วิเคราะห์
เนื่องจากพระปิงคิยะเป็นผู้ยิ่งด้วยศรัทธาพระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้ท่านใช้ศรัทธา นำหน้าปัญญาในการเข้าถึงธรรมคือท่านมีปัญญาเห็นแจ้งในธรรมชาติทั้งปวง (เช่น สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นต้น)อยู่ระดับหนึ่ง แล้วอาศัยศรัทธาน้อมใจเชื่อคำสอนอื่นๆ ของพระพุทธเจ้าทั้งหมดเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงลงไป จนกลายเป็นพระอรหันต์ซึ่งผู้ที่บรรลุธรรมด้วยวิธีนี้ ที่กล่าวถึงไว้ในพระไตรปิฎกมีเพียงไม่กี่รูปเท่านั้น เช่น พระวักกลิ พระภัทราวุธะ และพระอาฬวีโคดมรวมถึงพระปิงคิยะรูปนี้ด้วย.

พระวักกลิ
ย่อความจากพระไตรปิฎก : พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 ขุททกนิกายอปทาน ภาค 2 วักกลิเถราปทานสูตร

[๑๒๒] ... (ท่านพระวักกลิเถระได้เล่าประวัติของท่านเองดังนี้) ...ได้เกิดในสกุลหนึ่งในพระนครสาวัตถีมารดาของเราถูกภัยปีศาจคุกคาม มีใจหวาดกลัว จึงให้เราผู้ละเอียดอ่อนเหมือนเนยข้นนุ่มนิ่มเหมือนใบไม้อ่อนๆ ซึ่งยังนอนหงายให้นอนลงแทบบาทมูลของพระผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ กราบทูลว่า ข้าแต่พระโลกนาถหม่อมฉันขอถวาย ทารกนี้แด่พระองค์ ข้าแต่พระโลกนายกขอพระองค์จงทรงเป็นที่พึ่งของเขาด้วยเถิด
ครั้งนั้นสมเด็จพระมุนีผู้เป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์ผู้หวาดกลัวพระองค์ได้ทรงรับเราด้วยฝ่าพระหัตถ์อันอ่อนนุ่ม มีตาข่ายอันท่านกำหนดด้วยจักร
จำเดิมแต่นั้นมาเราก็เป็นผู้ถูกรักษาโดยพระพุทธเจ้า จึงเป็นผู้พ้นจากความป่วยไข้ทุกอย่างอยู่โดยสุขสำราญ เราเว้นจากพระสุคตเสียเพียงครู่เดียวก็กระสัน

พออายุได้ ๗ ขวบ เราก็ออกบวชเป็นบรรพชิตเราเป็นผู้ไม่อิ่มด้วยการดูพระรูปอันประเสริฐ เกิดพระบารมีทุกอย่าง มีดวงตาสีเขียวล้วนเกลื่อนกล่นไปด้วยวรรณสันฐานอันงดงาม
ครั้งนั้น พระพิชิตมารทรงทราบว่าเรายินดีในพระพุทธรูป จึงได้ตรัสสอนเราว่า อย่าเลยวักกลิประโยชน์อะไรในรูปที่น่าเกลียดซึ่งชนพาลชอบเล่า ก็บัณฑิตใดเห็นสัทธรรมบัณฑิตนั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ไม่เห็นสัทธรรม ถึงจะเห็นเราก็ชื่อว่าไม่เห็นกายมีโทษไม่สิ้นสุด เปรียบเสมอด้วยต้นไม้มีพิษ เป็นที่อยู่ของโรคทุกอย่างล้วนเป็นที่ประชุมของทุกข์ เพราะฉะนั้น ท่านจงเบื่อหน่ายในรูปพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลายจักถึงที่สุดแห่งสรรพกิเลสได้โดยง่าย
เราอันสมเด็จพระโลกนายกผู้แสวงหาประโยชน์พระองค์นั้นทรงพร่ำสอนอย่างนี้ ได้ขึ้นภูเขาคิชฌกูฏ เพ่งดูอยู่ที่ซอกเขาพระพิชิตมารผู้มหามุนีประทับยืนอยู่ที่เชิงเขา เมื่อจะทรงปลอบโยนเรา
ได้ตรัสเรียกว่า วักกลิเราได้ฟังพระดำรัสนั้นเข้าก็เบิกบาน ครั้งนั้นเราวิ่งลงไปที่เงื้อมเขาสูงหลายร้อยชั่วบุรุษแต่ถึงแผ่นดินได้โดยสะดวกทีเดียวด้วยพุทธานุภาพ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมเทศนาคือ ความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งขันธ์ ทั้งหลายอีก เรารู้ธรรมนั้นทั่วถึงแล้วจึงได้บรรลุอรหัต
... เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
จบวักกลิเถราปทาน.

>>>>> พระวักกลิรูปนี้ได้รับการรับรองจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวกของพระองค์ทั้งหลายในด้านเป็นผู้พ้นจากกิเลสได้ด้วยศรัทธา (พระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก เล่ม 12 อังคุตตรนิกาย ข้อ 147)

พระวักกลิ (อีกรูปหนึ่ง)
ย่อความจากพระไตรปิฎก : พระสุตตันตปิฎก เล่ม 9 สังยุตตนิกายขันธวารวรรควักกลิสูตร

ว่าด้วยการเห็นธรรมชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า

[๒๑๕] สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์.สมัยนั้นแล ท่านพระวักกลิอาพาธ มีทุกข์ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนาพักอยู่ที่นิเวศน์ของนายช่างหม้อ.
ครั้งนั้น ท่านพระวักกลิเรียกภิกษุผู้อุปัฏฐากทั้งหลายมา แล้วกล่าวว่า มาเถิดอาวุโส ท่านทั้งหลายจงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ จงถวายบังคมพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้าตามคำของเราแล้ว ทูลว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนาท่านถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า และพวกท่านจงทูลอย่างนี้ว่าพระเจ้าข้า ได้ยินว่า ท่านขอประทานวโรกาส ขอทูลเชิญพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์เสด็จเข้าไปหาท่านวักกลิถึงที่อยู่เถิด.
ภิกษุเหล่านั้น รับคำท่านวักกลิแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า พระเจ้าข้าวักกลิภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนัก ... ฯลฯ ... พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ.

[๒๑๖] ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคทรงครองผ้าแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปหาท่านพระวักกลิถึงที่อยู่ท่านพระวักกลิได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ครั้นเห็นแล้ว ก็ลุกขึ้นจากเตียง.ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระวักกลิว่า อย่าเลยวักกลิเธออย่าลุกจากเตียงเลย อาสนะเหล่านี้ ที่เขาปูลาดไว้มีอยู่ เราจะนั่งที่อาสนะนั้น.พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้.
ครั้นแล้วได้ตรัสถามท่านพระวักกลิว่า ดูกรวักกลิ เธอพอทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือทุกขเวทนานั้น ปรากฏว่าทุเลาลง ไม่กำเริบขึ้นหรือ.
ท่านพระวักกลิกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทนไม่ไหว ไม่สามารถยังอัตภาพให้เป็นไปได้ทุกขเวทนาของข้าพระองค์แรงกล้า มีแต่กำเริบขึ้น ไม่ทุเลาลงเลยทุกขเวทนาปรากฏว่ากำเริบขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย.
พ.ดูกรวักกลิ เธอไม่มีความรำคาญ ไม่มีความเดือดร้อนอะไรบ้างหรือ?
ว.พระเจ้าข้า ที่แท้จริง ข้าพระองค์มีความรำคาญไม่น้อยมีความเดือดร้อนอยู่ไม่น้อยเลย.
พ.ดูกรวักกลิก็ตัวเธอเอง ไม่ติเตียนตนเองได้โดยศีลบ้างหรือ?
ว.พระเจ้าข้า ตัวข้าพระองค์เอง จะติเตียนได้โดยศีลก็หาไม่.
พ.ดูกรวักกลิถ้าหากว่า ตัวเธอเองติเตียนตนเองโดยศีลไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเธอจะมีความรำคาญและมีความเดือดร้อนอะไร?
ว.พระเจ้าข้า จำเดิมแต่กาลนานมาแล้ว ข้าพระองค์ประสงค์จะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแต่ว่าในร่างกายของข้าพระองค์ไม่มีกำลังพอที่จะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้.
พ.อย่าเลย วักกลิ ร่างกายอันเปื่อยเน่าที่เธอเห็นนี้จะมีประโยชน์อะไร? ดูกรวักกลิผู้ใดแล เห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นธรรม. วักกลิเป็นความจริง บุคคลเห็นธรรม ก็ย่อมเห็นเรา บุคคลเห็นเราก็ย่อมเห็นธรรม. วักกลิเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ว.ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ.ก็สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ว.เป็นทุกข์พระเจ้าข้า.
พ.ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรานั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ว.ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ.เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ว.ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ.ก็สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ว.เป็นทุกข์พระเจ้าข้า.
พ.ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรานั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ว.ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ.เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมทราบชัดว่า ฯลฯกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคตรัสสอนท่านพระวักกลิ ด้วยพระโอวาทนี้แล้ว ทรงลุกจากอาสนะเสด็จไปยังภูเขาคิชฌกูฏ.

[๒๑๗] ครั้งนั้นแล พระวักกลิเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน ได้เรียกภิกษุอุปัฏฐากทั้งหลายมาแล้วกล่าวว่า มาเถิด อาวุโส ท่านจงช่วยอุ้มเราขึ้นเตียงแล้วหามไปยังวิหารกาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ ก็ภิกษุผู้เช่นกับเรา ไฉนเล่าจะพึงสำคัญว่าตนพึงทำกาละ ในละแวกบ้านเล่า? ภิกษุอุปัฏฐากเหล่านั้นรับคำท่านวักกลิ แล้วอุ้มท่านพระวักกลิขึ้นเตียงหามไปยังวิหารกาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ.

[๒๑๘] ครั้นพอราตรีนั้นผ่านไปพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า มาเถิด ภิกษุทั้งหลายจงพากันเข้าไปหาวักกลิภิกษุถึงที่อยู่ ครั้นแล้วจงบอกวักกลิภิกษุอย่างนี้ว่าอาวุโสวักกลิ ท่านจงฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคและคำของเทวดา ๒ องค์ อาวุโส ณราตรีนี้ เมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว เทวดา ๒ องค์ ผู้มีฉวีวรรณงดงามทำภูเขาคิชฌกูฏให้สว่างทั่วไปทั้งหมด เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วเทวดาองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุคิดเพื่อความหลุดพ้น เทวดาอีกองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้าก็วักกลิภิกษุนั้น หลุดพ้นดีแล้ว จักหลุดพ้นได้แน่แท้. อาวุโสวักกลิแต่ว่าพระผู้มีพระภาค ตรัสกะท่านอย่างนี้ว่า อย่ากลัวเลย วักกลิ อย่ากลัวเลย วักกลิจักมีความตายอันไม่ต่ำช้าแก่เธอจักมีกาลกิริยาอันไม่เลวทรามแก่เธอ.
ภิกษุเหล่านั้นรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาท่านพระวักกลิถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านวักกลิว่า อาวุโสวักกลิ ท่านจงฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคและคำของเทวดา ๒ องค์.

[๒๑๙] ครั้งนั้นแลท่านพระวักกลิเรียกภิกษุอุปัฏฐากทั้งหลายมาแล้วกล่าวว่า มาเถิด อาวุโสท่านจงช่วยกันอุ้มเราลงจากเตียง เพราะว่าภิกษุผู้เช่นกับเรานั่งบนอาสนะสูงแล้วจะพึงสำคัญว่าตนควรฟังคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคนั้นอย่างไรเล่า?
ภิกษุเหล่านั้นรับคำของท่านพระวักกลิแล้วก็ช่วยกันอุ้มท่านพระวักกลิลงจากเตียง แล้วกล่าวว่า ณ ราตรีนี้เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดา ๒ องค์ ฯลฯ ได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง.ครั้นแล้ว เทวดาองค์หนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุคิดเพื่อความหลุดพ้น เทวดาอีกองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้าก็วักกลิภิกษุนั้น หลุดพ้นแล้ว จักหลุดพ้นได้แน่แท้. อาวุโสวักกลิแต่ว่าพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงท่านอย่างนี้ว่า อย่ากลัวเลย วักกลิ อย่ากลัวเลยวักกลิ จักมีความตายอันไม่ต่ำช้าแก่เธอจักมีกาลกิริยาไม่เลวทรามแก่เธอ.
พระวักกลิกล่าวว่า อาวุโส ถ้าเช่นนั้นท่านจงช่วยถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาค ด้วยเศียรเกล้า ตามคำของผมด้วยว่าพระเจ้าข้า วักกลิภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนักได้รับทุกขเวทนาเธอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าและยังได้สั่งมากราบทูลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้าข้าพระองค์ไม่เคลือบแคลงว่ารูปไม่เที่ยง ไม่สงสัยว่าสิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ ไม่สงสัยว่าสิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาความพอใจก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความรักใคร่ก็ดี ในสิ่งนั้น มิได้มีแก่ข้าพระองค์.ข้าพระองค์ ไม่เคลือบแคลงว่า เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณไม่เที่ยงไม่สงสัยว่าสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ไม่สงสัยว่าสิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความพอใจก็ดี กำหนัดก็ดี ความรักใคร่ก็ดีในสิ่งนั้น มิได้มีแก่ข้าพระองค์ ดังนี้.
ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระวักกลิแล้วหลีกไป ครั้งนั้น เมื่อภิกษุเหล่านั้นหลีกไปไม่นานท่านพระวักกลิก็นำเอาศาตรามา.

[๒๒๐] ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ นั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วักกลิภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนักได้รับทุกขเวทนา ท่านขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าและยังได้สั่งมากราบทูลอย่างนี้ว่า ... ฯลฯ ...

[๒๒๑] ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา รับสั่งว่า มาไปกันเถิด ภิกษุทั้งหลายเราจะพากันไปยังวิหารกาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิซึ่งเป็นที่ที่วักกลิกุลบุตรนำเอาศาตรามา. ภิกษุเหล่านั้นรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จไปยังวิหารกาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ พร้อมด้วยภิกษุเป็นจำนวนมาก. ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระวักกลินอนคอบิดอยู่บนเตียงแต่ไกลเทียว.
ก็สมัยนั้นแล ปรากฏเป็นกลุ่มควันกลุ่มหมอก ลอยไปทางทิศบูรพา ทิศปัจจิม ทิศอุดร ทิศทักษิณ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำและอนุทิศ. ลำดับนั้นเอง พระผู้มีพระภาคก็ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายมองเห็นกลุ่มควัน กลุ่มหมอก ลอยไปทางทิศบูรพา ฯลฯและอนุทิศหรือไม่?
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า เห็น พระเจ้าข้า.
พ.ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นแหละคือมารใจหยาบช้าค้นหาวิญญาณของวักกลิกุลบุตร ด้วยคิดว่าวิญญาณของวักกลิกุลบุตร ตั้งอยู่ ณที่แห่งไหนหนอ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย วักกลิกุลบุตรมีวิญญาณไม่ได้ตั้งอยู่ปรินิพพานแล้ว.
จบวักกลิสูตร.
วิเคราะห์

"ผู้ใดแล เห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเราผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นธรรม."ทั้งนี้เพราะพระพุทธเจ้าที่แท้จริงแล้วไม่ใช่เป็นที่พระวรกายของพระองค์แต่เป็นที่พระปัญญาธิคุณที่ทรงเห็นสิ่งต่างๆ ตามสภาวะที่แท้จริง (คือความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา) ด้วยตัวพระองค์เอง อันเป็นผลให้พ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง ต่างหาก
ดังนั้น ผู้ที่เกิดปัญญาเช่นนั้นขึ้นมาแล้วได้ดวงตาเห็นธรรม เช่นเดียวกับที่ทำให้พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าแล้วได้เห็นสภาวะที่แท้จริงของพระองค์แล้วจึงจะได้ชื่อว่าเห็นพระองค์
ส่วนผู้ที่ได้เห็นเพียงพระวรกายของพระองค์โดยไม่เคยเกิดปัญญาเห็นธรรมเลย (ยังเป็นปุถุชน คือผู้ที่หนาด้วยกิเลสอยู่)ย่อมได้ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า เพียงอาการสมมติเท่านั้นและเขาย่อมไม่อาจคาดเดาได้อย่างชัดเจน ว่าพระพุทธเจ้าที่แท้นั้นเป็นอย่างไร

การฆ่าตัวตายโดยทั่วไปแล้ว เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิเพราะเป็นสิ่งที่มีโทษมาก เนื่องจากการที่คนทั่วไปจะฆ่าตัวตายได้นั้นในขณะนั้นจิตจะต้องอยู่ในสภาวะของโทสะ (ความโกรธ ความขัดเคืองใจ ความผิดหวังความเสียใจ ฯลฯ) อย่างแรงกล้า จึงจะสามารถทำลายชีวิตอันเป็นที่รักยิ่งของตนเองได้เมื่อใกล้จะตายเมื่อจิตอยู่ในสภาวะเช่นนั้นเมื่อตายไปแล้วก็ย่อมจะต้องไปเกิดในภพภูมิที่เร่าร้อน เช่นนรกภูมิอย่างแน่นอนทั้งนี้เพราะ เมื่อตายแล้วจะไปเกิดในภูมิใดนั้นขึ้นกับสภาพจิตตอนใกล้ตายที่เรียกว่ามรณาสันนวิถีเป็นสำคัญ คือถ้าขณะนั้นจิตมีสภาพเป็นอย่างไรก็จะส่งผลให้ไปเกิดใหม่ ในภูมิที่มีสภาพใกล้เคียง กับสภาพจิตนั้นมากที่สุด
แต่มีการฆ่าตัวตายชนิดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตำหนิคือการฆ่าตัวตายที่ไม่ต้องเกิดใหม่อีกซึ่งมีภิกษุหลายรูปได้ทำเช่นนี้โดยที่ส่วนใหญ่จะอาศัยการพิจารณาทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นก่อนตายเพื่อละความยินดีพอใจในการเกิดใหม่ รวมถึงความยินดีพอใจและความยึดมั่นถือมั่นในรูปนามทั้งหลายลงไป เพราะเห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากรูปนามนั้น

พระโสณะ
ย่อความจากพระไตรปิฎก : พระวินัยปิฎก เล่ม ๕มหาวรรค ภาค ๒จัมมขันธกะ

เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร


[๑] โดยสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์.


..... ก็สมัยนั้น ในเมืองจัมปา มีเศรษฐีบุตรชื่อโสณโกฬิวิสโคตร เป็นสุขุมาลชาติที่ฝ่าเท้าทั้งสองของเขามีขนงอกขึ้น .....
เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะออกบวช


[๒] ครั้งนั้นเศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า ด้วยวิธีอย่างไรๆเราจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัดแล้ว ทำไม่ได้ง่าย ไฉนหนอ เราพึงปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต


..... เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะได้รับบรรพชาอุปสมบทในพุทธสำนักแล้ว ก็แลท่านพระโสณะอุปสมบทแล้วไม่นาน ได้พำนักอยู่ ณ ป่าสีตวันท่านปรารภความเพียรเกินขนาด เดินจงกรมจนเท้าทั้ง ๒ แตกสถานที่เดินจงกรมเปื้อนโลหิต ดุจสถานที่ฆ่าโค ฉะนั้น.
ครั้งนั้นท่านพระโสณะไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่าบรรดาพระสาวกของพระผู้มีพระภาค ที่ปรารภความเพียรอยู่ เราก็เป็นรูปหนึ่งแต่ไฉนจิตของเราจึงยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นเล่าสมบัติในตระกูลของเราก็ยังมีอยู่ เราอาจบริโภคสมบัติและบำเพ็ญกุศล ถ้ากระไรเราพึงสึกเป็นคฤหัสถ์แล้วบริโภคสมบัติ และบำเพ็ญกุศล
ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่านด้วยพระทัยแล้ว .....


..... คราวนั้น พระองค์พร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก เสด็จเที่ยวจาริกตามเสนาสนะได้เสด็จเข้าไปทางสถานที่เดินจงกรมของท่านพระโสณะได้ทอดพระเนตรเห็นสถานที่เดินจงกรมเปื้อนโลหิตครั้นแล้วจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายสถานที่เดินจงกรมแห่งนี้ของใครหนอ เปื้อนโลหิต เหมือนสถานที่ฆ่าโคภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ท่านพระโสณะปรารภความเพียรเกินขนาด เดินจงกรมจนเท้าทั้ง ๒แตก สถานที่เดินจงกรมแห่งนี้ของท่านจึงเปื้อนโลหิต ดุจสถานที่ฆ่าโค ฉะนั้นพระพุทธเจ้าข้า.
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าไปทางที่อยู่ของท่านพระโสณะครั้นแล้วประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่จัดไว้ถวายแม้ท่านพระโสณะก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่งเฝ้าอยู่.
ตั้งความเพียรสม่ำเสมอเทียบเสียงพิณ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระโสณะผู้นั่งเฝ้าอยู่ว่าดูกรโสณะ เธอไปในที่สงัด หลีกเร้นอยู่ได้มีความปรีวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่าบรรดาพระสาวกของพระผู้มีพระภาค ที่ปรารภความเพียรอยู่ เราก็เป็นรูปหนึ่ง แต่ไฉนจิตของเราจึงยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นเล่าสมบัติในตระกูลของเราก็ยังมีอยู่ เราอาจบริโภคสมบัติและบำเพ็ญกุศล ถ้ากระไรเราพึงสึกเป็นคฤหัสถ์ แล้วบริโภคสมบัติและบำเพ็ญกุศล ดังนี้มิใช่หรือ?
ท่านพระโสณะทูลรับว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า
ภ.ดูกรโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนเมื่อครั้งเธอยังเป็นคฤหัสถ์ เธอฉลาดในเสียงสายพิณ มิใช่หรือ?
โส.อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
ภ.ดูกรโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนคราวใดสายพิณของเธอตึงเกินไปคราวนั้นพิณของเธอมีเสียงหรือใช้การได้บ้างไหม?
โส.หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ.ดูกรโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนคราวใดสายพิณของเธอหย่อนเกินไปคราวนั้นพิณของเธอมีเสียงหรือใช้การได้บ้างไหม?
โส.หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ.ดูกรโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนคราวใดสายพิณของเธอไม่ตึงนัก ไม่หย่อนนัก ตั้งอยู่ในคุณภาพสม่ำเสมอ คราวนั้นพิณของเธอมีเสียงหรือใช้การได้บ้างไหม?
โส.เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
ภ.ดูกรโสณะเหมือนกันนั่นแลความเพียรที่ปรารภเกินไปนักย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่ย่อหย่อนนัก ก็เป็นไปเพื่อเกียจคร้านเพราะเหตุนั้นแล เธอจงตั้งความเพียรแต่พอเหมาะจงทราบข้อที่อินทรีย์ทั้งหลายเสมอกัน (อินทรีย์ 5 = ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิปัญญา : เสมอกัน คือมีความสมดุลกัน ทำงานเกื้อหนุนกันอย่างพอเหมาะ - ธัมมโชติ)และจงถือนิมิตในความสม่ำเสมอนั้น
โส.จะปฏิบัติตามพระพุทธโอวาทอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า .....