คุณธนู เป็นนักกฎหมาย ก็จะขอขึ้นต้นด้วยกฎหมายก่อนแล้วกัน ที่คุณธนูอ้างว่า การที่ฝ่ายบริหารจัดทำร่างเทศบัญญัติงบประมาณนั้น จะต้องเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย มีคณะกรรมการพัฒนา มีการไปประชาคมแผน นำเผยมาประชุมกลั่นกรองและประกาศตามระเบียบ นั้น คุณธนูคงเข้าใจว่างบประมาณนั้นเมื่อทำตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดแล้ว จะถูกต้องใช่ไหม
ไม่ใช่ครับ คุณธนูเข้าใจถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะร่างเทศบัญญัติงบประมาณฯ นั้นเปรียบไปแล้วก็คือแผนการใช้จ่ายเงินของเทศบาลนั่นเอง การจ่ายเงินควรคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น สามารถแก้ไขปัญหา และพัฒนาบ้านเมืองได้ ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของวัตถุประสงค์การจ่ายเงินเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่ถูกระเบียบอย่างเดียว
และหากพิจารณาจาก ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น จะเห็นว่า กฎหมายได้ให้อำนาจ นายก กับสภา เอาไว้อย่างชัดเจน ไม่สามารถก้าวก่ายกันได้
กล่าวคือ นายก นั้นมีหน้าที่จัดทำร่างเทศบัญญัติงบประมาณเสนอต่อสภา ส่วนฝ่ายสภามีหน้าที่พิจารณา โดยแบ่งการพิจารณาออกเป็น 3 วาระ คือ รับหลักการ แปรญัตติ และลงมติ จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ได้ เป็นเอกสิทธิ์ และดุลยพินิจส่วนบุคคล นี่คือหลักการประชาธิปไตย ที่ต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุล
ดังนั้น เมื่อสภามีความเห็นอย่างไร ฝ่ายบริหารจึงไม่ควรวิพากวิจารณ์ หากฝ่ายบริหารเห็นว่าไม่สมควรให้มีการพิจารณาในวาระที่ 1 คือ วาระรับหลักการ ฝ่ายบริหารควรที่จะเสนอขอแก้ไขกฎหมายต่อรัฐมนตรี ไม่ใช่ออกมาวิจารณ์การใช้ดุลยพินิจของฝ่ายสภาแบบนี้ ข้อนี้ถือว่าผิดมารยาท เป็นการก้าวก่ายการกระทำหน้าที่ของสภา
ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือ ความเหมาะสมของร่างเทศบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ มีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร
อย่างที่เรียนไปแล้วว่า การร่างงบประมาณต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับปัญหาท้องถิ่น สามารถพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ งบประมาณฉบับนี้ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างแท้จริง สังเกตได้จากค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุน มีจำนวนน้อยมาก ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะ 3 หมู่บ้านเข้าใหม่ได้งบประมาณน้อยมาก และหมู่บ้านสวนหอมไม่ได้งบประมาณพัฒนาเลยแม้แต่บาทเดียว
ที่มีการกล่าวหาว่า ควรรับหลักการไปก่อน แล้วไปแปรญัตติที่หลังก็ได้นั้น ในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายได้ให้อำนาจสภาในการพิจารณาแปรญัตติได้ก็จริง แต่แปรได้เฉพาะ การตัด หรือลดเท่่านั้น เช่น ตัดบางโครงการ หรือลดจำนวนเงิน แต่ไม่สามารถแปรไปตั้งเป็นรายการใหม่ได้ คือไม่สามาถตั้งเพิ่มได้นั่นเอง
การกล่าวหาในลักษณะนี้จึงไม่เป็นธรรมต่อฝ่ายสภา เป็นการพูดเพียงครึ่งเดียว
ดังนั้นหากสภามีความเห็นว่า งบประมาณไม่เหมาะสม จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก ไม่รับหลักการใน วาระที่ 1 เท่านั้น
นอกจากที่งบประมาณนี้จะไม่เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นแล้ว ยังมีปัญหาของความไม่สอดคล้องกับที่ฝ่ายบริหารได้หาเสียงไว้ และไม่สอดคล้องกับคำแถลงนโยบายต่อสภาอีกด้วย แล้วจะรับหลักการได้อย่างไร เพราะนี่คือปัญหาของหลักการจัดทำเทศบัญญัติ งบประมาณ
คุณธนูยังต้องไปดูที่โครงสร้าง ของรายรับ และรายจ่าย ของเทศบาลฉบับนี้ ถ้าหากคุณธนูมีความรู้ในการวิเคราะห์งบประมาณ หรือการวิเคราะห์การเงิน จะเห็นได้ทันทีเลยว่า งบประมาณฉบับนี้ มีปัญหา !! เพราะรายจ่ายประจำมีจำนวนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่งบพัฒนามีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก และยังเป็นการประมาณรายรับที่สูงเต็มเพดาน ซึ่งอาจทำให้มีรายรับต่ำกว่าเป้าหมายได้ อันจะนำไปสู่ปัญหาอย่างรุนแรงต่อเทศบาล และยังไม่สามารถจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมปลายปีได้อีกด้วย นี่ก็เป็นปัญหาที่โครงสร้างของงบประมาณ มีทางออกทางเดียวคือ ไม่รับหลักการเท่านั้น
กรณีมีการกล่าวหาว่า หากงบประมาณออกมาล่าช้า จะทำให้ประชาชนเสียผลประโยชน์นั้น อยากจะบอกว่านั่นคือคำลวง ไม่ใช่ความจริง เพราะ ในช่วง 2-3 เดือนแรกของปีงบประมาณนั้น เทศบาลยังไม่มีรายได้เข้า ทำให้ไม่สามารถใช้จ่ายเงินได้อยู่แล้ว และ ถึงแม้งบประมาณฉบับใหม่จะเสร็จไม่ทัน ฝ่ายบริหารก็สามารถนำงบประมาณของปีที่ผ่านมาใช้ไปพลางก่อนได้ จึงไม่มีปัญหาในการบริหารอะไร และหากไปดูในช่วงเวลาการเลือกตั้ง จะเห็นว่าในบางปี การเลือกตั้งจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการทำงบปาะมาณ ซึ่งก็สามารถเลื่อนเวลาการจัดทำงบประมาณออกไปได้ ไม่มีความเสียหายแต่อย่างใด สำหรับเทศบาลเมืองน่าน การเลือกตั้งสมัยหน้าก็ต้องมีช่วงเวลาคร่อมกับการทำงบประมาณอย่างนี้ คือ จะเลือกตั้ง ในราวๆ 10 กค 2559 กว่าจะรับรองผลการเลือกตั้ง 30 วัน ก็ กลางเดือนสิงหาคม จะทำงบประมาณไม่ทันแน่นอน เห็นไหมครับว่าการทำงบประมาณไม่เสร็จตามเวลา เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ปัญหาคอะไร แต่ปัญหาหลักของเทศบัญญัติงบประมาณ ก็คือ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประชาชนได้ต่างหาก
แต่....ทำไมต้องออกข่าวลวง เพราะต้องการหวังผลทางการเมืองใช่หรือไม่ หมายความว่ามีคนเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาทำให้ตนเองได้ประโยชน์ทางการเมืองหรือย่างไร
วันนี้ ไม่ว่าสภาไม่รับหลักการในวาระที่1 หรือจะรับไปก่อนแล้วไปแปรญัตติที่หลัง ก็จะถูกฝ่ายบริหารออกสื่อมวลชนประโคมข่าววิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอยู่ดี ถือเป็นการเหยียบผู้อื่นให้ดูต่ำแล้วเพื่อให้ตัวเองดูสูงขึ้นหรือไม่ ผู้บริหารมีพฤติกรรมแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ผมถือว่าการกระทำแบบนี้เป็นการกระทำที่ก้าวก่ายอำนาจของสภา ไม่ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งขัดต่อประมวลจริยธรรม และการขัดต่อหลักการแห่งประชาธิปไตย ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วย