เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิดขึ้น, คำว่า เวทนา แปลว่า ความรู้สึก เป็นความรู้สึกทางระบบประสาท มีอยู่ ๓ ลักษณะ :-

  ๑. ทุกขเวทนาคือ ความรู้สึกในฝ่ายที่ไม่ดี ยกตัวอย่างว่า ยุงกัดจะเกิดความรู้สึกว่าเจ็บ ๆ คัน ๆ หรือมีดบาดนิ้ว เกิดความรู้สึกว่าเจ็บปวด ความรู้สึกเหล่านี้เป็นทุกขเวทนา. ถ้าโกรธยึดมั่นถือมั่นก็เป็นทุกข์ในทางจิตใจ ถ้าไม่โกรธ ไม่ยึดมั่นถือมั่นแผ่เมตตาให้กับยุง หรือมีดบาดนิ้วเจ็บก็สักว่าเจ็บใส่ยารักษาไป ด้วยสติสัมปชัญญะก็ไม่เป็นทุกข์ในทางจิตใจ.

  ๒. สุขเวทนาคือ ความรู้สึกในฝ่ายดี ยกตัวอย่างว่า ได้กินอาหารรสอร่อยรสกลมกล่อม เป็นความรู้สึกทางระบบประสาททางลิ้นว่า อร่อย ถ้ายึดมั่นถือมั่นในรสอร่อยของอาหารก็เป็นทุกข์ภายในจิตใจ ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นในรสอาหาร อร่อยก็สักว่าอร่อย เช่นนี้เอง ก็ไม่เป็นทุกข์ในทางจิตใจ.

  ๓. อทุกขมสุขเวทนาคือ ความรู้สึกที่ยังไม่แน่ว่าดีหรือไม่ดี ยกตัวอย่างว่า มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งสนทนากันอยู่ พูดซุบซิบกันเบา ๆ แต่หัวเราะดัง ๆ ทีนี้สมมติว่าเราเองมีความผิดอยู่บ้าง ได้เดินผ่านมาจึงเกิดความรู้สึกไม่แน่ว่า คนกลุ่มนี้นินทาเราหรือเขาพูดกันเรื่องอะไร. ถ้าเขาไปยึดถือก็เป็นทุกข์ภายในจิตใจ ถ้าไม่ยึดถือก็ไม่เป็นทุกข์ภายในจิตใจ.

  เวทนาเป็นธรรมชาติเกิดได้ ๖ ทาง คือทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ,

เวทนาที่เกิดจากการกระทบทางตา เรียกว่า   จักขุสัมผัสสชาเวทนา

เวทนาที่เกิดจากการกระทบทางหู   เรียกว่า  โสตสัมผัสสชาเวทนา

เวทนาที่เกิดจากการกระทบทางจมูก   เรียกว่า   ฆานสัมผัสสชาเวทนา

เวทนาที่เกิดจากการกระทบทางลิ้น เรียกว่า   ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา

เวทนาที่เกิดจากการกระทบทางกาย   เรียกว่า   กายสัมผัสสชาเวทนา

เวทนาที่เกิดจากการกระทบทางใจ   เรียกว่า   มโนสัมผัสสชาเวทนา

เวทนามีอยู่หลาย ๆ ระดับ เวทนาบางอย่างหยาบมองเห็นได้ชัด แต่ให้ค่าความหมายต่ำก็มี เช่น นั่งนาน ๆ จะเกิดความรู้สึกปวดขึ้นมา เป็นความรู้สึกที่หยาบ กำหนดเห็นได้ง่ายแต่ให้ค่าความหมายต่ำ คนส่วนมากจะไม่เกิดเพราะความปวดเมื่อย, เวทนาบางอย่างละเอียดแต่ให้ค่าความหมายสูงก็มี เช่น รสอาหาร เป็นความรู้สึกทางลิ้นที่ละเอียดมาก กำหนดเห็นได้ยาก แต่ให้ค่าความหมายสูง คนมีปัญหาเป็นทุกข์เพราะรสอาหารกันมากบางครอบครัวทะเลาะกันเพราะรสอาหารก็มี.

เวทนาเป็นธรรมชาติที่กระตุ้นให้สิ่งมีชีวิตทำหน้าที่ได้ ในภาษาสมมติหรือภาษาคน เช่น นั่งนาน ๆ จะเกิดความรู้สึกปวดเมื่อยขึ้นมา แสดงว่าเวทนากระตุ้นเตือนแล้วว่าให้ไปกินอาหารหรือดื่มน้ำ เป็นต้น แม้พวกสัตว์เดรัจฉานมันทำหน้าทีได้ก็เพราะเวทนากระตุ้นให้มันทำ แต่สัตว์มันทำหน้าที่ไปตามสัญชาตญาณ ส่วนมนุษย์นั้นมีกิเลสมีปัญญา คนที่ไม่ปฏิบัติธรรมจะทำหน้าที่ไปด้วยอำนาจของกิเลสมีความทุกข์ แต่คนที่ปฏิบัติธรรมจะทำหน้าที่ไปด้วยสติปัญญาไม่มีความทุกข์.

เวทนาเป็นธรรมชาติที่มี อัสสาทะ คือ รสอร่อย หรือมีเสน่ห์ ในรสอร่อยของเวทนานั้นมันมี อาทีนวะ คือ โทษ แฝงอยู่ หมายความว่าถ้าเข้าไปหลงเพลินยึดถือก็จะเป็นทุกข์ เปรียบเหมือนกับยาพิษที่เคลือบอยู่ด้วยน้ำตาล ถ้าเรากินน้ำตาลซึ่งมียาพิษอยู่ข้างใน.

พระพุทธองค์สอนไว้ว่า

ให้มองเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์

เห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นลูกศร

เห็นอทุกขสุขเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง

  การหลีกออกไม่หลงเพลินต่อเวทนาทั้งหลาย เรียกว่า นิสสรณะ.

  ในภาพ อุปมาเหมือนกับชายคนหนึ่งถูกศรสองดอกเสียบอยู่ที่ตาทั้งสองข้าง, ดอกหนึ่งเป็นลูกศรธรรมดา หมายถึงทุกขเวทนา,  อีกดอกหนึ่งเป็นลูกสรที่อาบยาพิษ หมายถึงความทุกข์ภายในจิตใจอันเกิดจากความยึดมั่นถือมั่นต่อเวทนา. ถามว่า ทำไมเขาจึงอุปมาเหมือนกับคนถูกลูกศรอาบยาพิษด้วย ? ตอบว่า ก็เพราะเวทนา ตัวนี้ประกอบด้วยอวิชชาต้องถูกยึดถือแน่นอน แล้วก็มีความทุกข์ภายในจิตใจ.

  เป็นอันว่า เวทนาเป็นความรู้สึกทางระบบประสาท ถ้ามีวิชชาคือ ความรู้อย่างแจ่มแจ้งตามที่เป็นจริง ในภาษาธรรมะนั้นเวทนาไม่มี เวทนาไม่เกิด ใช้คำว่า มีก็เหมือนกับไม่มี มีค่าเท่ากับไม่ถูกลูกศรทั้งสองดอก, แต่เพราะมีอวิชชา คือความไม่รู้นี่เอง เวทนาก็มีความหมายขึ้นมา.

  เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิดขึ้น. คำว่า ตัณหาแปลว่า ความอยากหมายถึง ความต้องการที่ประกอบด้วยอวิชชา. ถ้าความต้องการประกอบด้วยปัญญาหรือวิชชา เรียกว่า สัมมาสังกัปปะคือ ความปรารถนาที่ถูกต้อง.

  สิ่งที่เรียกว่าตัณหามีอยู่ ๓ อย่าง :-

  ๑. กามตัณหาคือ ความอยากหรือความต้องการในกาม หมายถึงความยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่, โดยเฉพาะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะของเพศตรงกันข้าม.

พระพุทธองค์ตรัสว่า:-

“ไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสใด ที่จะครอบงำจิตใจของบุรุษ ยิ่งไปกว่ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสของสตรี, ไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสใด ที่จะครอบงำจิตใจของสตรี ยิ่งไปกว่ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสของบุรุษ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะของเพศตรงกันข้ามเป็นธรรมชาติครอบงำจิตใจของกันและกัน”

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะของเพศตรงกันข้าม เรียกว่า วัตถุกาม, ความยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ของเพศตรงกันข้าม เรียกว่า กิเลสกาม.

๒. ภวตัณหา คือ ความอยากมีอยากเป็น, อยากมี เช่น อยากมีเงิน อยากมีทรัพย์สมบัติ อยากมีบ้านหลังใหญ่ ๆ อยากมีเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นต้น, อยากเป็น เช่น อยากเป็นนายกฯ  อยากเป็นรัฐมนตรี อยากเป็นหัวหน้า หรือแม้แต่อยากเป็นพระอรหันต์, ถ้าความต้องการจะมีจะเป็นนั้นประกอบด้วยวิชชาหรือปัญญาก็ไม่เป็นตัณหา แต่เป็นสัมาสังกัปปะดังที่ได้กล่าวมาแล้ว.

๓. วิภวตัณหา คือ ความอยากจะไม่มี, อยากจะไม่เป็น เช่น อยากจะไม่แก่ อยากจะไม่เจ็บ อยากจะไม่ตาย อยากจะไม่ให้ของรักของหวงต้องพลัดพรากจากไป เป็นต้น. โดยทั่วไปเขามักใช้คำว่า ไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย ไม่อยากสูญเสียของรักของชอบใจ เป็นต้น ว่าเป็น วิภวตัณหา, แต่ที่จริงคำว่า ไม่อยากโดยความหมายคือ  ไม่มีตัณหา ไม่มีความอยาก ฉะนั้นต้องพูดว่า อยากจะไม่แก่ อยากจะไม่เจ็บ อยากจะไม่ตาย เป็นต้น.

กามตัณหาดึงเข้ามาหาตัว ภวตัณหาก็ดึงเข้ามาหาตัวเช่นเดียวกัน ส่วนวภวตัณหาผลักออกไปจากตัว เป็นความรู้สึกต่อต้าน. ตัณหามีภาพ อุปมาเหมือนกับคนดื่มเหล้า, คนที่เสพสิ่งมึนเมาแสดงว่าเป็นผู้มีความโง่เขลา ถ้าเป็นคนฉลาดเขาไปกินไปดื่มสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายดีกว่า.

ตกลงว่า ตัณหา ก็คือ ความอยากหรือความต้องการด้วยความโง่เขลา. ถ้ามีวิชชา ตัณหาก็ไม่เกิดขึ้น ว่างจากความต้องการด้วยอำนาจของความโง่ แต่เพราะมีอวิชชา ตัณหาจึงเกิดมีขึ้นมา.

เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงเกิดขึ้น. คำว่า อุปาทาน แปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น เป็นความยึดถือที่ประกอบด้วยอวิชชา ถ้าความยึดถือประกอบด้วยวิชชาเพื่อทำหน้าที่อย่างถูกต้อง เรียกว่า สมาทาน คือ การถือไว้อย่างดี เช่น สมาทานศีล เป็นการถือศีลหรือรักษาศีลด้วยสติปัญญาเพื่อความบริสุทธิ์ของกาย วาจา เป็นต้น. ถ้าอุปาทานในศีล ก็คือถือศีลเพื่อความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ เพื่ออวดคนอื่น.

สิ่งที่เรียก อุปาทานนั้นมีอยู่ ๔ อย่าง :-

๑. กามุปาทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่นในกาม ยินดีเพลิดเพลินอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนาน่าพอใจ.

๒. ทิฏฐุปาทานคือ ความยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิความคิดความเห็นของตนเองโดยเฉพาะมิจฉาทิฏฐิ  หมายถึงความเห็นผิด ดังมีสุภาษิตอยู่ว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว  กงจักรเป็นวัตถุมีคม หมุนไปกระทบสิ่งใดจะต้องขาดกระจุยกระจาย ดอกบัวมีลักษณะสวยงามมีกลิ่นหอมเป็นประโยชน์,  กงจักรเป็นสัญลักษณ์ของความชั่ว กิเลส บาป อกุศลต่าง ๆ,  ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรม ความดี ความงาม หรือสิ่งที่ถูกต้อง, เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ก็คือเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องว่าเป็นสิ่งถูกต้อง เช่น มีความเห็นว่าความพอใจดีใจตื่นเต้นนี่แหละเป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต. ที่จริงความพอใจดีใจเป็นนความสุขสนุกสนาน สุขที่เหน็ดเหนื่อย; จิตที่ไม่มีกิเลสต่างหากเป็นความสุขที่แท้จริง เรียกว่า สุขสงบเย็น เหล่านี้เป็นต้น.

๓.สีลัพพตุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่นในศีลและพรต หมายถึงการรักษาศีลอย่างงมงาย ถือศีลเพื่อความศักดิ์สิทธิ์หรือข่มผู้อื่น การประพฤติวัตรต่าง ๆ ไปในทางที่ผิด เช่น การทรมานตนด้วยการยืนขาเดียวบ้าง ด้วยการนอนบนหนามบ้าง เป็นต้น.

๔. อัตตวาทุปาทานคือ การยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นอัตตาตัวตน พุทธศาสนาสอนเรื่องอนัตตา-สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่อัตตาตัวตน, สังขตธรรม หมายถึง สิ่งที่ปรุงแต่ง เป็นกฏของธรรมชาติที่ไม่ใช่ตัวตน, อสังขตธรรม หมายถึง พระนิพพาน ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ปราศจากความปรุงแต่งที่ไม่ใช่อัตตาตัวตน ถ้ายังยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นอัตตา ก็ยังเป็นอัตตวาทุปาทาน.  ในภาพ อุปมาเหมือนกับลิงถือลูกท้อกำแน่นไม่ยอมวางก็คืออุปาทานนั่นเอง, มีคำพูดอยู่ว่า “ยึดถือภายนอกหนักทางร่างกาย ยึดถือภายในหนักทางจิตใจ, ปล่อยวางภายนอกเบาทางร่างกาย ปล่อยวางภายในเบาทางจิตใจ; ปล่อยวางภายนอกเบาทางร่างกายจริง แต่ถ้ายึดถือภายในก็ยังหนักทางจิตใจ, ยึดถือภายนอกหนักทางร่างกายจริง แต่ถ้าปล่อยวางภายในก็เบาทางจิตใจ.” ฉะนั้นภายนอกจะยึดถือหรือปล่อยวางก็ได้แล้วแต่เหตุปัจจัย แต่ภายในต้องปล่อยตลอดเวลา.

เป็นอันว่า อุปาทาน ก็คือ ความยึดมั่นถือมั่นที่ประกอบด้วยความโง่. ถ้ามีวิชชาคือความรู้อย่างแจ่มแจ้งตามที่เป็นจริง อุปาทานก็ไม่เกิด อุปาทานก็ไม่มี ว่างจากอุปาทาน, แต่เพราะมีอวิชชาคือไม่รู้อย่างแจ่มแจ้งตามที่เป็นจริง อุปาททานจึงเกิดมีขึ้นมา.

เพราะมีอุปาททานเป็นปัจจัย ภพจึงเกิดขึ้น. คำว่า ภพ แปลว่า ความมีความเป็นหมายถึง ความรู้สึกว่าเรามีเราเป็นที่ท่านอาจารย์พุทธทาสใช้คำว่า “ตัวกู-ของกู” นั่นเอง เป็นความรู้สึกชนิดหนึ่ง, เวทนาเป็นความรู้สึกทางระบบประสาทภายนอก ส่วนภพเป็นความรู้สึกภายในจิตใจ.

คำว่าภพ โดยหลักมีอยู่ ๓ อย่าง:-

๑. กามภพ คือ ความรู้สึกว่าเรามีเราเป็นที่เกี่ยวกับกามเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาในจิตใจ เพราะยินดีเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนาน่าพอใจ โดยเฉพาะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะของเพศตรงข้าม.

๒. รูปภพ คือ ความรู้สึกว่าเรามีเราเป็นเกี่ยวกับรูปธรรมล้วน ๆไม่เกี่ยวกับกาม เช่น คนที่ชอบเลี้ยงปลาเพื่อความสวยงาม เลี้ยงนก ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ การสะสมของเก่า หรือรวมไปถึงรูปฌานสี่ก็ได้.

๓.อรูปภพ คือ ความรู้สึกว่าเรามีเราเป็นที่เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ใช่รูป เช่น เกียรติยศชื่อเสียง ความดี บุญกุศล เป็นต้น ทำดียึดติดในความดี ทำบุญยึดติดในบุญ. มีคำพูดอยู่ว่า “ติดทองหน้าพระ” หมายถึงทำดีทำบุญเพื่ออวด แต่ถ้า “ติดทองหลังพระ” คือทำดีเพื่อดี ทำบุญเพื่อบุญ, ทำดีแต่ไม่ติดดี ทำบุญแต่ไม่ติดบุญ หรือรวมไปถึงอรูปฌาน ถ้ายังยึดติดในรูปฌาน-อรูปฌานก็ไม่พ้นไปจากภพ.

มีภาพปริศนาธรรมในสมุดข่อยโบราณชุด “หนวดเต่า เขากระต่ายนอกบ” ได้อธิบายถึงเรื่องภพอยู่ตอนหนึ่งว่า มีสัตว์สามชนิดมาติดแร้วของนายพราน เต่าติดแร้วหนึ่งอีเก้งติดแร้วหนึ่ง นกติดอีกแร้วหนึ่ง, นาายพรานในภาษาธรรมะหมายถึงอวิชชา, แร้วทั้งสามในภาษาธรรมะ หมายถึงภพทั้งสามนั่นเอง คือกามภพ รูปภพ อรูปภพ, เต่าเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำเป็นส่วนใหญ่ ก็ขึ้นมาติดแร้วของนายพราน หมายถึงคนชั้นต่ำ เช่น ผู้ใช้แรงงาน กรรมกร ชาวนาชาวสวน เป็นต้น ก็ติดอยู่ในบ่วงแห่งภพ, อีเก้งเป็นสัตว์อาศัยอยู่บนพื้นดิน ก็มาติดแร้วของนายพราน หมายถึงคนชั้นกลาง ก็ติดอยู่ในบ่วงแห่งภพ, นกซึ่งตามธรรมชาติอาศัยอยู่ที่สูง ๆ อยู่บนต้นไม้บ้าง อยู่บนอากาศบ้าง ก็ยังลงมาติดแร้วของนายพราน หมายถึงคนชั้นสูงมีเกียรติในสังคม มีฐานะร่ำรวย แต่ก็ยังติดอยู่ในบ่วงแห่งภพเช่นกัน, สัตว์ทั้งสามชนิดต้องเป็นอาหารของนายพราน หมายความว่าจิตใจของคนทุก ๆ ระดับชั้นวรรณะส่วนมากต้องอยู่ภายใต้อำนาจของอวิชชา.

แต่ในภาพปฏิจจสมุปบาท อุปมาเหมือนผู้หญิงท้องแก่ใกล้จะถึงกำหนดคลอด หมายความว่าเมื่อมีภพ คือความรู้สึกว่าตัวเรา-ของเรา หรือตัวกู-ของกูเกิดขึ้น ความทุกข์ก็จะติดตามมา. ถ้ามีวิชชา ภพก็ไม่เกิดขึ้น, แต่เพราะมีอวิชชา ภพจึงเกิดมีขึ้นมา.

เพราะมีภพเป็นปัจจัย ชาติจึงเกิดขึ้น. คำว่า ชาติ แปลว่า เกิด สิ่งที่เรียกว่าเกิด มีอยู่สองความหมาย คือเกิดในภาษาคน หมายถึงเกิดในทางร่างกาย เกิดจากท้องแม่เกิดครั้งเดียว, ทีนี้เกิดอีกอย่างหนึ่งหมายถึง เกิดในภาษาธรรม เป็นความเกิดในทางจิตใจ ก็คือเกิดความทุกข์ขึ้นมานั่นเอง มีธรรมภาษิตว่า “ทุกขา ชาติ ปุนปฺปุนํ” ท่านแปลว่า การเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที.

บางคนยังมีความเชื่อว่า การเวียนว่ายตายเกิดทางร่างกายมีอยู่จริง นรกใต้ดินสวรรค์บนท้องฟ้าก็เป็นสิ่งที่มีจริง บางคนก็อ้างว่าพระพุทธเจ้าสอน.ถามว่า ทำไม คนสมัยก่อนเขาจึงมีความเชื่อว่านรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนท้องฟ้า ? ตอบว่า ก็เพราะคนสมัยก่อนเขามีความเข้าใจผิดคิดว่าโลกแบน จึงมีคำพูดกันว่า ๑๖ ชั้นฟ้า ๑๕ ชั้นดิน เป็นต้น แต่ในยุคปัจจุบันวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า เขาสามารถพิสูจน์ออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่าโลกมีลักษณะกลม ดังนั้นความเชื่อว่านรกอยู่ใต้ดิน จึงหมดความหมายกลายเป็นเรื่องไร้เหตุผล. แต่คำสอนในทางพระพุทธศาสนามีหลักเกณฑ์อย่างวิทยาศาสตร์ เป็นสัจจธรรมทนต่อการพิสูจน์เป็นสันทิฏฐิโก พระพุทธองค์ตรัสว่า  “นรก-สวรรค์ อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ” มีพระบาลีว่า ทิฏฐา มยา ภิกฺขเว ฉ ผสฺสายตนิกา นาม สคฺคา แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สวรรค์ชื่อ ฉผัสสายตนิกา (คือสวรรค์อันเป็นไปในการสัมผัสทางอายตนะทั้งหก) เราได้เห็นแล้ว, ส่วนข้อปลีกย่อยในพระสูตรยังมีอีกมากหมายความว่า ในเมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้สัมผัสกับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ เกิดความไม่พอใจก็เป็นนรก, ถ้าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้สัมผัสกับอารมณ์ที่น่าปรารถนาน่าใคร่ เกิดความพอใจก็เป็นสวรรค์,  แต่ถ้าสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจแล้ว จะเป็นอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาหรือน่าปรารถนาก็ตาม มีสติสัมปชัญญะไม่ยึดมั่นถือมั่นก็เป็นพระนิพพาน

  ดังนั้น ชาติ ในความหมายของปฏิจจสมุปบาท หมายถึง การเกิดความทุกข์ขึ้นมาในจิตใจ. ในภาพ อุปมาเหมือนกับผู้หญิงกำลังคลอดลูก โดยปุคคลาธิษฐาน คือเกิดจากครรภ์มารดา เป็นการเกิดอย่างชลาพุชะ แต่โดยธรรมาธิษฐาน คือเกิดความทุกข์ขึ้นมาในจิตใจ เป็นการเกิดอย่างโอปปาติกะ. ถ้ามีวิชชาหรือสติปัญญา ชาติก็ไม่มี ความทุกข์ไม่เกิดขึ้นมา, แต่เพราะมีอวิชชา ความทุกข์จึงผุดโผล่ขึ้น ปรากฏขึ้นมาในจิตใจ.

  เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะโทมนัส และอุปายาสก็เกิดขึ้นพร้อม ตั้งแต่ชรามรณะจนถึงอุปายาส สรุปลงในคำว่า ความทุกข์นั่นเอง.

  ความทุกข์คืออะไร ?

  ความทุกข์คือ สภาพจิตที่เหน็ดเหนื่อย กระวนกระวาย ไม่สงบ ซึ่งเป็นได้ทั้งฝ่ายพอใจและไม่พอใจ ในทางโลกมีความเห็นว่า ความพอใจดีใจเป็นความสุข ส่วนความไม่พอใจเสียใจนั้นเป็นทุกข์ แต่ในทางศาสนาถือว่าความพอใจดีใจก็เป็นทุกข์ เพราะว่าเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ทำให้จิตใจเหน็ดเหนื่อย กระวนกระวาย ไม่สงบ ดีใจเกินไปกินข้าวไม่ลง ไม่พอใจก็ทำให้จิตใจเหน็ดเหนื่อย กระวนกระวาย ไม่สงบ เป็นทุกข์ ดังนั้น ความหมายของความทุกข์เป็นได้ทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ.

  คำว่า ชรา แปลว่า ความแก่. ในภาษาสมมมติหรือภาษาคน ถ้าอายุมาก ผมงอก ฟันหัก ตาฝ้าฟาง หลังค่อม เรียกว่า ความแก่ชรา แต่ในภาษาปรมัตถ์หรือภาษาธรรมนั้น ความแก่จะมีขึ้นมาได้ เพราะมีอวิชชา เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าความแก่ของเรา เราเป็นผู้แก่ ความแก่มันก็เกิดมีขึ้นมา แต่ถ้ามีวิชชาไม่ยึดมั่นถือมั่น ความแก่ก็ไม่มี ความแก่ก็ไม่เกิด. ถามว่า ที่ผมงอก หูหนวก ฟันหัก ตาฝ้าฟาง มันคืออะไรถ้าไม่ใช่ความแก่ ? ตอบว่า นั่นเป็นเพียงธรรมชาติที่แปรสภาพจากภาวะหนึ่งไปสู่อีกภาวะหนึ่ง ไหลไปตามกฏอิทัปปัจจยตา ไม่มีใครแก่ ไม่มีความแก่ของใคร.

  มาถึงคำว่า มรณะ แปลว่า ความตาย. ในภาษาสมมติ เมื่อหมดลมหายใจเรียกว่าตาย แต่ในภาษาปรมัตถ์ ความตายเกิดมีขึ้นเพราะมีอวิชชาแล้วเข้าไปยึดถือเช่นเดียวกัน การเข้าไปยึดถือว่าเราจะต้องตาย ความตายเป็นของเรา ความตายมันก็เกิดมีขึ้นมาทันที แต่ถ้ามีวิชชาไม่เข้าไปยึดถือ ความตายก็ไม่มี. ถามว่า ที่หมดลมหายใจคืออะไร ? ตอบว่า เป็นธรรมชาติที่แปรสภาพจากภาวะหนึ่งไปสู่อีกภาวะหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่มีใครตาย ไม่มีความตายของใคร มีแต่กระแสของธรรมชาติที่ไหลอยู่ตลอดเวลา.

  คำว่า โสกะ คือ ความเศร้าโศกเสียใจ เกิดขึ้นเพราะมีอวิชชา ถ้ามีวิชชาความเศร้าโศกก็จะไม่มี.

  คำว่า ปริเทวะ คือ ความคร่ำครวญร่ำไรรำพัน ความอาลัยอาวรณ์ เกิดมีขึ้นในจิตใจก็เพราะมีอวิชชา แต่ถ้ามีวิชชา ปริเทวะก็ไม่มี.

  คำว่า ทุกข์ ก็คือ ความทุกข์ทางกาย มีขึ้นเพราะเข้าไปยึดถือ ถ้าไม่ยึดถือก็ไม่มี

  คำว่า โทมนัส คือ ความทุกข์ใจ เกิดมีขึ้นเพราะยึดถือ ถ้าไม่ยึดก็ไม่มี.

  มาถึงคำว่า อุปายาส คือ ความเหี่ยวแห้งใจอย่างยิ่ง เกิดขึ้นเพราะยึดถือ ถ้าไม่ยึดถือก็ไม่มี.ตกลงว่า ความทุกข์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นมา เพราะอำนาจของอวิชชาอำพรางอยู่เบื้องหลัง, แต่ถ้ามีวิชชา ความทุกข์ทั้งปวงจะไม่มี ปัญหาทั้งหลายจะไม่เกิด. ความทุกข์อุปมาเหมือนกับคนแก่แบกของหนัก, ความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่หนัก เป็นเพียงความรู้สึก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทำให้หนัก ทรมานไม่เป็นอิสระ, พระอริยะเจ้าท่านทิ้งของหนักลงได้แล้ว.

 

  สรุปความว่า ปฏิจจสมุปบาท เป็นกฏของธรรมชาติอย่างหนึ่ง แต่เป็นกฏธรรมชาติในฝ่ายจิตใจ.

พระพุทธองค์ตรัสว่า 

ตถาคตบังเกิดขึ้นหรือไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม แต่กฎอันนี้มีอยู่แล้ว, ตถาคตเพียงแต่นำมาเปิดเผยนำมาแสดงเป็นต้น.

ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมอันลึกซึ้งละเอียดอ่อน เข้าใจยากเห็นยาก เป็นภาษาปรมัตถ์ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับศีลธรรม มีธรรมภาษิตว่า  “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาทผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท”  คำว่าธรรมในที่นี้หมายถึง พระนิพพาน อันเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ดังนั้น คำว่า เห็นธรรมก็คือ เห็นพระนิพพานนั่นเอง. ถ้าจะพูดว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นพระนิพพาน, ผู้ใดเห็นพระนิพพาน ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท ก็ได้เหมือนกัน. ถามว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท คือเห็นอย่างไร ? เห็นธรรม คือเห็นพระนิพพาน คือเห็นอย่างไร ?  ตอบว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท ก็คือเห็นความไม่เกิดขึ้นของกระแสปฏิจจสมุปบาท เห็นตั้งแต่อวิชชาไม่เกิดสังขารไม่เกิด วิญญาณไม่เกิดนามรูปไม่เกิด สฬายตนะไม่เกิดผัสสะไม่เกิด เวทนาไม่เกิด ตัณหาไม่เกิด อุปาทานไม่เกิดภพไม่เกิดชาติไม่เกิด ชรามรณะเป็นต้นไม่เกิดขึ้น. ถามต่อไปว่า ทำไมกระแสปฏิจจสมุปบาทจึงไม่เกิดขึ้น ? ตอบว่า เพราะมีอวิชชา คือ ความรู้อย่างแจ่มแจ้งตามที่เป็นจริงสว่างไสวอยู่ตลอดเวลา เพราะได้ฝึกอบรมมาตามระบบอานาปานสติ กระแสปฏิจจสมุปบาทจึงไม่เกิดขึ้น, เมื่อกระแสปฏิจจสมุปบาทไม่เกิดขึ้น จิตก็ว่าง (สุญญตา) ภาวะของความว่างนั่นแหละคือนิพพาน.

ฉะนั้น การเห็นปฏิจจสมุปบาทก็คือ เห็นพระนิพพานนั่นเอง.

ที่มา พระ กฤษดา ธมฺมโฆสโก

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี