นาคเทวีตามหาพระสวามี

ฝ่ายนางสุมนาเทวีระลึกถึงว่าสามีที่รักของเราเสด็จไปนานนักหนาจนป่านนี้ยังไม่เสด็จมาที่นี่เลย  ครบหนึ่งเดือนพอดี  จักมีเหตุเภทภัยอะไรหนอดังนี้แล้วจึงไปตรวจดูสระโบกขรณี  เห็นมีน้ำสีแดงดังโลหิตก็ทราบว่าชะรอยสามีของตนจักถูกหมองูจับเอาไป  จึงออกจากนาคพิภพไปตรวจดูใกล้จอมปลวกเห็นร่องรอยที่พระมหาสัตว์ถูกหมองูจับ  และทำให้ลำบาก  แล้วทรงกันแสงร่ำไห้คร่ำครวญ  ดำเนินไปยังปัจจันตคามสอบถามดูสดับข่าวความเป็นไปนั้นแล้วติดตามไปจนถึงเมืองพาราณสี  ยืนกันแสงอยู่ที่กลางอากาศในท่ามกลางบริษัท  ณ  ประตูพระราชวัง

พระมหาสัตว์กำลังฟ้อนรำถวายพระราชาเหลือบแลดูอากาศเห็นนางสุมนาเทวีแล้วละอายพระทัยเลื้อยเข้าไปนอนขดในกระโปรงเสีย  ในเวลาที่พระมหาสัตว์เลื้อยเข้าไปสู่กระโปรงแล้ว  พระราชาทรงพระดำริว่า  นี่เหตุอะไรกันเล่าหนอ  จึงทอดพระเนตรแลดูทางโน้นทางนี้เห็นนางสุมนาเทวียืนอยู่บนอากาศจึงตรัสว่า “ท่านเป็นใคร  งามผ่องใสดุจสายฟ้า  และอุปมาเหมือนดาวประจำรุ่ง  เราไม่รู้จักท่านว่าเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์หรือเป็นหญิงมนุษย์”

นางสุมนาทูลว่า “ข้าแต่พระมหาราชาหม่อมฉันหาใช่เทพธิดาหรือคนธรรพ์หรือหญิงมนุษย์ไม่  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  หม่อมฉันเป็นนางนาคกัญญาอาศัยเหตุอย่างหนึ่ง  จึงได้มาในพระนครนี้
  “ดูก่อนนางนาคกัญญาท่านมีอาการเหมือนคนมีจิตฟั่นเฟือน  มีอินทรีย์อันเศร้าหมองดวงเนตรของท่านไหลนองไปด้วยหยาดน้ำตา  อะไรของท่านหายหรือว่าท่านปรารถนาอะไรจึงได้มาในเมืองนี้  เชิญท่านบอกมาเถิด”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน  มหาชนชาวโลกเรียกร้องสัตว์ใดว่าอุรคชาติผู้มีเดชอันสูงในมนุษยโลก เขาเรียกสัตว์นั้นว่านาค  บุรุษคนนี้จับนาคนั้นมา  เพื่อต้องการเลี้ยงชีพ  นาคนั้นแหละเป็นสามีของหม่อมฉัน  ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคนั้นเสียจากที่คุมขังเถิดเพค่ะ
  พระราชาสงสัยจึงตรัสถามว่า  “ดูก่อนนางนาคกัญญานาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า  ไฉนจึงมาถึงเงื้อมมือของชายวณิพกได้เล่า  เราจะใคร่รู้ถึงการที่นาคราชถูกกระทำจนถูกจับมาได้ขอท่านจงบอกความข้อนั้นแก่เราเถิด”

นางสุมนาทูลตอบว่า “นาคราชนั้นประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า  พึงทำแม้นครให้เป็นภัสมธุลีไปได้  แต่เพราะนาคราชนั้น  เคารพนบนอบธรรม จึงได้บากบั่นบำเพ็ญตบะ” พระราชาตรัสถามต่อไปอีกว่า “ไฉนนาคราชจึงยอมให้บุรุษนี้จับมาได้เล่า” 

นางสุมนาเทวีเมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบจึงกล่าวคาถาความว่า “ข้าแต่องค์ราชันย์  นาคราชนี้มีปกติรักษาจาตุททสีอุโบสถและปัณณรสีอุโบสถ  นอนอยู่ใกล้ทางสี่แพร่ง  บุรุษหมองูจับนาคราชนั้นมาด้วยต้องการหาเลี้ยงชีพ  นาคราชนี้เป็นสามีของหม่อมฉันขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังเถิด”ครั้นนางนาคกัญญาสุมนาเทวีทูลอย่างนี้แล้ว  เมื่อจะทูลอ้อนวอนพระราชาซ้ำอีก  ได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า  “สนมนารีถึงหมื่นหกพันนาง ล้วนสวมใส่กุณฑล  แก้วมณี  บันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์  แม้สนมนารีเหล่านั้น  ก็ยึดถือนาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราชนั้นโดยธรรม  ปราศจากกรรมอันสาหัส  ด้วยบ้านส่วยร้อยบ้าน  ทองร้อยแท่ง  และโคร้อยตัว  ขอนาคราชผู้แสวงบุญ  จงเหยียดกายได้ตรงเที่ยวไป  จงพ้นจากที่คุมขังเถิด”

พระราชาได้สดับคาถาของนางนาคกัญญาจึงให้ปล่อยปล่อยนาคราชไปนาคราชออกมาแล้วเลื้อยเข้าไประหว่างกองดอกไม้  ละอัตภาพนั้นเสียแล้วกลายเพศเป็นมาณพน้อยตบแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับอันงดงามคล้ายกับชำแรกดินออกมายืนอยู่ฉะนั้น  นางสุมนาเทวีลอยลงมาจากอากาศ  ยืนเคียงข้างพระภัสดาของตนนาคราชได้ยืนประคองอัญชลีนอบน้อมพระราชาอยู่

พญานาคเชิญพระเจ้ากาสิกราชชมเมือง


  จัมเปยยนาคราชเมื่อหลุดพ้นจากที่คุมขังแล้วจึงกราบทูลพระราชาว่าข้าแต่พระเจ้ากาสิกราช  ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงผดุงกาสิกรัฐให้รุ่งเรือง  ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ข้าพระพุทธเจ้าขอประคองอัญชลี แด่พระองค์ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ของข้าพระพุทธเจ้าเถิดพระเจ้าข้า

พระราชาตรัสตอบว่า  ดูก่อนนาคราช  แท้จริงคนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับอมนุษย์ว่าพึงคุ้นเคยกันได้ยาก  ถ้าท่านขอร้องเราถึงเรื่องนั้น  เราก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน
    พระมหาสัตว์เมื่อจะทำสัตย์สาบาน  เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อถือ  ได้ตรัสพระคาถาว่า  “ข้าแต่พระราชา แม้ถึงว่าลมจะพึงพัดภูเขาไปได้ก็ดี  พระจันทร์และพระอาทิตย์จะพึงเผาผลาญแผ่นดินก็ดี  แม่น้ำทุกสายพึงไหลทวนกระแสก็ดี  ถึงกระนั้นข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย  ข้าแต่พระราชา  ท้องฟ้าจะทำลายไป  ทะเลจะเหือดแห้งไป  มหาปฐพีมีนามว่าภูตธราและพสุนธราจะพึงม้วนได้เมรุบรรพตอันหนาแน่นด้วยศิลาจะพึงถอนไปทั้งรากข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย”

เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว  พระราชาก็มิได้ทรงเชื่อ  จึงตรัสพระคาถาอีกว่า“เธอเป็นผู้มีพิษร้ายแรงยิ่ง  มีเดชมาก ทั้งโกรธง่าย  เธอหลุดพ้นจากที่คุมขังไปได้  ก็เพราะเหตุที่เราช่วยเหลือ  เธอควรจะรู้บุญคุณที่เราทำไว้แก่เธอ

พระมหาสัตว์เมื่อจะทำสัตย์สาบานเพื่อให้พระราชาทรงเชื่อต่อไป จึงกล่าวคาถา  ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าถูกคุมขังอยู่ในกระโปรงเกือบจะถึงความตาย  จักไม่รู้จักอุปการคุณที่พระองค์ทรงกระทำแล้วเช่นนั้น  ก็ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจงหมกไหม้อยู่ในนรกอันแสนร้ายกาจ  อย่าได้รับความสำราญกายสักหน่อยหนึ่งเลย

พระราชาทรงเชื่อถ้อยคำของพระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงชมเชยจึงตรัสพระคาถาว่า “คำปฏิญาณของเธอนั้น จงเป็นคำสัตย์จริง  เธออย่าได้มีความโกรธ  อย่าผูกโกรธไว้  ขอสุบรรณทั้งหลายจงละเว้นนาคสกุลของท่านทั้งมวล  เหมือนผู้เว้นไฟในฤดูร้อนฉะนั้นแม้พระมหาสัตว์เจ้าเมื่อจะชมเชยพระราชาจึงกล่าวคาถาอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน  พระองค์ทรงเอ็นดูนาคสกุล  เหมือนมารดาผู้เอ็นดูบุตรคนเดียวผู้เป็นสุดที่รักฉะนั้นข้าพระพุทธเจ้ากับ นาคสกุลจะขอกระทำเวยยาวฏิกกรรม  อย่างโอฬารแด่พระองค์

พระราชาเสด็จนาคพิภพ

พระราชาได้เสด็จไปยังภพพญานาคด้วยขบวนเสด็จใหญ่  พนักงานเภรี  ตะโพน บัณเฑาะว์  และแตรสังข์ ของพระเจ้าอุคคเสนราช  มาพร้อมหน้ากัน  พระราชาทรงแวดล้อมด้วยสนมนารีเสด็จไปในท่ามกลางหมู่สนมนารีงามสง่ายิ่งนัก

ในกาลเมื่อพระเจ้าพาราณสี  เสด็จออกจากพระนครไปพระมหาสัตว์เจ้าทรงบันดาลนาคพิภพให้ปรากฏมีกำแพงแก้ว  7 ประการ  และประตูป้อมคู  หอรบแล้วนิรมิตบรรดาที่จะเสด็จไปยังนาคพิภพ  ให้ประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับงดงาม ด้วยอานุภาพของตน  พระราชาพร้อมด้วยราชบริพารเสด็จเข้าไปยังนาคพิภพโดยมรรคานั้น  ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาคและปราสาทราชวัง  น่ารื่นเริง  บันเทิงพระทัย 
  พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น  จึงตรัสว่าพระเจ้ากรุงกาสีวัฒนราช  ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาคอันงามวิจิตรลาดแล้วด้วยทรายทอง ทั้งสุวรรณปราสาทก็ปูลาดไปด้วยแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์  พระองค์เสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์  ของจัมเปยยนาคราชมีรัศมี  อภาสดังแสงอาทิตย์แรกอุทัยรุ่งเรืองไปด้วยรัศมีประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ

พระเจ้ากาสิกราชทรงทอดพระเนตรจนทั่วนิเวศน์ของจัมเปยยนาคราชอันดารดาษไปด้วยพฤกษชาตินานาชนิด  หอมฟุ้งขจรไปด้วยทิพยสุคนธ์อบอวลล้วนวิเศษ

เมื่อพระเจ้ากาสิกราชเสด็จเข้าไปในนิเวศน์ของท้าวจัมเปยยนาคราช  เหล่าทิพยดนตรี  ก็ประโคมขับบรรเลงทั้งนางนาคกัญญาทั้งหลายก็ฟ้อนรำ ขับร้อง

พระเจ้ากาสิกราชเสด็จขึ้นนิเวศน์ซึ่งมีหมู่นางนาคกัญญาตามเสด็จ ทรงพอพระทัย  ประทับนั่ง ณพระสุวรรณแท่นทองอันมีพนักไล้ทาด้วยแก่นจันทน์ทิพย์

มนุษยโลกประเสริฐกว่านาคพิภพ

พระราชาได้เห็นบ้านเมืองอันสวยงามของพญานาคจึงสอบถามและได้คำตอบจากจัมเปยยนาคราชว่าข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน  ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบะธรรมเพราะเหตุแห่งบุตรทรัพย์ หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุก็หาไม่  แต่เพราะข้าพระพุทธเจ้าปรารถนากำเนิดมนุษย์ ฉะนั้น จึงได้บากบั่นมุ่งมั่นบำเพ็ญสมณธรรม
  เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาเมื่อจะทรงทำการชมเชย  จึงตรัสพระคาถาว่า “ท่านมีดวงเนตรแดง มีรัศมีส่องแสงสว่าง ประดับตกแต่งแล้วปลงเกศาและมัสสุแล้ว ประพรมด้วยจุรณจันทน์แดง  ฉายแสงไปทั่วทิศ  ดังคนธรรพราชฉะนั้นท่านเป็นผู้ประกอบด้วยเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เพรียบพร้อมไปด้วยสรรพกามารมณ์ดูก่อนท่านนาคราช  เราขอถามเนื้อความนี้กะท่าน  มนุษยโลกประเสริฐกว่านาคพิภพด้วยเหตุไร
  ลำดับนั้น พระยานาคราช  เมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบจึงกราบทูลว่า  “ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน  เว้นมนุษยโลกเสียแล้วความบริสุทธิ์หรือความสำรวมย่อมไม่มีเลย  ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบะธรรมด้วยตั้งใจว่าเราได้กำเนิดมนุษย์แล้วจักทำที่สุดแห่งชาติและมรณะได้”

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้วตรัสพระคาถาความว่า ชนเหล่าใดมีปัญญาเป็นพหูสูต  ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก  ชนเหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียว  ดูก่อนพระยานาคราชเราได้เห็นนางนาคกัญญาทั้งหลายของท่านและตัวท่านแล้ว  จักทำบุญให้มาก

พญานาคราชกราบทูลพระราชาว่าชนเหล่าใดมีปัญญาเป็นพหูสูต  ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมากชนเหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียว  ข้าแต่พระมหาราชาพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนางนาคกัญญา  และตัวข้าพระพุทธเจ้าแล้ว  ขอจงบำเพ็ญบุญให้มากเถิด

ครั้นพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว  พระเจ้าอุคคเสนะ  ทรงมีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปยังมนุษยโลกจึงตรัสอำลาว่าดูก่อนท่านนาคราชเรามาอยู่ก็เป็นเวลานาน  จำจักต้องลากลับไปยังมนุษยโลก
  พระมหาสัตว์เจ้าจึงทูลท้าวเธอว่าขอเดชะพระมหาราชเจ้าถ้าเช่นนั้นพระองค์โปรดเลือกถือเอาทรัพย์สมบัติไปตามพระประสงค์เถิด  เมื่อจะทรงแสดงทรัพย์สมบัติ  จึงกราบทูลว่ากองเงินและกองทองของข้าพระพุทธเจ้านี้มากมาย สูงประมาณเท่าต้นตาล  พระองค์จงตรัสสั่งให้พวกราชบุรุษนี้ไปจากนาคพิภพนี้แล้วจงตรัสสั่งให้สร้างพระราชวังด้วยทองคำ  ให้สร้างกำแพงด้วยเงินเถิด นี้กองแก้วมุกดาอันเจือปนด้วยแก้วไพฑูรย์ห้าพันเล่มเกวียน  พระองค์จงตรัสสั่งให้ราชบุรุษขนไปจากนาคพิภพนี้แล้วให้ลาดลง ณภูมิภาคภายในพระราชฐานภูมิภาคภายในพระราชฐานก็จักสะอาดปราศจากเปลือกตมและละอองธุลี  ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นราชาอันประเสริฐผู้ทรงพระปรีชาอันล้ำเลิศขอพระองค์โปรดเสวยราชสมบัติครอบครองพระนครพาราณสี  อันมั่งคั่งสมบูรณ์  สง่างามล้ำเลิศ  ดุจทิพยวิมานเห็นปานฉะนี้เถิด พระเจ้าข้า
  พระราชาทรงสดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์แล้วก็ทรงรับไว้  พระมหาสัตว์จึงให้พนักงานเภรี  เที่ยวตีกลองประกาศว่า  ราชบุรุษทั้งปวงจงพากันขนเอาทรัพย์สมบัติ  มีเงินทองเป็นต้นไปตามปรารถนาเถิดแล้วเอาเกวียนหลายร้อยเล่มบรรทุกทรัพย์สมบัติส่งถวายพระราชาพระราชาเสด็จออกจากนาคพิภพ  กลับไปสู่พระนครพาราณสี  ด้วยยศบริวารเป็นอันมาก  เล่ากันว่านับแต่นั้นมา  พื้นชมพูทวีปจึงเกิดมีเงินมีทองขึ้น
  พระบรมศาสดา  ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงตรัสว่า “โปราณกบัณฑิตทั้งหลายละนาคสมบัติแล้ว  อยู่รักษาอุโบสถศีลด้วยอาการอย่างนี้”จากนั้นทรงประชุมชาดกว่า“หมองูในครั้งนั้นได้มาเป็นพระเทวทัตในบัดนี้  นางนาคกัญญาสุมนาเทวีได้มาเป็นราหุลมารดา  พระเจ้าอุคคเสนราชได้มาเป็นพระสารีบุตร  ส่วนจัมเปยยนาคราชได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล”
  พระสุตตันตปิฎกขุททกนิกาย ชาดก เล่ม 3 ภาค 1 - หน้าที่ 76  นอกจากจัมเปยยนาคราชแล้ว  ยังมีการบำเพ็ญบารมีของพญานาคอีกหลายเรื่องคือในการบำเพ็ญศีลบารมีเมื่อครั้งเป็นสีลวนาคราช  ในกาลที่เป็นภูริทัตตนาคราช  ในกาลที่เป็นฉัททันตนาคราช

ในคัมภีร์รุ่นหลังก็กล่าวถึงพญานาคมากมายเช่นในตำนานสิงหนวัติกล่าวว่า เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือพญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรมพอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมือง 4 ด้าน เป็น เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติต่อมาเมื่อยกทัพปราบเมืองอื่นได้ และรวมดินแดนเข้าด้วยกัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็นแคว้นโยนกนาคราช ที่เห็นได้ชัดก็คือ ที่ปราสาทพนมรุ้ง จะมีคูเมืองที่เป็นสระน้ำ 4 ด้าน รอบปราสาทและมี พญานาค อยู่ด้วย ตามความเชื่อของคนสมัยโบราณนาคจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากน้ำ เช่นการสร้างศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ นาคที่ราวบันได จึงมี พญานาค ซึ่งตามความเชื่อการสร้างต้องสร้างกลางน้ำ เพื่อให้ดูเหมือนว่าศาสนสถานนั้นลอยอยู่เหนือน้ำแต่ก็ไม่ต้องสร้างจริง ๆ เพียงแต่มีสัญลักษณ์ พญานาค ไว้ เช่น ที่ปราสาทพนมรุ้งจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้นแม้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ก็จะมีอยู่ในราศีเกิด เช่นของคนนักษัตรปีมะโรง ที่มีความหมายถึงความยิ่งใหญ่และพลังอำนาจ ที่มี พญานาค เป็นสัญลักษณ์คนไทยเรามักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคได้เสมอ ในงาน จิตรกรรม ประติมากรรมและหัตถกรรม นาคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตามอาคารวัดต่าง ๆหลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถานบันศาสนสถานตามคตินิยมที่ว่า นาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสูงส่ง เช่น นาคสะดุ้งที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ที่ทำเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง นาคเบือน นาคจำลองและนาคทันต์คันทวยรูปพญานาค

พญานาคกับพระพุทธศาสนาจึงมีความเกี่ยวพันกันตลอด  แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังเคยเกิดเป็นพยานาคเพื่อบำเพ็ญบารมีในการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในวันออกพรรษาคงมิใช่แต่พยานาคเท่านั้นที่ถวายสักการะบุชาพระพุทธเจ้าเหล่าเทพยดาอื่นๆก็ทำการบูชาด้วยโลกนี้มนุษย์จึงมิได้อยู่เพียงลำพังยังมีหมู่สัตว์อื่นๆอีกมากแต่เรามองไม่เห็นเพราะยังไม่มีญาณแก่กล้าหากเชื่อตามพระไตรปิฎกพญานาคมีอยู่จริงและมีปรากฎหลายแห่งแต่พญานาคจะมาทำบั้งไฟถวายพระพุทธเจ้าในวันออกพรรษาจริงหรือไม่ยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอยู่เหมือนเดิมมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งบอกไว้น่าคิดว่า“จงเชื่อในสิ่งที่ทำและทำในสิ่งที่เชื่อ”ถ้าหากความเชื่อนั้นไม่เป็นการเบียดเบียนตนและผู้อื่นอย่างไรก็ตามในวันออกพรรษาปีนี้ยังคงมีดวงไฟสีเขียวเรืองพุ่งขึ้นจากลำน้ำโขงให้เห็นเหมือนทุกปี  หน้าที่ของวิทยาศาสตร์ก็ต้องทำการพิสูจน์หาความจริงกันต่อไปแต่ศาสนาเมื่อปลูกฝังความเชื่อและปฏิบัติตามหลักศีลธรรมคือการบูชาบุคคลที่ควรบูชาถือว่าเป็นมงคลอย่างหนึ่งดังนั้นการที่ชาวบ้านเชื่อว่าพญานาคจะจุดบั้งไฟถวายสักการะแด่พระพุทธเจ้าย่อมไม่ใช่ความเชื่อที่ไร้เหตุผลเสียทีเดียวเพราะพญานาคมีปรากฏในหลักฐานสำคัญของพระพุทธศาสนาและมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าหลายแห่งแม้แต่พระพุทธเจ้าเองเมื่อยังบำเพ็ญบารมีก็ยังเคยถือกำเนิดเป็นพญานาคด้วย

บรรณานุกรม

อรรถกถาพระวินัย  สมันตปาสาทิกา  มหาวิภังควรรณนา

อรรถกถาปาสราสิสูตร  มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม 1 ภาค

อรรถกถาพระสุตตันตปิฎกขุททกนิกาย ชาดก เล่ม 3 ภาค 1

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม 1 ภาค 2 ตอน

อรรถกถารัฏฐปาลสูตรมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม 2 ภาค

อรรถกถาปุณโณวาทสูตร  มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม 3 ภาค

อรรถกถาปปัญจสูทนี ฉบับภาษาบาลี

รัตนสูตร  ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม 1 ภาค

อรรถกถาชาดก  เอกนิบาต  ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม 3 ภาค

อรรถกถาจัมเปยยชาดกขุททกนิกาย ชาดก เล่ม 3 ภาค 7

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี