จากที่ข้าพเจ้าได้ไปธนาคารแห่งประเทศไทยข้าพเจ้ามีความประทับใจในหลายอย่างๆไม่ว่าด้านสถานที่หรือด้านพี่ที่ทำงานอยู่ที่นั่นพี่เค้าให้คำปรึกษาดีมากและบอกเรื่องราวต่างๆได้ดีเมื่อเดินเข้าไปก้าวแรกรู้สึกว่าเป็นสถานที่ที่สงบและมีความขลังอยู่ในตัวเองห้องแต่ละห้องเป็นห้องที่สวยงามมากบอกเล่าประวัติเกี่ยวกับเงินได้อย่างละเอียดทุกยุคทุกสมัยว่าแต่ละยุคสมัยนั้นมีชื่อเรียกเงินตราว่ายังไงบ้างเช่น สมัยลพบุรียังไม่ระบุชื่อเรียกทีแน่นอน แต่ว่าจะมีพิมพ์ชื่อเหรียญ 2 ด้านด้านนึงจะเป็นคำว่า ลว และอีกด้านหนึ่งชื่อว่า ปุระ สมัยศรีวิชัย จะใช้เงินดอกจันทน์ สมัยสุโขทัย จะใช้เงินพดด้วง สมัยล้านนา จะใช้เงินเจียง สมัยล้านช้าง จะใช้เงินฮ้อย สมัยอยุยา จะมีเงินหอยเบี้ย พดด้วงและเงินนโม สมัยธนบุรี จะใช้เงิน พดด้วงและสมัยรัตนโกนินทร์ จะใช้เป็นเงินบาทจนถึงปัจจุบันและยังทำให้เราทราบอีกว่าธนบัตรที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้กว่าจะได้ออกมาเป็นแบบนี้เราใช้กันมาถึงกี่แบบอย่างเช่นเมื่อก่อนที่ด้านหลังธนบัตรมีข้อความพิมพ์ว่า " บุคคลที่จะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นผิดจากความรับผิดชอบในทางอาญาไม่ได้" แต่ก็ได้ถูกยกเลิกไปแล้วจนในปัจจุบันไม่มีนอกจากนี้ยังได้รู้เกี่ยวกับทุนสำรองเกี่ยวกับเงินตราว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งได้แก่ 1เงินตรา 2 เงินตราต่างประเทศ 3 หลักทรัพย์ต่างประเทศที่มการชำระหนี้ 4 ทองคำสินทรัพย์ต่างประเทศและสิทธิพิเศษถอนเงิน 5 ใบสำคัญสิทธิซื้อส่วนสำรอง 6 ใบสำคัญสิทธิพิเศษถอนเงิน 7 หลักทรัพย์รัฐบาลไทยที่มีการชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศ 8 ตั๋วเงินในประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพึงซื้อหรือรับซื้อส่วนลดได้และพอเดินเข้าไปอีกห้องหนึ่งเราก็ได้รู้เกี่ยวกับการพิมพ์ธนบัตรว่าเค้าพิมพ์กันยังไงและมีขั้นตอนอะรัยบ้างก่อนอื่นเราต้องพิมพ์สีพื้น พิมเส้นนูน พิมพ์ลาย แล้วก็พิมพ์ลายเส้นเป็นการเสร็จขั้นตอนการพิมพ์และยังได้รู้เกี่ยวกับการทำเหรียญกษาปว่ามีขั้นตอนการทำยังไงบ้างผ่านวิดิโอที่ฉายให้ดูนอกจากนั้นยังได้เห็นแบงค์ 500000 ทั้งที่ไม่เคยรู้เลยว่าจะมีแต่ก็มี สรุปว่าที่ไปวันนั้นได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเงินเยอะมากๆ เลยคะ