สวัสดีครับ ผมมีความเห็นว่าการศึกษาของไทยต้องเน้นที่ครูผู้สอนเป็นหลัก กับนโยบายและหลักสูตรต้องชัดเจน ในฐานะที่ผมเรียนจบจากวิทยาลัยครูโดยตรง(พ.ศ.๒๕๓๘) แต่มาทำงานและใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก(อเมริกา) มีความเห็นว่าตั้งแต่เรียนจบมาได้เป็นครูแค่ ๑ ปี แล้วก็ทำงานด้านอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับอาชีครูสอนหนังสือเลยดังนั้นจึงมองว่าเด็กที่เรียนจบวิชาชีพมา ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาเป็นอาชีพที่ตรงกันกับที่เรียน อาจจะมีบ้างแต่บางอาชีพที่รับราชการต้องตรงกับวิชาที่เรียนมาเช่น ข้าราชการทหาร ตำรวจ แต่อาชีพครูผลิดมาเยอะแต่อัตราบรรจุครูมีน้อยกว่า ดังนั้นจึงอยากจะให้กระทรวงคำนึงถึงตำแหน่งงานด้วยว่าถ้าผลิดครูมากเกินความต้องการ(ล้น)จะหาทางช่วยเหลือให้มีอาชีพตามที่เรียนมาได้อย่างไร นีผมยกตัวอย่างแค่อาชีพเดียวยังมีอีกหลายอาชีพที่ยังว่างงานจนเกิดปัญหาสังคมมากมายในบ้านเรา ผมคิดว่านโยบายการบริหารจัดการเรื่องการเรียนการสอนและหลักสูตรปฏิรูปการศึกษาเสียใหม่ เน้นการประกอบอาชีพด้านเกษตร อุตรสาหกรรม และผลิตผลจากทรัพยากรที่มีอยู่ให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ส่งออกให้มากกว่านำเข้ายกเว้นเทคโนโลยี่ที่เราไม่สามารถผลิตเองได้ในประเทศ สินค้าบางอย่างเราผลิตได้ดีกว่าหลายประเทศ ผมเห็นสินค้าผลิตจากประเทศไทยมีขายในอเริกามากมาย โดยเฉพาะอาหารการกิน ผมยังภูมิใจว่าของไทยยังเป็นที่นิยมของคนทั่วโลก เป็นการนำเงินเข้าประเทศได้มากอีกวิธีหนึ่ง แต่รัฐบาลต้องส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลโดยตรง อีกอย่างหนึ่งเรื่องภาษีคนไทยต้องยอมรับว่าให้ความสำคัญน้อยและไม่ยอมจ่ายหรือหลบเลี่ยงภาษีเสียส่วนใหญ่ แต่เมืองนอกเขาเน้นและเป็นเรื่องสำคัญของทุกคนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ใครมีรายได้มากก็ต้องเสียมาก มีรายได้น้อยก็เสียน้อย แต่คนป่วย พิการ ตกงาน ครอบครัวยากจน รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือจ่ายเงินค่าอาหาร ให้มีที่อยู่อาศัยสำหรับคนจนเร่ร่อน หรือคนป่วยรักษาฟรี คนพิการมีเงินเดือนกิน คนแก่ที่ปลดเกษียนมีเงินกินจากเงินที่ตัวเองเสียภาษีไว้ตอนที่ทำงาน จะเห็นได้ว่ารัฐบาลเขาดูแลประชาชนด้วยความยุติธรรมดีมาก ดังนั้นทุกคนจึงอยู่กันอย่างมีความสุข ไม่มีเรื่องทเลาะกันเหมือนบ้านเราอยากให้บ้านเราสงบเหมือนเมืองนอกเราต้องพัฒนาให้ได้ต่อไปคงจะได้เห็นคนไทยเป็นหนึ่งไม่แพ้ใครในโลกนี้เลยเชียว ยังมีอีกหลายเรื่องวันหลังถ้ามีโอกาสคงได้มาเสนอข้อคิดเห็นอีกใหม่ ขอบคุณมากๆครับ จาก...นพดล แก้ววัง รัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา (๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕)