ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณมากๆ ครับสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ ซึ่งทำให้ผมเองเห็นภาพมิติด้านสุขภาพในมุมมองของการประกันชีวิต มากขึ้น ซึ่งคงไม่ว่ากันนะครับถ้าผมจะนำประเด็นที่แลกเปลี่ยนกันนี้ไปขยายต่อกับน้องๆ นักศึกษา (ถ้ามีโอกาส) ต่อไป

ประเด็นแรก คือ โดยภาพรวมในมุมมองของผมและเพื่อนที่แสนดี มีสิ่งที่เหมือนกัน คือ สุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ จำเป็นที่ต้องได้รับการประกันที่ดี มีคุณภาพ เข้าถึงการบริการที่เหมาะสม ตามความจำเป็น และไม่เพียงแต่ในด้านร่างกายเท่านั้น หากแต่ครอบคลุมถึงมิติชีวิตด้านอื่นๆ ด้วย

ประเด็นที่ 2 สิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง การจัดบริการโดยภาครัฐ และการให้บริการของบริษัทประกันชีวิตเอกชน คือ ความแตกต่างระหว่าง คุณภาพของการได้รับบริการ มาตรฐานการรักษา ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบสนองแต่ประเด็นแรกทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ระบบบริการสุขภาพบ้านเราจะไม่เกิดมิติของ "ความเท่าเทียม" เกิดขึ้นเลย!!!  ประเด็น คือ ประชาชนส่วนมากของประเทศจะไม่สามารถเข้ารับบริการที่มีคุณภาพได้เลย โดยอาศัยหลักประกันของภาครัฐ ? แต่คำตอบก็มีอยู่ในตัว เพราะระบบบริการของภาครัฐเป็นการจัดบริการโดยไม่แสวงหาผลกำไร ในขณะที่บริษัทประกันภัย ผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นเป้าหมายหลัก แต่คงไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะขอความกรุณากับเพื่อนที่แสนดีในการพัฒนาองค์ความรู้เชิงวิชาการในครั้งนี้

ประเด็นที่ 3 ความแตกต่างระหว่าง รพ.รัฐ และ รพ.เอกชน

คุณมีรพ.ที่ดี  หมอที่เก่ง  และยาที่ดีรักษาคนที่คุณรักให้หายได้แล้วนั้น  แต่คุณไม่มีตังค์ (เงิน) เชื่อเถอะว่าหมอก็ไม่รักษาคนที่คุณรักให้  เพราะ หมอไม่ใช่ใครคนๆนั้นที่จะต้องมารับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นของคนที่คุณรัก.......

ฉะนั้น  ถ้าเราเองยังต้องหวังพึ่งรัฐบาล (ซึ่งก็มีภาระอันหนักอึ่ง เห็นๆกันอยู่แล้ว) หรือพึ่งพาคนรอบๆข้าง ญาติ พี่น้อง (ซึ่งก็พอๆกันกับเรา)  มีคำถามวา  "ถ้าเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบันทันด่วน  เราจะทำอย่างไร?....."

จากข้อความข้างบนนี้ ผมตั้งข้อสงสัย ต่อไปว่า

1. ปัจจุบันนี้ประชาชนทั่วไปภายใต้โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะไม่สามารถได้รับการรักษาจากหมอที่เก่ง ยาที่ดี ได้เลยเพราะการเข้ารับการรักษาแต่ละครั้ง ไม่ต้องเสียเงิน (เดิมเก็บ 30 บาท) ใช่หรือไม่ ?

2. หมอของ รพ.รัฐ ซึ่งรับเงินจากภาษีของราษฎร์ ไม่เก่งเท่าหมอที่ รพ.เอกชน เพราะได้รับค่าตอบแทนที่ดีกว่า (ทั้งที่ในความเป็นจริงหมอที่ รพ.เอกชน อาจจะเป็นหมอคนเดียวกับที่ รพ.รัฐ) ใช่หรือไม่ ?

3. ถ้าเกิดอะไรขึ้นด่วน เราไม่มีสิทธิที่จะได้รับบริการที่ดีเลย ใช่หรือไม่ ?

ทั้ง 3 คำถามนี้ เดี๋ยวผมจะตามตอบอีกที แต่ขอวันหลังก็แล้วกันนะครับ.......

ประเด็นที่ 4 "รัฐจะมีการส่งเสริมให้คนไทย ทำประกันชีวิตทุกๆ คน  ถึงกับว่าเป็นการบังคับ ให้เหมือนกับพรบ.รถยนต์ก็ว่าได้คะ" ตรงนี้ผมยังไม่ทราบความเคลื่อนไหว แต่ผมมีประเด็นที่อยากจะแลกเปลี่ยน แต่ขอติดไว้ก่อนนะครับ

ประเด็นที่ 5

ตอบได้เลยคะว่า  คนที่เน้นซื้อสุขภาพจริงๆนั้น ส่วนมากเขาต้องเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพจริงๆ เขาถึงจะซื้ออนุสัญญา (เพราะอนุสัญญานี้ซื้อแล้วเงินหายหมดถ้าไม่ได้รับใช้บริการในปีนั้นๆ)  และลูกค้าส่วนมาก  แสดงว่าในความเป็นจริงคนที่ทำประกัน ยังไม่ได้นึกถึงหลักประกันด้านสุขภาพ ซึ่งโยงกลับไปสู่ประเด็นที่ 1 คือ คนจะสนใจก็ต่อเมื่อตนเองกำลังจะป่วย ซึ่งตรงนี้เป็นจุดต่างอีกประการหนึ่งของระบบประกันกับระบบสุขภาพ ที่เรามุ่งเน้นให้คนตระหนักและหลีกเลี่ยงการเจ็บป่วยโดยไม่จำเป็น  

 ไม่มีใครหรอกคะที่ต้องการจะเข้านอนรพ.  เหมือนกับว่า  พอรู้ว่าตัวเองมีอาการเหมือนกับใกล้จะป่วย แทนที่จะดูแลตัวเองก่อนกลับทำให้มันอาการหนักขึ้นไปอีก เพราะว่าจะได้เบิกได้หมดแมกของการรับประกัน?  (ถ้าจะมีคงน้อยมากคะ) และ ขอโทษนะคะที่ต้องบอกว่า  ถ้าอาการไม่หนักมาก  หมอเขาไม่ให้ไปนอนเล่นในรพ.หรอกคะ  หรือถ้าต้องนอนจริงๆ อย่างน้อยก็ให้น้ำเกลือ  1 คืนแล้วก็ให้กลับบ้าน ประเด็นนี้เห็นด้วยและสนับสนุน เพราะการเข้ารับการบริการทางสุขภาพ "โดยไม่จำเป็น" นอกจากจะเปลืองทรัพยากรทางการแพทย์และการสาธารณสุขแล้ว ยังส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพด้วย ที่มุ่งหวังการเข้าถึง "การรักษา" มากกว่า "การป้องกัน"

วันนี้เบลอๆ เพราะเช้าพึ่งคุยกันเรื่องของการพัฒนาการบริการในระดับปฐมภูมิ ที่เชื่อมโยงกับหน่วยบริการที่อยู่ระดับพื้นที่ สัญญาว่าจะเปิดบันทึกเพื่อตตอบคำถามที่ค้างไว้ หวังว่าคงได้รับความอนุเคราะห์จากเพื่อนที่แสนดีในการ ลปรร. (แลกเปลี่ยนเรียนรู้) นะครับ

ด้วยรัก