลายต่างความคิดต่างความเห็นกันท่านจะ
กำหนดให้คิดเห็นเหมือนกันหมดเป็นไปไม่ได้
ตัวเลขในวงเล็บคือ [หมวดที่. ภาษิตที่]คือที่มาในพระไตรปิฎก (เล่ม/ข้อ) [๐๑.๐๒] (๒๗/๗๓๐)
ยถานสกฺกาปฐวีสมายํ
กาตุมนุสฺเสนตถามนุสฺสา
แผ่นดินนี้ไม่อาจทำให้เรียบเสมอกันทั้งหมดได้ฉันใดมนุษย์ทั้งหลายจะทำให้เหมือนกันหมดทุกคนก็ไม่ได้ฉันนั้น[๐๑.๐๓] (๒๗/๗๓๑)
เยเนวเอโกลภเตปสํสํ
เตเนวอญฺโญลภเตนินฺทิตารํ
เหตุอย่างหนึ่งทำให้คนหนึ่งได้รับการสรรเสริญเหตุอย่างเดียวกันนั้นทำให้อีกคนหนึ่งได้รับการนินทา[๐๑.๐๔] (๒๗/๑๘๓๖)
ตเถเวกสฺสกลฺยาณํตเถเวกสฺสปาปกํ
ตสฺมาสพฺพํนกลฺยาณํสพฺพํวาปินปาปกํ
สิ่งเดียวกันนั่นแหละดีสำหรับคนหนึ่งแต่เสียสำหรับอีกคนหนึ่งเพราะฉะนั้นสิ่งใดๆมิใช่ว่าจะดีไปทั้งหมดและก็มิใช่จะเสียไปทั้งหมด[๐๑.๐๕] (๒๗/๑๒๖)
อุกฺกฏฺเฐสูรมิจฺฉนฺติมนฺตีสุอกุตูหลํ
ปิยญฺจอนฺนปานมฺหิอตฺเถชาเตจปณฺฑิตํ
เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงย่อมต้องการคนกล้าหาญ
เมื่อเกิดข่าวตื่นเต้นย่อมต้องการคนหนักแน่น
เมื่อมีข้าวน้ำบริบูรณ์ย่อมต้องการคนที่รัก
เมื่อเกิดเรื่องราวลึกซึ้งย่อมต้องการบัณฑิต
อลโสคิหีกามโภคีนสาธุ
อสญฺญโตปพฺพชิโตนสาธุ
ราชานสาธุอนิสมฺมการี
โยปญฺฑิโตโกธโนตํนสาธุ
คฤหัสถ์ชาวบ้านเกียจคร้านไม่ดี
บรรพชิตไม่สำรวมไม่ดีผู้ครองแผ่นดินไม่ใคร่ครวญก่อนทำไม่ดีบัณฑิตมักโกรธไม่ดี[๐๑.๐๗](๒๗/๒๑๗๕)
ทกฺขํคหปตํสาธุสํวิภชฺชญฺจโภชนํ
อหาโสอตฺถลาเภสุอตฺถพฺยาปตฺติอพฺยโถ
ผู้ครองเรือนขยันดีข้อหนึ่งมีโภคทรัพย์แล้วแบ่งปันดีข้อสองถึงทีได้ผลสมหมายไม่เหลิงลอยดีข้อสามถึงคราวสูญเสียประโยชน์ไม่หมดกำลังใจดีครบสี่[๐๑.๐๘] (๒๗/๑๑๗๕)
นมชฺเชถยสํปตฺโต
ข้อหนึ่งได้ยศแล้วไม่พึงเมา
นพฺยาเธปตฺตสํสยํ
ข้อสองถึงมีเหตุอาจถึงแก่ชีวิตไม่พึงใจเสีย
วายเมเถวกิจฺเจสุ
ข้อสามพึงพยายามทำกิจทั้งหลายเรื่อยไป
สํวเรวิวรานิจ
ข้อสี่พึงระวังตนมิให้มีช่องเสีย[๐๑.๐๙] (๒๘/๒๒๖)
ทุลฺลโภองฺคสมฺปนฺโน
คนที่มีคุณสมบัติพร้อมทุกอย่างหาได้ยาก
สนนฺตายนฺติกุสุพฺภาตุณฺหียนฺติมโหทธิ
ห้วยน้ำน้อยไหลดังสนั่นห้วงน้ำใหญ่ไหลนิ่งสงบ
ยทูนกํตํสนติยํปูรํสนฺตเมวตํ
สิ่งใดพร่องสิ่งนั้นดังสิ่งใดเต็มสิ่งนั้นเงียบ
อฑฺฒกุมฺภูปโมพาโลรหโทปูโรวปณฺฑิโต
คนพาลเหมือนหม้อมีน้ำครึ่งเดียวบัณฑิตเหมือนห้วงน้ำที่เต็ม
โยจวสฺสสตํชีเวกุสีโตหีนวีริโย
เอกาหํชีวิตํเสยฺโยวิริยํอารภโตทฬฺหํ
ผู้ใดเกียจคร้านหย่อนความเพียรถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ร้อยปีก็ไม่ดีอะไรชีวิตของผู้เพียรพยายามจริงจังมั่นคงเพียงวันเดียวยังประเสริฐกว่า[๐๑.๑๒](๒๕/๑๘)
มาเสมาเสสหสฺเสนโยยเชถสตํสมํ
เอกญฺจภาวิตตฺตานํมุหุตฺตมปิปูชเย
สาเยวปูชนาเสยฺโยยญฺเจวสฺสสตํหุตํ
ผู้ใดใช้ทรัพย์จำนวนพันประกอบพิธีบูชาทุกเดือนสม่ำเสมอตลอดเวลาร้อยปีการบูชานั้นจะมีค่ามากมายอะไรการยกย่องบูชาบุคคลที่อบรมตนแล้วคนหนึ่งแม้เพียงครู่เดียวประเสริฐกว่า[๐๑.๑๓](๒๕/๑๘)
นชจฺจาวสโลโหติ
ใครๆจะเป็นคนเลวเพราะชาติกำเนิดก็หาไม่
นชจฺจาโหติพฺราหฺมโณ
ใครๆจะเป็นคนประเสริฐเพราะชาติกำเนิดก็หาไม่
กมฺมุนาวสโลโหติ
คนจะเลวก็เพราะการกระทำความประพฤติ
กมฺมุนาโหติพฺราหฺมโณ
คนจะประเสริฐก็เพราะการกระทำความประพฤติ[๐๑.๑๔] (๑๓/๗๐๗)
เนสาสภายตฺถนสนฺติสนฺโต
สัตบุรุษไม่มีในชุมชนใดชุมนุมนั้นไม่ชื่อว่าสภา[๐๑.๑๕](๑๕/๗๒๕)
นกามกามาลปยนฺติสนฺโต
สัตบุรุษไม่ปราศรัยเพราะอยากได้กาม[๐๑.๑๖](๒๕/๑๗)
สนฺโตนเตเยนวทนฺติธมฺมํ
ผู้ใดไม่พูดเป็นธรรมผู้นั้นไม่ใช่สัตบุรุษ[๐๑.๑๗](๑๕/๗๒๕)
สุเขนผุฏฺฐาอถวาทุกฺเขน
นอุจฺจาวจํปณฺฑิตาทสฺสยนฺติ
บัณฑิตได้สุขหรือถูกทุกข์กระทบก็ไม่แสดงอาการขึ้นๆลง[๐๑.๑๘](๒๕/๑๗)
เอวเมวมนุสฺเสสุทหโรเจปิปญฺญวา
โสหิตตฺถมหาโหติเนวพาโลสรีรวา
ในหมู่มนุษย์นั้นถึงแม้เป็นเด็กถ้ามีปัญญาก็นับว่าเป็นผู้ใหญ่แต่ถ้าโง่ถึงร่างกายจะใหญ่โตก็หาเป็นผู้ใหญ่ไม่[๐๑.๑๙](๒๗/๒๕๔)
นเตนโสเถโรโหติเยนสฺสปลิตํสิโร
ปริปกฺโกวโยตสฺสโมฆชิณฺโณติวุจฺจติ
คนจะชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่เพียงเพราะมีผมหงอกก็หาไม่
ถึงวัยของเขาจะหง่อมก็เรียกว่าแก่เปล่า[๐๑.๒๐](๒๕/๒๙)
ยมฺหิสจฺจญฺจธมฺโมจอหึสาสญฺญโมทโม
สเววนฺตมโลธีโรโสเถโรติปวุจฺจติ
ส่วนผู้ใดมีสัจจะมีธรรมมีอหิงสามีสัญญมะมีทมะผู้นั้นแลเป็นปราชญ์สลัดมลทินได้แล้วเรียกได้ว่าเป็นผู้ใหญ่
นนคฺคจริยานชฏานปงฺกา
นานาสกาตณฺฑิลสายิกาวา
รโชชลฺลํอุกฺกุฏิกปฺปธานํ
โสเธนฺติมจฺจํอวิติณฺณกงฺขํ
มิใช่การประพฤติตนเป็นชีเปลือยมิใช่การเกล้าผมทรงชฎามิใช่การบำเพ็ญตบะนอนในโคลนตมมิใช่การอดอาหารมิใช่การนอนกับดินมิใช่การเอาฝุ่นทาตัวมิใช่การตั้งท่านั่งดอกที่จะทำให้คนบริสุทธิ์ได้ในเมื่อความสงสัยยังไม่สิ้น[๐๑.๒๒](๒๕/๒๐)
อลงฺกโตเจปิสมํจเรยฺย
สนฺโตทนฺโตนิยโตพฺรหฺมจารี
สพฺเพสุภูเตสุนิธายทณฺฑํ
โสพฺราหฺมโณโสสมโณสภิกฺขุ
ส่วนผู้ใดถึงจะตกแต่งกายสวมใส่อาภรณ์แต่หากประพฤติชอบเป็นผู้สงบฝึกอบรมตนแน่วแน่เป็นผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐเลิกละการเบียดเบียนปวงสัตว์ทั้งหมดแล้วผู้นั้นแลจะเรียกว่าเป็นพราหมณ์เป็นสมณะหรือเป็นพระภิกษุก็ได้ทั้งสิ้น[๐๑.๒๓](๒๕/๒๐)
โยพาโลมญฺญติพาลฺยํ
ปณฺฑิโตวาปิเตนโส
พาโลจปณฺฑิตมานี
สเวพาโลติวุจฺจติ
ผู้ใดเป็นพาลรู้ตัวว่าเป็นพาลก็ยังนับว่าเป็นบัณฑิตได้บ้างส่วนผู้ใดเป็นพาลแต่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตผู้นั้นแลเรียกว่าเป็นพาลแท้ๆ[๐๑.๒๔](๒๕/๑๕)
สาธุโขปณฺฑิโตนามนเตฺววอติปณฺฑิโต
อันว่าบัณฑิตนั้นดีแน่แต่ว่าบัณฑิตเลยเถิดไปก็ไม่ดี[๐๑.๒๕](๒๗/๙๘)
นหิสพฺเพสุฐาเนสุปุริโสโหติปณฺฑิโต
อิตฺถีปิปณฺฑิตาโหติตตฺถตตฺถวิจกฺขณา
บุรุษจะเป็นบัณฑิตในทุกสถานก็หาไม่สตรีมีปัญญาหยั่งเห็นในการณ์นั้นๆก็เป็นบัณฑิต[๐๑.๒๖](๒๗/๑๑๔๑)
นหิสพฺเพสุฐาเนสุปุริโสโหติปณฺฑิโต
อิตฺถีปิปณฺฑิตาโหติลหุมตฺถํวิจินฺติกา
บุรุษจะเป็นบัณฑิตในทุกสถานก็หาไม่สตรีคิดการได้ฉับไวก็เป็นบัณฑิต[๐๑.๒๗](๒๗/๑๑๔๒)
ยสํลทฺธานทุมฺเมโธอนตฺถํจรติอตฺตโน
อตฺตโนจปเรสญฺจหึสายปฏิปชฺชติ
คนทรามปัญญาได้ยศแล้วย่อมประพฤติแต่การอันไม่เกิดคุณค่าแก่ตนปฏิบัติแต่ในทางที่เบียดเบียนทั้งตนและคนอื่น[๐๑.๒๘](๒๗/๑๒๒)
อุชฺฌตฺติพลาพาลา
ขุมกำลังของคนพาลคือการจ้องหาโทษของคนอื่น
นิชฺฌตฺติพลาปณฺฑิตา
ขุมกำลังของบัณฑิตคือการไตร่ตรองโดยพินิจ[๐๑.๒๙](๒๓/๑๑๗)
นินฺทนฺติตุณฺหิมาสินํ
คนนั่งนิ่งเขาก็นินทา
นินฺทนฺติพหุภาสินํ
คนพูดมากเขาก็นินทา
มิตภาณิมฺปินินฺทนฺติ
แม้แต่คนพูดพอประมาณเขาก็นินทา
นตฺถิโลเกอนินฺทิโต
คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก[๐๑.๓๐](๒๕/๒๗)
นจาหุนจภวิสฺสตินเจตรหิวิชฺชติ
เอกนฺตํนินฺทิโตโปโสเอกนฺตํวาปสํสิโต
คนที่ถูกนินทาอย่างเดียวหรือได้รับการสรรเสริญอย่างเดียวไม่เคยมีมาแล้วจักไม่มีต่อไปถึงในขณะนี้ก็ไม่มี[๐๑.๓๑](๒๕/๒๗)
ยญฺเจวิญฺญูปสํสนฺติอนุวิจฺจสุเวสุเว
โกตํนินฺทิตุมรหติ
แต่ผู้ใดวิญญูชนพิจารณาดูอยู่ทุกวันๆแล้วกล่าวสรรเสริญ … ผู้นั้นใครเล่าจะควรติเตียนเขาได้[๐๑.๓๒](๒๕/๒๗)
ครหาวเสยฺโยวิญฺญูหิยญฺเจพาลปฺปสํสนา
วิญญูชนตำหนิดีกว่าคนพาลสรรเสริญ[๐๑.๓๓](๒๖/๓๘๒)
ปริภูโตมุทุโหติอติติกฺโขจเวรวา
อ่อนไปก็ถูกเขาดูหมิ่นแข็งไปก็มีภัยเวร[๐๑.๓๔](๒๗/๑๗๐๓)
อนุมชฺฌํสมาจเร
พึงประพฤติให้พอเหมาะพอดี[๐๑.๓๕](๒๗/๑๗๐๓)
๒. ฝึกตน-รับผิดชอบตน
สนาถาวิหรถมาอนาถา
จงอยู่อย่างมีหลักยึดเหนี่ยวใจอย่าเป็นคนไร้ที่พึ่ง[๐๒.๐๑](๒๔/๑๗)
อตฺตาหิอตฺตโนนาโถ
ตนแลเป็นที่พึ่งของตน[๐๒.๐๒](๒๕/๒๒)
อตฺตนาหิสุทนฺเตนนาถํลภติทุลฺลภํ
มีตนที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละคือได้ที่พึ่งที่หาได้ยาก[๐๒.๐๓](๒๕/๒๒)
อตฺตาหิกิรทุทฺทโม
เป็นที่รู้กันว่าตนนี่แหละฝึกได้ยาก[๐๒.๐๔](๒๕/๒๒)
อตฺตานํทมยนฺติปณฺฑิตา
บัณฑิตย่อมฝึกตน[๐๒.๐๕](๒๕/๑๖)
ฝึกตน-รับผิดชอบตน
อตฺตาสุทนฺโตปุริสสฺสโชติ
ตนที่ฝึกดีแล้วเป็นเครื่องรุ่งเรืองของคน[๐๒.๐๖](๑๕/๖๖๕)
นตฺถิอตฺตสมํเปมํ
รักอื่นเสมอด้วยรักตนไม่มี[๐๒.๐๗](๑๕/๒๙)
อตฺตาหิปรมํปิโย
ตนแลเป็นที่รักอย่างยิ่ง
ฝึกตน-รับผิดชอบตน[๐๒.๐๘](๒๓/๖๑)
อตฺตานญฺเจปิยํชญฺญานนํปาเปนสํยุเช
ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รักก็ไม่ควรเอาตนนั้นไปพัวพันกับความชั่ว[๐๒.๐๙](๑๕/๓๓๖)
รกฺเขยฺยนํสุรกฺขิตํ
ควรรักษาตนนั้นไว้ให้ดี[๐๒.๑๐] (๒๕/๒๒)
อตฺตานํอุปหตฺวานปจฺฉาอญฺญํวิหึสติ
คนทำร้ายตนเองก่อนแล้วจึงทำร้ายผู้อื่นภายหลัง[๐๒.๑๑] (๒๒/๓๒๕)
โยจรกฺขติอตฺตานํรกฺขิโตตสฺสพาหิโร
ผู้ใดรักษาตนได้ภายนอกของผู้นั้นก็เป็นอันได้รับการรักษาด้วย[๐๒.๑๒] (๒๒/๓๒๕)
ตสฺมารกฺเขยฺยอตฺตานํอกฺขโตปณฺฑิโตสทา
ฉะนั้นบัณฑิตไม่ควรขุดโค่นความดีของตนเสียพึง
รักษาตนไว้ให้ได้ทุกเมื่อ[๐๒.๑๓] (๒๒/๓๒๕)
อตฺตนาวกตํปาปํอตฺตนาสงฺกิลิสฺสติ
ตนทำชั่วตัวก็เศร้าหมองเอง
อตฺตนาอกตํปาปํอตฺตนาววิสุชฺฌติ
ตนไม่ทำชั่วตัวก็บริสุทธิ์เอง[๐๒.๑๔] (๒๕/๒๒)
สุทฺธิอสุทฺธิปจฺจตฺตํ
ความบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว
นาญฺโญอญฺญํวิโสธเย
คนอื่นทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้[๐๒.๑๕] (๒๕/๒๒)
นตฺถิโลเกรโหนาม
ชื่อว่าที่ลับไม่มีในโลก[๐๒.๑๖] (๒๐/๔๗๙)
อตฺตาเตปุริสชานาติสจฺจํวายทิวามุสา
แน่ะบุรุษ! จริงหรือเท็จตัวท่านเองย่อมรู้[๐๒.๑๗] (๒๐/๔๗๙)
สุกรานิอสาธูนิอตฺตโนอหิตานิจ
ยํเวหิตญฺจสาธุญฺจตํเวปรมทุกฺกรํ
กรรมไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์แก่ตนทำได้ง่าย
ส่วนกรรมใดดีและเป็นประโยชน์กรรมนั้นแลทำได้ยากอย่างยิ่ง[๐๒.๑๘] (๒๕/๒๒)
กลฺยาณํวตโภสกฺขิอตฺตานํอติมญฺญสิ
ท่านเอ๋ย! ท่านก็สามารถทำดีได้ไยจึงมาดูหมิ่นตนเองเสีย[๐๒.๑๙] (๒๐/๔๗๙)
นเวปิยํเมติชนินฺทตาทิโส
อตฺตํนิรงฺกจฺจปิยานิเสวติ
มัวพะวงอยู่ว่านี่ของเราชอบนี่ของเรารักแล้วปล่อยปละละเลยตนเองเสียคนอย่างนี้จะไม่ได้ประสบสิ่งที่ชอบสิ่งที่รัก[๐๒.๒๐] (๒๘/๓๗๕)
อตฺตาวเสยฺโยปรมาวเสยฺโย
ตนเองนี่แหละสำคัญกว่าสำคัญกว่าเป็นไหนๆ
ลพฺภาปิยาโอจิตตฺเตนปจฺฉา
ตระเตรียมตนไว้ให้ดีก่อนแล้วต่อไปก็จะได้สิ่งที่รัก[๐๒.๒๑] (๒๘/๓๗๕)
นตํชิตํสาธุชิตํยํชิตํอวชิยฺยติ
ชัยชนะใดกลับแพ้ได้ชัยชนะนั้นไม่ดี
ตํโขชิตํสาธุชิตํยํชิตํนาวชิยฺยติ
ชัยชนะใดไม่กลับแพ้ชัยชนะนั้นแลเป็นชัยชนะที่ดี[๐๒.๒๒] (๒๗/๗๐)
อตฺตาหเวชิตํเสยฺโย
ชนะตนนี่แลดีกว่า[๐๒.๒๓] (๒๕/๑๘)
โยสหสฺสํสหสฺเสนสงฺคาเมมานุเสชิเน
เอกญฺจเชยฺยมตฺตานํสเวสงฺคามชุตฺตโม
ถึงผู้ใดจะชนะเหล่าชนได้พันคนพันครั้งในสงครามก็หาชื่อว่าเป็นผู้ชนะยอดเยี่ยมไม่ส่วนผู้ใดชนะตนคนเดียวได้ผู้นั้นแลชื่อว่าผู้ชนะยอดเยี่ยมในสงคราม[๐๒.๒๔] (๒๕/๑๘)
อตฺตนาโจทยตฺตานํ
จงเตือนตนด้วยตนเอง[๐๒.๒๕] (๒๕/๓๕)
ปฏิมํเสตมตฺตนา
จงพิจารณา(ตรวจสอบ) ตนด้วยตนเอง[๐๒.๒๖] (๒๕/๓๕)
ยทตฺตครหีตทกุพฺพมาโน
ติตนได้ด้วยข้อใดอย่าทำข้อนั้น[๐๒.๒๗] (๒๕/๔๐๙)
อตฺตานญฺเจตถากยิรายถญฺญมนุสาสติ
ถ้าพร่ำสอนผู้อื่นฉันใดก็ควรทำตนฉันนั้น[๐๒.๒๘] (๒๕/๒๒)
สุทสฺสํวชฺชมญฺเญสํ
โทษคนอื่นเห็นง่าย
อตฺตโนปนทุทฺทสํ
แต่โทษตนเห็นยาก[๐๒.๒๙] (๒๕/๒๘)
ปเรสํหิโสวชฺชานิโอปุนาติยถาภุสํ
โทษคนอื่นเที่ยวกระจายเหมือนโปรยแกลบ
อตฺตโนปนฉาเทติกลึวกิตวาสโฐ
แต่โทษตนปิดไว้เหมือนพรานนกเจ้าเล่ห์แฝงตัวบังกิ่งไม้[๐๒.๓๐] (๒๕/๒๘)
อตฺตานเมวปฐมํปฏิรูเปนิเวสเย
อถญฺญมนุสาเสยฺยนกิลิสฺเสยฺยปณฺฑิโต
ทำตนนี่แหละให้ตั้งอยู่ในความดีอันสมควรก่อนจากนั้นจึงค่อยพร่ำสอนผู้อื่นบัณฑิตไม่ควรมีข้อมัวหมอง[๐๒.๓๑] (๒๕/๒๒)
อตฺตานํนาติวตฺเตยฺย
ไม่ควรลืมตน[๐๒.๓๒] (๒๗/๒๓๖๙)
นาญฺญํนิสฺสายชีเวยฺย
ไม่พึงอาศัยผู้อื่นยังชีพ[๐๒.๓๓] (๒๕/๑๓๔)
อตฺตตฺถปญฺญาอสุจีมนุสฺสา
พวกคนสกปรกคิดเอาแต่ประโยชน์ของตัว[๐๒.๓๔] (๒๕/๒๙๖)
นปเรสํวิโลมานินปเรสํกตากตํ
ไม่ควรใส่ใจคำแสลงหูของผู้อื่นไม่ควรแส่มองธุระที่เขาทำและยังไม่ทำ
อตฺตโนวอเวกฺเขยฺยกตานิอกตานิจ
ควรตั้งใจตรวจตราหน้าที่ของตนนี่แหละทั้งที่ทำแล้วและยังไม่ทำ[๐๒.๓๕] (๒๕/๑๔)
อตฺตทตฺถํปรตฺเถนพหุนาปินหาปเย
การทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นถึงจะมากก็ไม่ควรให้เป็นเหตุทำลายประโยชน์ที่เป็นจุดหมายของตน
อตฺตทตฺถมภิญฺญายสทตฺถปสุโตสิยา
กำหนดประโยชน์ที่หมายของตนให้แน่ชัดแล้วพึงขวนขวายแน่วในจุดหมายของตน[๐๒.๓๖] (๒๕/๒๒)