โจ้งคะ

ในประการแรก อยากให้โจ้งให้ความสำคัญกับการสำรวจจุดเกาะเกี่ยวระหว่างบุคคลและรัฐไทยมากกว่านี้ การเก็บข้อเท็จจริงทั้งจากเอกสารและปากคำของเคสในชั้นต้นตระกูลสำคัญมาก เอาเอกสารของมะชอเอมาอ่านดีๆ ถ้าอ่านคนเดียวกลัวพลาด ก็สแกนส่งให้อ่านกันซิคะ จากที่ปรากฏในแบบพิมพ์ประวัติและทะเบียนบ้านก็จะบอกอะไรเราได้มากค่ะ

ในประการที่สอง ตั้งสติว่า สถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาตินั้นเป็นไปตามจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทย สถานะดังกล่าวไม่ขึ้นกับสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร

ในประการที่สาม ตั้งสติอีกด้วยว่า การบันทึกผิดทางทะเบียนราษฎรไม่ส่งผลต่อสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติ

ในประการที่สี่ ทบทวนข้อกฎหมายมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ให้แม่นยำกว่านี้นะคะ

ที่อำเภอเขียนว่า "ออกจากทะเบียนบ้านฉบับดังกล่าวพร้อมทั้งมีหมายเหตุไว้ว่า“ได้สัญชาติไทยโดยมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่๔)พ.ศ.๒๕๕๑ เมื่อ ๗ ต.ค.๒๕๕๓" นั้น ไม่ถูกต้องค่ะ

ที่ถูกต้องก็คือ มะชอเอไดัสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ เมื่อวันที่ ๒๘/๒/๒๕๕๑ ซึ่งเป็นวันที่มาตรา ๒๓ มีผล และสัญชาตินี้เป็นสัญชาติไทยโดยการเกิดนะคะ

ส่วนการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านที่ทำในวันที่ ๗/๑๐/๒๕๕๓ นั้น เป็นแค่การลงรายการสัญชาติไทยที่ควรทำในปี ๒๕๕๑  เรื่องที่เกิดในวันที่ ๗ นี้เป็นแค่การรับรองสิทธิในสัญชาติไทยของมะชอเอ

ในประการที่ห้า หากบุตรของมะชอเอที่เกิดก่อน ๒๘/๒/๒๕๕๑ ก็จะได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ ด้วยค่ะ แต่หากบุตรของมะชอเอเกิดหลัง ๒๘/๒/๒๕๕๑ บุตรก็จะมีสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาค่ะ

ในประการสุดท้าย บัตรเลข ๐ เป็นไปตามระเบียบ ๒๕๔๘ และเริ่มทำในราว พ.ศ.๒๕๕๐ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะถือมาแล้ว ๑๐ ปี

เรื่องนี้ยุ่งดี น่าสนใจมากเลย

ท่านอื่นมาช่วยแลกเปลี่ยนหน่อยซิคะ