สวัสดีค่ะคุณปริม...
...ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ เป็นสิ่งที่เก่าสมัยแต่ใหม่เสมอค่ะ...
...จากสองเรื่องราวเบื้องต้นก็ได้แต่ใคร่ครวญพิจารณาค่ะคุณปริม มนุษย์เราเกิดมามีต่างก็มีเส้นทางให้เลือกเดินและเชื่อว่าทุกๆคนต้องการเลือกที่จะเดินในเส้นทางที่ดีที่ถูกต้องและสดใส...
...แต่เพราะเหตุใดบางสิ่งบางอย่างที่หลายๆคนต้องเดินไปทั้งๆที่รู้ว่า มันไม่ดี มันไม่ถูกต้อง มันจะต้องเจ็บปวด...
...หากถามใจของคนเหล่านี้คงตอบได้โดยไม่ลังเลว่าไม่อยากก้าวเดินไปในเส้นทางนั้นเช่นกัน"แต่ก็ต้องไป" นี่คือสิ่งที่น้อยบอกกับตัวเองว่าธรรมะนั้นแสนละเอียดอ่อนเพราะฉะนั้นชีวิตหากต้องการหลุดพ้นและเบาสะบายก็ต้องยิ่งละเอียดอ่อนตาม...(ไม่อยากไปแต่ต้องไป ไม่อยากทำแต่ต้องเดินเข้าหา!...อะไรคือแรงผลักที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นี่ใช่ไหมที่เรียกว่ากรรม-เวร)...
...เพียงเรื่องราวสองเรื่องหากสัมผัสด้วยใจที่รับรู้ตามหลักธรรมชาติของความจริงแล้ว ทำให้เราสามารถมองเห็น อดีต(อดีตชาติ) ปัจจุบัน และอนาคต(ชาติภพข้างหน้าหน้า) เหตุ:เพราะแบบอย่างคือพ่อและแม่ผิดศีลข้อ3รวมถึงทุกข้อที่เหลือ ใครๆห้ามก็ไม่ฟัง(แม้แต่แม่ที่ห้ามปรามก็ยังถูกเถียง(อดีต).
...เมื่อเหตุได้กระทำไปแล้วก็ต้องได้รับผลที่ตามมา (ปัจจุบัน) กับความว้าเหว่อ้างว้าง เจ็บปวด.ในเมื่อไม่เคยทำดีกับลูก ไม่เคยมีน้ำใจกับลูก(การกระทำ)แล้วจะให้ลูกกระทำตอบได้เช่นไร แต่ในความเป็นลูกก็ทำตามหน้าที่คือช่วยเหลืองานพ่อแม่ไม่เคยทิ้งขว้าง(ลูกสาวคนเดียว)ที่พ่อบอกใครๆว่าลูกไม่ใส่ใจมันคือกรรมที่เริ่มทำงานแล้วภายในใจ.
...อนาคต(ชาติภพต่อไป)ก็คงกลับขึ้นมาได้ยาก"เช่นเดียวกับคนที่กระโดดลงเหว" หรือเช่นเดียวกับคนที่ไม่เคยหยอดเหรียญลงกระปุกเช่นคนอื่นๆแล้วจะรอทุบกระปุกเพื่อให้มีเงินรออยู่เต็มกระปุกนั้นคงเป็นไปได้ยากค่ะ.
...ดนตรีคือศาตร์และศิลป์ที่จรรโลงจิตใจ แม้จะฟังภาษาไม่ออกแปลไม่เข้าใจในเนื้อหาแต่ภาษาใจไม่เคยปิดกันจินตนาการ.
...ขอบคุณค่ะ...
เพราะเบื่อหน่ายกับการเวียนว่ายตายเกิด ชาตินี้จึงพยายามวางสิ่งที่แบกไว้ให้มากที่สุดและสะสมสะเบียงภายในให้มากที่สุดค่ะ