ขอแจ๋มเรื่องD/C Planing ด้วยคนค่ะ คืออยากเล่าให้ฟังถึงความภาคภูมิใจที่ทีมงานในหอผู้ป่วยเด็ก 1 (บุคลากรทุกระดับและสหสาขาวิชาชีพ) ดังนี้ มีผู้ป่วยเด็กชายไทยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล มอ.ตั้งแต่เล็กๆด้วยเรื่อง Hydrocephalus ซึ่งได้ทำ V-P shunt หลังจากนั้นต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลด้วยเรื่อง shunt infection บ้าง,ชักเกร็งบ้าง ต่อมาผู้ป่วยมีภาวะ CP,มีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจบ่อย ระยะการดำเนินโรคทรุดลงเรื่อยๆจากรับประทานอาหารได้เองจนแพทย์ต้องทำGastrostomy ระบบการหายใจเลวลงจนต้องทำ Tracheaostomy สุดท้ายต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ครั้งหลังสุดที่ผู้ป่วยมานอนโรงพยาบาลด้วยเรื่องติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจผู้ป่วยไม่สามารถถอดเครื่องได้ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาลนานเป็นเวลาเกือบ 2 ปี(ปัจจุบันผู้ป่วยอายุ16ปี ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย แต่ตอบสนองต่อการถูกกระตุ้น) จากการปรึกษากันในทีมรักษาพยาบาลเราวางเป้าไว้ว่าผู้ป่วยรายนี้ต้องกลับไปอยู่บ้านให้ได้ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ จึงได้มีการวางแผนการจำหน่ายตั้งแต่การให้ข้อมูลญาติเกี่ยวกับภาวะของโรค คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การให้การพยาบาลโดยการสอนญาติตั้งแต่การทำแผล Gastrostomy การทำแผลTracheaostomy การเคาะปอดดูดเสมหะ การให้อาหารทางสายยาง การป้องกันการเกิดแผลbedsore การทำpassive  excercise จนญาติสามารถทำด้วยตัวเองได้ ดังนั้นการอยู่โรงพยาบาลระยะหลังๆญาติจะให้การพยาบาลผู้ป่วยเองทั้งหมดรวมทั้งการบริหารยากิน ยาทาภายนอก (ยกเว้นยาฉีด) วึ่งในขณะเดียวกันแพทย์ก็พยายามจะหย่าเครื่องช่วยหายใจแต่ไม่สำเร็จ จึงต้องเปลี่ยนแผนใหม่โดยการติดต่อขอรับบริจาคเครื่องช่วยหายใจจากต่างประเทศ ระหว่างที่รอเครื่องช่วยหายใจทีมพยายามempower ให้ญาติมีความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น ได้มีการช่วยกันคิดนวัตกรรมเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับโดยการใช้ถุงเยลลี่รองบริเวณปุ่มกระดูกต่างๆ เมื่อเราได้เครื่องช่วยหายใจมาระยะแรกญาติกลัวไม่กล้าทำกลัวว่าทำแล้วเกิดการผิดพลาดทำให้ลูกเสียชีวิตได้ ทีมต้องใช้เวลาในสร้างความมั่นใจให้แก่ญาติโดยเริ่มต้นให้เขาทำเองภายใต้การควบคุมของทีมงานจนเขาเริ่มคุ้นชินกับเครื่องมือใหม่ จากนั้นเราให้เขาทำเองทุกอย่างจนเขาแน่ใจ (ใช้เวลาประมาณ 1 wk) สุดท้ายญาติมาบอกเราเองว่าเขาพร้อมที่จะรับลูกกลับบ้าน(โดยที่เราไม่ได้ถามเลย) วันที่ผู้ป่วย D/C ทีมได้ไปส่งผู้ป่วยที่บ้านด้วยเพื่อช่วยสร้างความมั่นใจแก่ญาติอีกครั้งว่าอยู่บ้านอย่างไรจึงจะปลอดภัย

จนถึงณ.วันนี้(6เดือนเศษ)ผู้ป่วยยังคงใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่ที่บ้านโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนแต่อย่างใด ทีมได้มีการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเป็นระยะซึ่งจากการเยี่ยมบ้านแต่ละครั้งทำให้เราได้รับความรู้จากญาติทุกครั้งเพื่อมาสอนหรือแนะนำผู้อื่นได้ เช่น การต้องมีเครื่องสำรองไฟไว้ใช้ในกรณีไฟดับ

ปัจจัยความสำเร็จครั้งนี้คิดว่ามาจาก การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ ความตั้งใจและปราถนาดีต่อผู้ป่วย ความพร้อมของญาติ และความเต็มใจที่จะให้บริการเมื่อญาติเกิดปัญหาต่างๆ