น้องปริมค่ะ...เพราะรัก ...พลังที่ก่อเกิดจากภายในไงค่ะ .. จึงไม่เสียอะไรทั้งนั้น ..ขอบคุณภาพสวยๆ บรรยากาศสบายๆ ..เย็นนี้หลังจากเลิกสอนเสร็จเลย พักและอ่านบันทึกมีพลังรักมากมายส่งมาแบ่งปัน ยังกะได้ไปเดินเล่นที่สุไหงบูโล๊ะด้วยเลยค่ะ...อืมม์..รูปนกกินเปี้ยวตัวที่ 3 มี ring ที่ขาขวาด้วยนะค่ะ.. น้องปริมสังเกตเห็นไหม๊ เอ่ย??? ...เพราะรัก.. เลยสงสัยว่า เจ้ากินเปี้ยวจากที่นี่ บินไปเที่ยวที่โน่นบ้างหรือไหม๊น๊า.?? รักไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนนะค่ะ ..โดยเฉพาะนกที่มีอิสระเสรี ... มีเรื่องเล่าค่ะ...เพราะรัก คงไม่เสียเวลาที่จะอ่านนะค่ะ.. น้องปริม :-))

ครั้งหนึ่งพี่และน้องๆในทีม ไปเยี่่ยมเยือน (visiting guest) ที่ Raffle Museum, NUS, NTU และสุไหงบูโล๊ะ ทริบนั้นขับรถลงไปจากปัตตานีค่ะ . หลังจากเสร็จงานในเมืองแล้ว เราแพลนว่าจะไปหากัลยาณมิตรที่สุไหงบูโล๊ะ คุยเรื่องการจัดการป่าชายเลน หารืองานความร่วมมือทำวิจัยเรื่องนกชายเลนอพยพ..เพราะที่ มอ.เราทำอยู่ สเกลเล็กๆหรอกค่ะ.. ทำแบบใจรักเพราะเห็นความสำคัญ เมื่อเราไปถึงฝนตกชุ่มฉ่ำ พอเจ้าหน้าที่เค้าเจอทีมเราก็มีเรื่องตื่นเต้น!! ....เค้าส่องกล้อง (Spotted Telescope) เห็นนกชายเลนอพยพ (Marsh Sandpiper) มีห่วงขาและติด flag code (พลาสติกเล็กมาก มี code สีค่ะ ซึ่งเป็น international code ที่ assigned ให้ประเทศไทย เป็นสี black/green.) เค้าถามเราว่า ..ใช่ code สีของไทยไหม๊?? เมือเราดูและบอกว่าใช่ code เมืองไทย ..เค้าก็ zoom ที่ห่วงขา ขนาดเล็กมาก (อย่างที่น้องปริมดูได้ใน เจ้ากินเปี้ยว รูปที่3) อ่านดู ring number และ มีอักษรย่อ RFT (The Royal Forestry of Thailand.) แม่นแล้วหล่ะ เป็นนกที่ผ่านการใส่ห่วงขาจากเมืองไทย .ซึ่งห่วงขา (ring) นี้จะมีหน่วยงาน RFT นี้เท่านั้นที่จัดหา และควบคุม ทั้งนกป่าและนกชายเลนอพยพ... เมื่อทีมที่ริงนกต้องการ ก็จะขอไปที่นั่น .....

โอ๊ว..วันนั้น ตื่นเต้น มากมายทั้งทีมที่สุไหงบูโล๊ะและทีมเรา เป็นบรรยากาศของความรัก...ในงานคะ...ทั้งที่ทั้งสองทีมไม่ได้ใส่ห่วงขานกตัวนั้น แต่เพราะการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพูดคุย ทำให้เห็นภาพ และสามารถเชื่อมโยงในสเกลที่ใหญ่ขึ้น.. วันนั้น เค้าถ่ายรูปและ print ออกมาให้ พี่ยังเก็บไว้จนเดี่ยวนี้ ค่ะ...เอาไว้ให้นักศึกษาดู เล่าให้ฟังทุกปี ขณะที่เราไปทำกิจกรรมใส่ห่วงขานกที่นาเกลือ ชี้ให้เห็น ความสำคัญการงานวิจัย ที่ร่วมมือกันทั้งภูมิภาค การช่วยรักษาพื้นที่หากิน ในเส้นทางบิน (สุดท้ายเราก็ไม่ได้ร่วมกันทำวิจัยกับที่นั่น ต่างฝ่ายต่างทำ เพียงแต่ไปพบปะกัลยาณมิตร และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ในฐานะช่วยดูแลรักษ์ ธรรมชาติ และนกชายเลนอพยพ) จากการดู flag code และวิธีการทางเทคนิค....เราก็บอกได้ว่า เป็นนกใ่ส่ห่วงขาที่อ่าวไทยตอนใน ก็เลยได้รู้ว่า เส้นทางบินของนกเหล่านี้ บินจากไหนไปไหน มีความสำคัญมากในเรื่องของแหล่งอาศัย ซึ่งปัจจุบันเกิด habitat destruction จนน่าเป็นห่วงค่ะ เป็นปัญหาของนกชายเลนอพยพ เนื่องจากต้องบินไกล เหนือสุดไซบีเรีย/ออสเตรเลีย ..

FYI..ช่วงนี้ฤดูนกอพยพเริ่มแล้วค่ะ เผื่อน้องปริมไปที่นั่น ซึ่งเป็นสวรรค์ของนกน้ำ/นกชายเลนอพยพ เพราะที่นั่นมีระบบบริหารจัดการน้ำทะเลเข้าออกที่ดี น้องปริม.. อาจจะเจอ flag code บ้างค่ะ...

เช่นกันค่ะ ที่ปัตตานีเราก็ได้นกที่เราเคยใส่ห่วงขาไว้ในปีก่อนๆ ทีมเราดีใจมากเลย ... เป็นรางวัลของคนทำงาน เพราะท่ามกลางสภาวะอากาศหรือสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร เราก็รักที่จะทำำ ..สุขใจที่เห็นนกเหล่านั้น ฝ่าฟัน เอาชีิวิตรอด กลับมา สู้ชีวิตจริงๆค่ะ ทั้งๆตัวเล็กๆ...น่าชื่นชมมาก. ..หลังจากอพยพหนีหนาว กลับไปทำรังวางไข่ และกลับมาอีก เสมือนเพื่อนเก่ากลับมาเยือนเมื่อเจอนกที่บินกลับมาอีกในปีถัดมา (recapture) ที่เดิม ริมหาดเลน หรือนาเกลือ ...แหม...ถ้าพูดกันได้ อยากจะให้เล่าเรื่องราว ที่บินไป/กลับในเส้นทางบิน น่าจะสนุกไม่น้อย นะค่ะ..ไม่มีคำว่าเสียเวลาเลย..เมื่อมีรักค่ะ ให้เวลาได้ เสมอ :-))