สรุปโดยทีมงานศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

 

การบริหารความขัดแย้งการเจรจาต่อรอง (ตามแนวพระราชดำริ)

โดย อาจารย์สุขุม นวลสกุล

 

นักบริหารควรมองว่าความขัดแย้งนั้นมีส่วนที่ดีด้วยคือ

1.ทำให้มีความคิดหลากหลาย

2.มีทางเลือกเพิ่มขึ้น

การบริหารความขัดแย้ง แยกเป็น 2 อย่าง

1.ความขัดแย้งที่เป็นอุปสรรค ก่อให้เกิดปัญหา

2.ความขัดแย้งที่ดีเช่นมีความคิดเห็นหลากหลาย ก่อให้เกิดทางเลือกและการพัฒนา

การบริหารคือการไม่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นตามธรรมชาติ

เราต้องสนับสนุนให้เกิดความขัดแย้ง  ไม่ปล่อยให้เกิดการไม่พูด

ความขัดแย้ง

-          ความขัดแย้งที่ดีคือความขัดแย้งในเรื่องส่วนรวม เป็นเรื่องดี นักบริหารต้องพยายามสนับสนุนให้เกิด

-          ความขัดแย้งที่ไม่ดีคือความขัดแย้งในเรื่องส่วนตัวคือ เป็นความขัดแย้งที่เราไม่ชอบใครแล้วแสดงความไม่เห็นด้วย

สิ่งที่ระวังคือ

-          เอาความขัดแย้งเรื่องส่วนรวมเป็นเรื่องส่วนตัวต้องระมัดระวัง

-          จะต้องจัดการเรื่องการเสียดสี อิจฉา ริษยา หัวหน้าต้องจัดการอย่าให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมาเพราะจะเป็นอันตรายมาก ต้องมีจิตวิทยาในการบริหาร อย่าชี้ให้คนอารมณ์ร้อนพูดจะยิ่งไปกันใหญ่ ต้องชี้คนพูดที่พูดแล้วผ่อนคลาย

-          การเป็นนักบริหารต้องรู้นิสัยใจคอพอสมควร

-          คนบางคนไม่พูดในที่ประชุมแต่พูดข้างนอกต้องระมัดระวัง  เวลาคนเงียบต้องพยายามกระตุ้นให้พูดให้เกิดความผ่อนคลายลง

-          นักบริหารที่ดีต้องรู้จักสังเกตคนฟัง ให้อ่านหนังสือของวิษณุ เครืองามเรื่องการบริหารบ้านเมืองจะทำให้เราสามารถรู้สไตล์การพูดของแต่ละคน

การมองปัญหา

  1. คนเป็นนักบริหารต้องมีทัศนคติที่ดีกับปัญหา ต้องมองว่าปัญหาเป็นเรื่องการท้าทายความสามารถ ยกตัวอย่างเช่น พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ จะชอบว่าทุกอย่างไม่มีปัญหา และเชื่อว่าทุกปัญหาแก้ได้ ปัญหามีไว้แก้ไม่ได้ไว้แบก อย่างเช่น นายอานันท์ ปันยารชุน

บางเรื่องไม่เป็นปัญหาก็อย่าทำให้เป็นปัญหา

  1. คนเราอย่าดูปัญหาในแง่มุมเดียว ต้องมองให้ได้หลาย ๆ มุมเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา
  2. การแก้ปัญหาให้นึกถึงใจเขา – ใจเรา เพราะเราพกใจมาทำงาน ใครไม่ทำตามใจเราจะรู้สึกว่าคนนั้นผิด เวลามีอะไรเกิดขึ้นในแง่ของปัญหาอย่าคิดเอามาตรฐานเราเป็นหลักให้คิดถึงใจเขาด้วย เวลาขึ้นอยู่ที่สูงอย่าลืมกำพืด ให้นึกถึงตอนเราเป็นผู้น้อย
  3. การแก้ปัญหาหนึ่งจะนำไปสู่อีกปัญหาหนึ่งเสมอ ทำไปแล้วเกิดอะไรขึ้นแล้วปัญหาใหม่กับปัญหาเก่าอะไรหนักกว่ากันถ้าปัญหาใหม่หนักกว่าก็อย่าไปแก้ปัญหาเก่า

การวิเคราะห์ปัญหา

  1. วิเคราะห์จากข้อเท็จจริง
  2. อารมณ์
  3. ผลประโยชน์

ความขัดแย้งโดยตรงที่ท้าทายความสามารถนักบริหาร มี 3 ลักษณะได้แก่

1.ความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับบุคคล เราเป็นนักบริหาร แนวในการบริหารต้องถือหลักกันดีกว่าแก้ เพราะเกิดแล้วแก้ยาก เพราะจะมีอารมณ์มีที่ติมาเกี่ยวข้อง อย่าคิดว่านักบริหารทำได้ทุกอย่าง กันดีกว่าแก้ เราต้องรู้สาเหตุ สาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างบุคคลจากความบกพร่องของหัวหน้า

          - หัวหน้าต้องมีความเท่าเทียมกัน อย่าให้เกิดความอิจฉาริษยากัน

          - ลดการเอารัดเอาเปรียบ หัวหน้าต้องสอดส่ายสายตาดูแลลูกน้องอย่างทั่วถึง

          - หัวหน้าต้องทำหน้าที่เป็นโฆษก ผู้อธิบายได้ว่าอะไรเปลี่ยนแปลง บทบาทนักบริหารต้องเป็นโฆษกขององค์กร ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นพรแสวง ต้องซัก ต้องถาม ต้องใช้การประชุมให้เป็นประโยชน์ เราต้องลดความขัดแย้งด้วยการเป็นโฆษก

2.ความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับองค์กร  คือทำงานกับองค์กรแต่ไม่ชอบองค์กร

3.ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานกับหน่วยงาน เราเป็นนักบริหารทำอย่างไรไม่ให้รู้สึกขัดแย้งกับหน่วยงานอื่น

            - หัวหน้าจะลดไม่ให้คนขัดแย้งกันต้องเข้าใจบทบาท บทบาทหัวหน้าต้องประสานงานไม่ใช่ประสานงา ต้องติดเบรก ไม่ใช่เหยียบคันเร่ง เวลาประชุมระหว่างหน่วยงานต้องฟังหน่วยงานอื่น หัวหน้าอย่าสังคมแคบ ต้องฟังปัญหาหน่วยงานคนอื่นด้วย คนเราเป็นหัวหน้าหน่วยงานอย่าเผลอ หัวหน้าที่เข้าใจบทบาท

ความขัดแย้งยุติลงได้หลายมิติ

-          รัฐศาสตร์ยุติปัญหาด้วยการประนีประนอม ไม่ตัดสินว่าใครผิด ใครถูกเป็นหลัก

-          นิติศาสตร์ ยึดการถูกกฎระเบียบ ถูกกฎหมาย

-          คำถาม ทั้ง 2 หลักดีทั้ง 2 หลัก เมื่อขัดแย้งเกิดขึ้นควรใช้หลักรัฐศาสตร์ก่อน เพราะทำให้การอยู่ร่วมกันมองหน้ากันได้

-          การทำตัวเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและลูกน้องยอมรับได้มากเท่าไหร่จะสามารถดูแลความขัดแย้งได้

-          ถ้าเรามีพฤติกรรมเป็นที่ยอมรับของผู้คนจะทำให้คนยอมรับเราได้

-          เวลาฟันธงด้วยหลักนิติศาสตร์ต้องตรงจริง ๆ

-          ถ้าทุกคนเห็นแก่ส่วนรวมเรื่องจะสงบ

-          การเจรจาการแก้ปัญหา ให้ใช้สติปัญญา ต้องรับฟัง ถ้าได้พอสมควร แล้วต้องหยุด อย่ายึดทิฐิ เอาชนะ