<p align="center">.

</b></p><p>คน</p>

ปจฺเจกจิตฺตาปุถูสพฺพสตฺตา

ประดาสัตว์ต่างคนก็แต่ละจิตแต่ละใจ[๐๑.๐๑] (๒๗/๑๘๒๗∗)


นานาทิฏฺฐิเกนานยิสฺสสิเต

มนุษย์ทั้งหลายต่างความคิดต่างความเห็นกันท่านจะ

กำหนดให้คิดเห็นเหมือนกันหมดเป็นไปไม่ได้

ตัวเลขในวงเล็บคือ [หมวดที่. ภาษิตที่]คือที่มาในพระไตรปิฎก (เล่ม/ข้อ) [๐๑.๐๒] (๒๗/๗๓๐)


ยถาสกฺกาปฐวีสมายํ

กาตุมนุสฺเสนตถามนุสฺสา

แผ่นดินนี้ไม่อาจทำให้เรียบเสมอกันทั้งหมดได้ฉันใดมนุษย์ทั้งหลายจะทำให้เหมือนกันหมดทุกคนก็ไม่ได้ฉันนั้น[๐๑.๐๓] (๒๗/๗๓๑)


เยเนวเอโกลภเตปสํสํ

เตเนวอญฺโญลภเตนินฺทิตารํ

เหตุอย่างหนึ่งทำให้คนหนึ่งได้รับการสรรเสริญเหตุอย่างเดียวกันนั้นทำให้อีกคนหนึ่งได้รับการนินทา[๐๑.๐๔] (๒๗/๑๘๓๖)


ตเถเวกสฺสกลฺยาณํตเถเวกสฺสปาปกํ

ตสฺมาสพฺพํนกลฺยาณํสพฺพํวาปินปาปกํ

สิ่งเดียวกันนั่นแหละดีสำหรับคนหนึ่งแต่เสียสำหรับอีกคนหนึ่งเพราะฉะนั้นสิ่งใดๆมิใช่ว่าจะดีไปทั้งหมดและก็มิใช่จะเสียไปทั้งหมด[๐๑.๐๕] (๒๗/๑๒๖)


อุกฺกฏฺเฐสูรมิจฺฉนฺติมนฺตีสุอกุตูหลํ

ปิยญฺจอนฺนปานมฺหิอตฺเถชาเตปณฺฑิตํ

เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงย่อมต้องการคนกล้าหาญ

เมื่อเกิดข่าวตื่นเต้นย่อมต้องการคนหนักแน่น

เมื่อมีข้าวน้ำบริบูรณ์ย่อมต้องการคนที่รัก

เมื่อเกิดเรื่องราวลึกซึ้งย่อมต้องการบัณฑิต


อลโสคิหีกามโภคีสาธุ

อสญฺญโตปพฺพชิโตสาธุ

ราชาสาธุอนิสมฺมการี

โยปญฺฑิโตโกธโนตํสาธุ

คฤหัสถ์ชาวบ้านเกียจคร้านไม่ดี

บรรพชิตไม่สำรวมไม่ดีผู้ครองแผ่นดินไม่ใคร่ครวญก่อนทำไม่ดีบัณฑิตมักโกรธไม่ดี[๐๑.๐๗](๒๗/๒๑๗๕)


ทกฺขํคหปตํสาธุสํวิภชฺชญฺจโภชนํ

อหาโสอตฺถลาเภสุอตฺถพฺยาปตฺติอพฺยโถ

ผู้ครองเรือนขยันดีข้อหนึ่งมีโภคทรัพย์แล้วแบ่งปันดีข้อสองถึงทีได้ผลสมหมายไม่เหลิงลอยดีข้อสามถึงคราวสูญเสียประโยชน์ไม่หมดกำลังใจดีครบสี่[๐๑.๐๘] (๒๗/๑๑๗๕)


มชฺเชถยสํปตฺโต

ข้อหนึ่งได้ยศแล้วไม่พึงเมา

พฺยาเธปตฺตสํสยํ

ข้อสองถึงมีเหตุอาจถึงแก่ชีวิตไม่พึงใจเสีย

วายเมเถวกิจฺเจสุ

ข้อสามพึงพยายามทำกิจทั้งหลายเรื่อยไป

สํวเรวิวรานิ

ข้อสี่พึงระวังตนมิให้มีช่องเสีย[๐๑.๐๙] (๒๘/๒๒๖)


ทุลฺลโภองฺคสมฺปนฺโน

คนที่มีคุณสมบัติพร้อมทุกอย่างหาได้ยาก

สนนฺตายนฺติกุสุพฺภาตุณฺหียนฺติมโหทธิ

ห้วยน้ำน้อยไหลดังสนั่นห้วงน้ำใหญ่ไหลนิ่งสงบ

ยทูนกํตํสนติยํปูรํสนฺตเมวตํ

สิ่งใดพร่องสิ่งนั้นดังสิ่งใดเต็มสิ่งนั้นเงียบ

อฑฺฒกุมฺภูปโมพาโลรหโทปูโรวปณฺฑิโต

คนพาลเหมือนหม้อมีน้ำครึ่งเดียวบัณฑิตเหมือนห้วงน้ำที่เต็ม

โยวสฺสสตํชีเวกุสีโตหีนวีริโย

เอกาหํชีวิตํเสยฺโยวิริยํอารภโตทฬฺหํ

ผู้ใดเกียจคร้านหย่อนความเพียรถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ร้อยปีก็ไม่ดีอะไรชีวิตของผู้เพียรพยายามจริงจังมั่นคงเพียงวันเดียวยังประเสริฐกว่า[๐๑.๑๒](๒๕/๑๘)


มาเสมาเสสหสฺเสนโยยเชถสตํสมํ

เอกญฺจภาวิตตฺตานํมุหุตฺตมปิปูชเย

สาเยวปูชนาเสยฺโยยญฺเจวสฺสสตํหุตํ

ผู้ใดใช้ทรัพย์จำนวนพันประกอบพิธีบูชาทุกเดือนสม่ำเสมอตลอดเวลาร้อยปีการบูชานั้นจะมีค่ามากมายอะไรการยกย่องบูชาบุคคลที่อบรมตนแล้วคนหนึ่งแม้เพียงครู่เดียวประเสริฐกว่า[๐๑.๑๓](๒๕/๑๘)


ชจฺจาวสโลโหติ

ใครๆจะเป็นคนเลวเพราะชาติกำเนิดก็หาไม่

ชจฺจาโหติพฺราหฺมโณ

ใครๆจะเป็นคนประเสริฐเพราะชาติกำเนิดก็หาไม่

กมฺมุนาวสโลโหติ

คนจะเลวก็เพราะการกระทำความประพฤติ

กมฺมุนาโหติพฺราหฺมโณ

คนจะประเสริฐก็เพราะการกระทำความประพฤติ[๐๑.๑๔] (๑๓/๗๐๗)

เนสาสภายตฺถสนฺติสนฺโต

สัตบุรุษไม่มีในชุมชนใดชุมนุมนั้นไม่ชื่อว่าสภา[๐๑.๑๕](๑๕/๗๒๕)

กามกามาลปยนฺติสนฺโต

สัตบุรุษไม่ปราศรัยเพราะอยากได้กาม[๐๑.๑๖](๒๕/๑๗)

สนฺโตเตเยวทนฺติธมฺมํ

ผู้ใดไม่พูดเป็นธรรมผู้นั้นไม่ใช่สัตบุรุษ[๐๑.๑๗](๑๕/๗๒๕)

สุเขนผุฏฺฐาอถวาทุกฺเขน

อุจฺจาวจํปณฺฑิตาทสฺสยนฺติ

บัณฑิตได้สุขหรือถูกทุกข์กระทบก็ไม่แสดงอาการขึ้นๆลง[๐๑.๑๘](๒๕/๑๗)


เอวเมวมนุสฺเสสุทหโรเจปิปญฺญวา

โสหิตตฺถมหาโหติเนวพาโลสรีรวา

ในหมู่มนุษย์นั้นถึงแม้เป็นเด็กถ้ามีปัญญาก็นับว่าเป็นผู้ใหญ่แต่ถ้าโง่ถึงร่างกายจะใหญ่โตก็หาเป็นผู้ใหญ่ไม่[๐๑.๑๙](๒๗/๒๕๔)


เตนโสเถโรโหติเยนสฺสปลิตํสิโร

ปริปกฺโกวโยตสฺสโมฆชิณฺโณติวุจฺจติ

คนจะชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่เพียงเพราะมีผมหงอกก็หาไม่

ถึงวัยของเขาจะหง่อมก็เรียกว่าแก่เปล่า[๐๑.๒๐](๒๕/๒๙)


ยมฺหิสจฺจญฺจธมฺโมอหึสาสญฺญโมทโม

เววนฺตมโลธีโรโสเถโรติปวุจฺจติ

ส่วนผู้ใดมีสัจจะมีธรรมมีอหิงสามีสัญญมะมีทมะผู้นั้นแลเป็นปราชญ์สลัดมลทินได้แล้วเรียกได้ว่าเป็นผู้ใหญ่


นคฺคจริยาชฏาปงฺกา

นานาสกาตณฺฑิลสายิกาวา

รโชชลฺลํอุกฺกุฏิกปฺปธานํ

โสเธนฺติมจฺจํอวิติณฺณกงฺขํ

มิใช่การประพฤติตนเป็นชีเปลือยมิใช่การเกล้าผมทรงชฎามิใช่การบำเพ็ญตบะนอนในโคลนตมมิใช่การอดอาหารมิใช่การนอนกับดินมิใช่การเอาฝุ่นทาตัวมิใช่การตั้งท่านั่งดอกที่จะทำให้คนบริสุทธิ์ได้ในเมื่อความสงสัยยังไม่สิ้น[๐๑.๒๒](๒๕/๒๐)


อลงฺกโตเจปิสมํจเรยฺย

สนฺโตทนฺโตนิยโตพฺรหฺมจารี

สพฺเพสุภูเตสุนิธายทณฺฑํ

โสพฺราหฺมโณโสสมโณภิกฺขุ

ส่วนผู้ใดถึงจะตกแต่งกายสวมใส่อาภรณ์แต่หากประพฤติชอบเป็นผู้สงบฝึกอบรมตนแน่วแน่เป็นผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐเลิกละการเบียดเบียนปวงสัตว์ทั้งหมดแล้วผู้นั้นแลจะเรียกว่าเป็นพราหมณ์เป็นสมณะหรือเป็นพระภิกษุก็ได้ทั้งสิ้น[๐๑.๒๓](๒๕/๒๐)


โยพาโลมญฺญติพาลฺยํ

ปณฺฑิโตวาปิเตนโส

พาโลปณฺฑิตมานี

เวพาโลติวุจฺจติ

ผู้ใดเป็นพาลรู้ตัวว่าเป็นพาลก็ยังนับว่าเป็นบัณฑิตได้บ้างส่วนผู้ใดเป็นพาลแต่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตผู้นั้นแลเรียกว่าเป็นพาลแท้ๆ[๐๑.๒๔](๒๕/๑๕)


สาธุโขปณฺฑิโตนามเตฺววอติปณฺฑิโต

อันว่าบัณฑิตนั้นดีแน่แต่ว่าบัณฑิตเลยเถิดไปก็ไม่ดี[๐๑.๒๕](๒๗/๙๘)


หิสพฺเพสุฐาเนสุปุริโสโหติปณฺฑิโต

อิตฺถีปิปณฺฑิตาโหติตตฺถตตฺถวิจกฺขณา

บุรุษจะเป็นบัณฑิตในทุกสถานก็หาไม่สตรีมีปัญญาหยั่งเห็นในการณ์นั้นๆก็เป็นบัณฑิต[๐๑.๒๖](๒๗/๑๑๔๑)


หิสพฺเพสุฐาเนสุปุริโสโหติปณฺฑิโต

อิตฺถีปิปณฺฑิตาโหติลหุมตฺถํวิจินฺติกา

บุรุษจะเป็นบัณฑิตในทุกสถานก็หาไม่สตรีคิดการได้ฉับไวก็เป็นบัณฑิต[๐๑.๒๗](๒๗/๑๑๔๒)

ยสํลทฺธานทุมฺเมโธอนตฺถํจรติอตฺตโน

อตฺตโนปเรสญฺจหึสายปฏิปชฺชติ

คนทรามปัญญาได้ยศแล้วย่อมประพฤติแต่การอันไม่เกิดคุณค่าแก่ตนปฏิบัติแต่ในทางที่เบียดเบียนทั้งตนและคนอื่น[๐๑.๒๘](๒๗/๑๒๒)


อุชฺฌตฺติพลาพาลา

ขุมกำลังของคนพาลคือการจ้องหาโทษของคนอื่น

นิชฺฌตฺติพลาปณฺฑิตา

ขุมกำลังของบัณฑิตคือการไตร่ตรองโดยพินิจ[๐๑.๒๙](๒๓/๑๑๗)


นินฺทนฺติตุณฺหิมาสินํ

คนนั่งนิ่งเขาก็นินทา

นินฺทนฺติพหุภาสินํ

คนพูดมากเขาก็นินทา

มิตภาณิมฺปินินฺทนฺติ

แม้แต่คนพูดพอประมาณเขาก็นินทา

นตฺถิโลเกอนินฺทิโต

คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก[๐๑.๓๐](๒๕/๒๗)


จาหุภวิสฺสติเจตรหิวิชฺชติ

เอกนฺตํนินฺทิโตโปโสเอกนฺตํวาปสํสิโต

คนที่ถูกนินทาอย่างเดียวหรือได้รับการสรรเสริญอย่างเดียวไม่เคยมีมาแล้วจักไม่มีต่อไปถึงในขณะนี้ก็ไม่มี[๐๑.๓๑](๒๕/๒๗)


ยญฺเจวิญฺญูปสํสนฺติอนุวิจฺจสุเวสุเว

โกตํนินฺทิตุมรหติ

แต่ผู้ใดวิญญูชนพิจารณาดูอยู่ทุกวันๆแล้วกล่าวสรรเสริญ … ผู้นั้นใครเล่าจะควรติเตียนเขาได้[๐๑.๓๒](๒๕/๒๗)

ครหาวเสยฺโยวิญฺญูหิยญฺเจพาลปฺปสํสนา

วิญญูชนตำหนิดีกว่าคนพาลสรรเสริญ[๐๑.๓๓](๒๖/๓๘๒)


ปริภูโตมุทุโหติอติติกฺโขเวรวา

อ่อนไปก็ถูกเขาดูหมิ่นแข็งไปก็มีภัยเวร[๐๑.๓๔](๒๗/๑๗๐๓)


อนุมชฺฌํสมาจเร

พึงประพฤติให้พอเหมาะพอดี[๐๑.๓๕](๒๗/๑๗๐๓)


. ฝึกตน-รับผิดชอบตน

สนาถาวิหรถมาอนาถา

จงอยู่อย่างมีหลักยึดเหนี่ยวใจอย่าเป็นคนไร้ที่พึ่ง[๐๒.๐๑](๒๔/๑๗)

อตฺตาหิอตฺตโนนาโถ

ตนแลเป็นที่พึ่งของตน[๐๒.๐๒](๒๕/๒๒)

อตฺตนาหิสุทนฺเตนนาถํลภติทุลฺลภํ

มีตนที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละคือได้ที่พึ่งที่หาได้ยาก[๐๒.๐๓](๒๕/๒๒)

อตฺตาหิกิรทุทฺทโม

เป็นที่รู้กันว่าตนนี่แหละฝึกได้ยาก[๐๒.๐๔](๒๕/๒๒)

อตฺตานํทมยนฺติปณฺฑิตา

บัณฑิตย่อมฝึกตน[๐๒.๐๕](๒๕/๑๖)

ฝึกตน-รับผิดชอบตน

อตฺตาสุทนฺโตปุริสสฺสโชติ

ตนที่ฝึกดีแล้วเป็นเครื่องรุ่งเรืองของคน[๐๒.๐๖](๑๕/๖๖๕)

นตฺถิอตฺตสมํเปมํ

รักอื่นเสมอด้วยรักตนไม่มี[๐๒.๐๗](๑๕/๒๙)

อตฺตาหิปรมํปิโย

ตนแลเป็นที่รักอย่างยิ่ง

ฝึกตน-รับผิดชอบตน[๐๒.๐๘](๒๓/๖๑)

อตฺตานญฺเจปิยํชญฺญานํปาเปนสํยุเช

ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รักก็ไม่ควรเอาตนนั้นไปพัวพันกับความชั่ว[๐๒.๐๙](๑๕/๓๓๖)


รกฺเขยฺยนํสุรกฺขิตํ

ควรรักษาตนนั้นไว้ให้ดี[๐๒.๑๐] (๒๕/๒๒)

อตฺตานํอุปหตฺวานปจฺฉาอญฺญวิหึสติ

คนทำร้ายตนเองก่อนแล้วจึงทำร้ายผู้อื่นภายหลัง[๐๒.๑๑] (๒๒/๓๒๕)

โยรกฺขติอตฺตานํรกฺขิโตตสฺสพาหิโร

ผู้ใดรักษาตนได้ภายนอกของผู้นั้นก็เป็นอันได้รับการรักษาด้วย[๐๒.๑๒] (๒๒/๓๒๕)

ตสฺมารกฺเขยฺยอตฺตานํอกฺขโตปณฺฑิโตสทา

ฉะนั้นบัณฑิตไม่ควรขุดโค่นความดีของตนเสียพึง

รักษาตนไว้ให้ได้ทุกเมื่อ[๐๒.๑๓] (๒๒/๓๒๕)

อตฺตนากตํปาปํอตฺตนาสงฺกิลิสฺสติ

ตนทำชั่วตัวก็เศร้าหมองเอง

อตฺตนาอกตํปาปํอตฺตนาวิสุชฺฌติ

ตนไม่ทำชั่วตัวก็บริสุทธิ์เอง[๐๒.๑๔] (๒๕/๒๒)

สุทฺธิอสุทฺธิปจฺจตฺตํ

ความบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว

นาญฺโญอญฺญวิโสธเย

คนอื่นทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้[๐๒.๑๕] (๒๕/๒๒)

นตฺถิโลเกรโหนาม

ชื่อว่าที่ลับไม่มีในโลก[๐๒.๑๖] (๒๐/๔๗๙)

อตฺตาเตปุริสชานาติสจฺจํวายทิวามุสา

แน่ะบุรุษ! จริงหรือเท็จตัวท่านเองย่อมรู้[๐๒.๑๗] (๒๐/๔๗๙)

สุกรานิอสาธูนิอตฺตโนอหิตานิ

ยํเวหิตญฺจสาธุญฺจตํเวปรมทุกฺกรํ

กรรมไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์แก่ตนทำได้ง่าย

ส่วนกรรมใดดีและเป็นประโยชน์กรรมนั้นแลทำได้ยากอย่างยิ่ง[๐๒.๑๘] (๒๕/๒๒)

กลฺยาณํวตโภสกฺขิอตฺตานํอติมญฺญสิ

ท่านเอ๋ย! ท่านก็สามารถทำดีได้ไยจึงมาดูหมิ่นตนเองเสีย[๐๒.๑๙] (๒๐/๔๗๙)

เวปิยํเมติชนินฺทตาทิโส

อตฺตํนิรงฺกจฺจปิยานิเสวติ

มัวพะวงอยู่ว่านี่ของเราชอบนี่ของเรารักแล้วปล่อยปละละเลยตนเองเสียคนอย่างนี้จะไม่ได้ประสบสิ่งที่ชอบสิ่งที่รัก[๐๒.๒๐] (๒๘/๓๗๕)

อตฺตาเสยฺโยปรมาเสยฺโย

ตนเองนี่แหละสำคัญกว่าสำคัญกว่าเป็นไหนๆ

ลพฺภาปิยาโอจิตตฺเตนปจฺฉา

ตระเตรียมตนไว้ให้ดีก่อนแล้วต่อไปก็จะได้สิ่งที่รัก[๐๒.๒๑] (๒๘/๓๗๕)

ตํชิตํสาธุชิตํยํชิตํอวชิยฺยติ

ชัยชนะใดกลับแพ้ได้ชัยชนะนั้นไม่ดี

ตํโขชิตํสาธุชิตํยํชิตํนาวชิยฺยติ

ชัยชนะใดไม่กลับแพ้ชัยชนะนั้นแลเป็นชัยชนะที่ดี[๐๒.๒๒] (๒๗/๗๐)

อตฺตาหเวชิตํเสยฺโย

ชนะตนนี่แลดีกว่า[๐๒.๒๓] (๒๕/๑๘)

โยสหสฺสํสหสฺเสนสงฺคาเมมานุเสชิเน

เอกญฺจเชยฺยมตฺตานํเวสงฺคามชุตฺตโม

ถึงผู้ใดจะชนะเหล่าชนได้พันคนพันครั้งในสงครามก็หาชื่อว่าเป็นผู้ชนะยอดเยี่ยมไม่ส่วนผู้ใดชนะตนคนเดียวได้ผู้นั้นแลชื่อว่าผู้ชนะยอดเยี่ยมในสงคราม[๐๒.๒๔] (๒๕/๑๘)

อตฺตนาโจทยตฺตานํ

จงเตือนตนด้วยตนเอง[๐๒.๒๕] (๒๕/๓๕)

ปฏิมํเสตมตฺตนา

จงพิจารณา(ตรวจสอบ) ตนด้วยตนเอง[๐๒.๒๖] (๒๕/๓๕)

ยทตฺตครหีตทกุพฺพมาโน

ติตนได้ด้วยข้อใดอย่าทำข้อนั้น[๐๒.๒๗] (๒๕/๔๐๙)

อตฺตานญฺเจตถากยิรายถญฺญมนุสาสติ

ถ้าพร่ำสอนผู้อื่นฉันใดก็ควรทำตนฉันนั้น[๐๒.๒๘] (๒๕/๒๒)

สุทสฺสํวชฺชมญฺเญสํ

โทษคนอื่นเห็นง่าย

อตฺตโนปนทุทฺทสํ

แต่โทษตนเห็นยาก[๐๒.๒๙] (๒๕/๒๘)

ปเรสํหิโสวชฺชานิโอปุนาติยถาภุสํ

โทษคนอื่นเที่ยวกระจายเหมือนโปรยแกลบ

อตฺตโนปนฉาเทติกลึวกิตวาสโฐ

แต่โทษตนปิดไว้เหมือนพรานนกเจ้าเล่ห์แฝงตัวบังกิ่งไม้[๐๒.๓๐] (๒๕/๒๘)

อตฺตานเมวปฐมํปฏิรูเปนิเวสเย

อถญฺญมนุสาเสยฺยกิลิสฺเสยฺยปณฺฑิโต

ทำตนนี่แหละให้ตั้งอยู่ในความดีอันสมควรก่อนจากนั้นจึงค่อยพร่ำสอนผู้อื่นบัณฑิตไม่ควรมีข้อมัวหมอง[๐๒.๓๑] (๒๕/๒๒)

อตฺตานํนาติวตฺเตยฺย

ไม่ควรลืมตน[๐๒.๓๒] (๒๗/๒๓๖๙)

นาญฺญนิสฺสายชีเวยฺย

ไม่พึงอาศัยผู้อื่นยังชีพ[๐๒.๓๓] (๒๕/๑๓๔)

อตฺตตฺถปญฺญาอสุจีมนุสฺสา

พวกคนสกปรกคิดเอาแต่ประโยชน์ของตัว[๐๒.๓๔] (๒๕/๒๙๖)

ปเรสํวิโลมานิปเรสํกตากตํ

ไม่ควรใส่ใจคำแสลงหูของผู้อื่นไม่ควรแส่มองธุระที่เขาทำและยังไม่ทำ

อตฺตโนอเวกฺเขยฺยกตานิอกตานิ

ควรตั้งใจตรวจตราหน้าที่ของตนนี่แหละทั้งที่ทำแล้วและยังไม่ทำ[๐๒.๓๕] (๒๕/๑๔)

อตฺตทตฺถํปรตฺเถนพหุนาปิหาปเย

การทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นถึงจะมากก็ไม่ควรให้เป็นเหตุทำลายประโยชน์ที่เป็นจุดหมายของตน

อตฺตทตฺถมภิญฺญายสทตฺถปสุโตสิยา

กำหนดประโยชน์ที่หมายของตนให้แน่ชัดแล้วพึงขวนขวายแน่วในจุดหมายของตน[๐๒.๓๖] (๒๕/๒๒)