(6.) บริษัทปูซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ควรมีโครงสร้างองค์กรสินเชื่ออย่างไรบ้าง และต่างกับบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือไม่ ตอบ สิ่งที่บริษัทปูซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ควรมีโครงสร้างองค์กรสินเชื่อ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยดังนี้ 1.ประเภทขอธุรกิจ เนื่องจากบริษัทปูซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) มีการผลิตสินค้าหลายชนิด ซึ่งด้านของสินเชื่อในบริษัทก็จะซับซ้อนมาก 2. ขนาดของการให้สินเชื่อ เนื่องจากบริษัทปูซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ส่วนใหญ่ของการขาย ก็จะเป็นการขายทั้งแบบขายส่ง และแบบให้สินเชื่อ การขายส่งก็เหมือนกับการให้สินเชื่ออยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นการขายแบบให้สินเชื่อบริษัทปูซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ก็จะต้องมีผู้ดูแลในฝ่ายของการให้สินเชื่อ 3. ลักษณะของการให้บริการต่างๆในด้านสินเชื่อ เนื่องจากบริษัทปูซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) มีโครงเสร้างและขนานขององค์กรที่มีขนานใหญ่ และการให้บริการสินเชื่อก็มาก จึงทำให้มีความซับซ้อนมาก 4. การมอบหมายภาระหน้าที่งานด้านสินเชื่อให้องค์กรอื่นไปทำ บริษัทปูซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ทางการเงินที่ร่วมกับทางธนาคารกสิกรไทยพัฒนาขึ้น ช่วยให้เอสซีจี เคมิคอลส์ ลดความเสี่ยงและบริหารสินเชื่อได้ดีขึ้น ส่วนบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ให้บริษัทธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ช่วยในการดูแลทางด้านสินเชื่อ 5. ประเภทของลูกค้า ของบริษัทปูซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) จะเป็นลูกค้าที่เป็นแบบการขายส่ง พวกรับเหมาก่อสร้าง หรือ พวกตัวแทนจำหน่อย 6. จำนวนลูกหนี้ เนื่องจากบริษัทปูซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ต่างก็มีลูกหนี้เป็นจำนวนมาก ดังนั้น บริษัทปูซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จึงให้ธนาคารกสิกรไทยช่วยในการจัดการสินเชื่อ ส่วนบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ให้บริษัทธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ช่วยในการดูแลทางด้านสินเชื่อ 7. ลักษณะการขายของธุรกิจ บริษัทปูซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) จะมีการกำหนดมาตรฐานในการขายสินค้า บริษัทปูซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) (7.) การที่บริษัทเงินทุน ทำธุรกิจด้านการให้ซื้อเช่ารถยนต์ ประเด็นใดบ้างที่ควรพิจารณาความเสี่ยง และควรแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร ตอบ บริษัทเงินทุนจะต้องพิจารณาความเสี่ยงจากการแข่งขันตลาดรถเช่า เติบโตควบคู่กับการแข่งขันสูงจาก ทำให้การเช่ารถยนต์เพื่อดำเนินงานได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ มูลค่าตลาดรถเช่าจึงขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา และสำหรับในปี 2549 นี้ คาดว่าความต้องการรถเช่ายังคงเติบโตคิดเป็นมูลค่าตลาดรวม 10,500 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนร้อยละ 13.5 จำแนกเป็นการให้เช่ารถยนต์เพื่อการดำเนินงานคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 85 และการให้เช่ารถยนต์ชั่วคราวระยะสั้นร้อยละ 15 โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ บจก.เวิลด์คลาส เรนท์ อะคาร์ บมจ.กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ลีส บจก.โอริกซ์ ออโต้ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) บมจ.แจแปนเร้นท์ (ประเทศไทย) และบจก.โตโยต้า(พารา)รถเช่า เป็นต้น การแก้ไขปัญหา ธุรกิจรถเช่าในปัจจุบันมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถเข้าสู่ธุรกิจได้ง่าย ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายเปิดเสรีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรม ดังนั้นนักลงทุนและ Chain จาก ต่างประเทศจึงสามารถเข้ามาลงทุนประกอบกิจการมากขึ้น สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดที่ผู้ประกอบการรถเช่านำมาใช้เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด มีดังนี้ 1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าด้วยบริการที่มีคุณภาพ ความสะดวก ความรวดเร็ว ตลอดจน การให้ความสำคัญและความต่อเนื่องของการบริการ 2. ให้บริการที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าเฉพาะราย โดยจัดซื้อรถยนต์ตาม ประเภท ยี่ห้อ รุ่น และติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ตามการเรียกร้อง 3. มีบริการหลังการให้เช่าครบวงจร เช่น การดูแลรักษารถยนต์ การจัดการซ่อมบำรุง บริการ รถฉุกเฉิน บริการรถยนต์ทดแทน บริการพนักงานขับรถ และการประกันภัยรถยนต์ เป็นต้น 4. ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนในการจัดหารถยนต์ให้เช่า โดยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี กับตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งจะทำให้ได้รับส่วนลดในการจัดซื้อรถยนต์ ค่าอะไหล่รถยนต์ และค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 5. สร้างภาพลักษณ์ของกิจการผ่านสื่อโฆษณาต่าง ๆ เช่น แผ่นพับ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต รวมถึงรายการส่งเสริมการขายและร่วมออกงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 6. สร้างเครือข่ายศูนย์บริการให้เช่า และบริการหลังการเช่าครอบคลุมในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ปัจจุบันองค์กรธุรกิจภาคเอกชน หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต่างหันมาใช้บริการรถเช่าในการการดำเนินงานมากขึ้น เพื่อลดความยุ่งยากและลดต้นทุนในการบริหารรถยนต์ ขณะเดียวกันค่าเช่ายังสามารถนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ในการชำระภาษีประจำปีได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ธุรกิจนี้จะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการจะต้องมีความพร้อมในด้านการบริการด้วยความเอาใจใส่ ทีมงานที่มีประสิทธิภาพ ศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศ และจำนวนรถสำรองเพื่อทดแทนระหว่างการซ่อมบำรุง เพื่อทำให้ผู้เช่าเกิดความเชื่อมั่นที่จะใช้บริการต่อไป (6.) จงอธิบายลักษณะความเสี่ยงภัยของการให้สินเชื่อของ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ จำกัด 1. ตอบ ปัจจัยความเสี่ยง ปัจจัยความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท สามารถสรุปได้ดังนี้ 1.1) ความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยหากอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับสูงขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนในการจัดหาเงินทุนของบริษัทฯ สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งบริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าว ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราดอกเบี้ยโดยบริษัทฯ ได้ทำสัญญาสำหรับเงินกู้ยืมระยะยาวสกุลเงินบาทที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา ในกรณีที่เป็นเงินกู้ระยะยาวสกุลเงินบาท ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว บริษัทฯ ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนดอกเบี้ยให้เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ และเงินกู้ยืมระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศอัตราดอกเบี้ยลอยตัว บริษัทฯได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราให้เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่สกุลเงินบาททั้งสิ้น ซึ่งรายละเอียดของสัญญาสามารถดูได้จากหัวข้อ 3.3.1 แหล่งที่มาของเงินทุน ทั้งนี้ บริษัทฯ ไม่มีนโยบายที่จะทำสัญญาแลกเปลี่ยนดังกล่าว เพื่อการค้าหรือเก็งกำไรทั้งในปัจจุบันและอนาคต 1.2) ความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2548 บริษัทฯ มีภาระหนี้สินระยะสั้น ซึ่งรวมทั้งเงินกู้ระยะยาวที่จะถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี เป็นสกุลเงินเยนจำนวน 5,500 ล้านเยน หรือเทียบเท่า 2,021.88 ล้านบาท หนี้สินระยะยาวสกุลเงินเยนจำนวน 12,200 ล้านเยน หรือเทียบเท่า 4,571.17 ล้านบาท และหนี้สินระยะยาวสกุลเงินเหรียญสหรัฐ จำนวน 8 ล้านเหรียญ หรือเทียบเท่า 333.04 ล้านบาท ตามลำดับ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทฯ ได้ทำสัญญาซื้อขาย เงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสำหรับเงินกู้ยืมระยะสั้น จำนวน 2,500 ล้านเยน รวมทั้งดอกเบี้ยที่เป็นเงินตราต่างประเทศของเงินกู้ยืมระยะสั้นดังกล่าว และทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสำหรับเงินกู้ยืมระยะยาว และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี สกุลเงินต่างประเทศจำนวน 15,200 ล้านเยน และ จำนวน 8 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้เป็นสกุลเงินบาท ทั้งนี้ บริษัทฯ ไม่มีนโยบายที่จะทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เพื่อการค้าหรือเก็งกำไรทั้งในปัจจุบันและอนาคต 1.3) ความเสี่ยงจากความไม่เพียงพอของเงินทุนหมุนเวียน บริษัทฯ ใช้แหล่งเงินทุนในการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าของบริษัทฯ จากเงินกู้ยืม ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2548 บริษัทฯ มียอดลูกหนี้การค้าสุทธิจำนวน 15,541.45 ล้านบาท และได้ใช้แหล่งเงินทุนจากเงินกู้จากสถาบันการเงิน ออกตั๋วแลกเงินและออก หุ้นกู้ จำนวน 15,073.08 ล้านบาท โดยในเดือนกรกฎาคม 2545 บริษัทได้ออกหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ และไม่มีหลักประกัน จำนวน 1 พันล้านบาท อายุ 3 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2548 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพิงแหล่งเงินทุนแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป บริษัทฯ จึงกระจายความเสี่ยงใน การจัดหาเงินทุนโดยการกู้ยืมเงินจากธนาคารจำนวนทั้งสิ้น 13 แห่ง แบ่งเป็นสาขาของธนาคารต่างประเทศจำนวน 7 แห่งและธนาคารในประเทศจำนวน 6 แห่ง โดยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ มิได้ พึ่งพิงเงินกู้ยืมจากธนาคารแห่งใดแห่งหนึ่งในสัดส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 30 ของเงินกู้ยืมรวม นอกจากนี้ ในระหว่างปี 2547 บริษัทฯ ได้ออกตั๋วแลกเงินระยะสั้น และระยะยาว จำนวน 49.18 ล้านบาท และ 2,686.96 ล้านบาท ตามลำดับ เพื่อเพิ่มความเพียงพอของแหล่งเงินทุน บริษัทฯยังได้ทำสัญญากับสถาบันการเงินเพื่อช่วยในการจัดหาเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินอื่นๆ ในลักษณะวงเงินกู้ยืมผูกพัน (Commitment Line) วงเงินจำนวน 700 ล้านบาท และ 1,000 ล้านเยน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถระดมทุนจากโครงการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์ โดยได้จัดตั้งบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ ภายใต้กฎหมายว่าด้วยนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์ โดยบริษัทฯถือหุ้นอยู่ร้อยละ 26 ในบริษัทดังกล่าว และใช้บริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจระดมทุนโดยออกหุ้นกู้ซึ่งมีกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ลูกหนี้เช่าซื้อ และลูกหนี้บัตรเครดิตของบริษัทฯ ที่ขายให้กับนิติบุคคลเฉพาะกิจดังกล่าวรองรับ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ขายสินทรัพย์ภายใต้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์แล้วดังนี้ (รายละเอียดของรายการสามารถดูได้จากหัวข้อ 3.3.1 แหล่งที่มาของเงินทุน) วันที่ขาย สินทรัพย์ที่ขาย (ล้านบาท) จำนวนเงินได้ (ล้านบาท) ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ (นิติบุคคลเฉพาะกิจ) วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 1,999.99 (ลูกหนี้เช่าซื้อ) 1,482.50 บริษัท อีเทอนอล นิติบุคคลเฉพาะกิจ จำกัด วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 2,956.80 (ลูกหนี้บัตรเครดิต) 2,000.00 บริษัท อีเทอนอล เครดิตการ์ด นิติบุคคล เฉพาะกิจ จำกัด นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีนโยบายที่จะจัดหาเงินทุนให้เพียงพอกับการขยายตัวของการให้สินเชื่อของบริษัทฯ โดยการเพิ่มวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินการเพิ่มความหลากหลายในการจัดหาเงินทุนในระยะยาว โดยการออกหุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน และการ แปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์ เป็นต้น 1.4) ความเสี่ยงจากการที่ผู้ขอสินเชื่อแจ้งข้อมูลเท็จ บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ขอสินเชื่อหรือร้านคู่ค้าแจ้งข้อมูลเท็จในการขอสินเชื่อซึ่งอาจทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย เนื่องจากบริษัทฯ จะไม่สามารถติดตามหนี้จากผู้ขอสินเชื่อรายดังกล่าวได้ และบริษัทฯ ก็จะต้องทำการตัดจำหน่ายหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้สูญในที่สุด ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว บริษัทฯ จึงมีกระบวนการในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่รัดกุม โดยพนักงานอนุมัติสินเชื่อจะตรวจสอบจากฐานข้อมูลของบริษัทฯ ตรวจสอบจากชื่อผู้จดทะเบียนขอใช้โทรศัพท์ตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ผู้ขอสินเชื่อแจ้งไว้ในใบคำขอสินเชื่อ รวมทั้งการยืนยันความถูกต้องโดยการโทรศัพท์สอบถามทั้งที่บ้านและที่ทำงาน หากยังมีข้อสงสัยก็จะส่งพนักงานตรวจสอบไปตรวจสอบบ้านและที่ทำงานเป็นการเพิ่มเติม 1.5) ความเสี่ยงจากการทุจริตของพนักงานอนุมัติสินเชื่อ บริษัทฯ มีความเสี่ยงจากการทุจริตของพนักงานอนุมัติสินเชื่อ เช่น การอนุมัติเกินวงเงินที่ผู้ขอสินเชื่อควรจะได้รับหรือ การอนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้ขอสินเชื่อที่มีคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด บริษัทฯ ได้ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวโดยกำหนดให้ผู้บริหารและพนักงานระดับหัวหน้าของฝ่ายควบคุมสินเชื่อสุ่มตรวจสอบการอนุมัติสินเชื่อว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนดไว้หรือไม่ นอกจากนั้น ฝ่ายเร่งรัดหนี้สินจะส่งรายงานให้แก่ผู้บริหารฝ่ายควบคุมสินเชื่อและผู้จัดการสาขาเพื่อทำการวิเคราะห์และตรวจสอบรายละเอียดของลูกหนี้ค้างชำระเพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากความไม่ถูกต้องในการอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป 1.6) ความเสี่ยงจากการเก็บรักษาข้อมูล เนื่องจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ต้องขึ้นอยู่กับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เนื่องจากบริษัทฯ จะต้องเก็บรักษา ข้อมูลของลูกค้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้อง หรือเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่ทำให้ข้อมูลสูญหายหรือรั่วไหล ก็จะส่ง ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ดังนั้น บริษัทฯ จึงกำหนดให้มีระบบการถ่ายเทข้อมูลซึ่งเชื่อมโยงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลักและเครื่องคอมพิวเตอร์สำรอง ซึ่งหากเครื่องคอมพิวเตอร์หลักขัดข้อง เครื่องคอมพิวเตอร์สำรองก็จะสามารถทำงานได้โดยทันทีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการบันทึกข้อมูลต่างๆ ลงบนเทปบันทึกข้อมูล (Magnetic Tape) ซึ่งจะทำการบันทึกเป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน และเพื่อความปลอดภัย บริษัทฯ จึงทำการเก็บรักษาเทปดังกล่าวไว้ยังสถานที่อื่น นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดให้มีการใช้รหัสประจำตัวในการเข้าสู่ระบบข้อมูลของบริษัทฯ เพื่อเป็นการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับ 1.6) ความเสี่ยงจากการเข้ามาควบคุมของภาครัฐ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 กระทรวงการคลังได้ประกาศให้ธุรกิจบัตรเครดิต เป็นกิจการที่ต้องขออนุญาต ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 และให้อำนาจ ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยการผิดนัดชำระหนี้ หรือค่าปรับในการชำระหนี้ล่าช้ากว่ากำหนด หรือค่าธรรมเนียม และค่าบริการ และได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ถือบัตรเครดิต ในเดือนเมษายน 2547 ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกข้อกำหนดเพิ่มเติม ในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต โดยกำหนดอัตราการชำระหนี้ค้างชำระขั้นต่ำ เพดานสูงสุดในการให้สินเชื่อบัตรเครดิต และกิจกรรมในการส่งเสริมการขาย และคุณภาพของลูกหนี้บัตรเครดิต ดังนี้ • ยอดชำระหนี้ค้างชำระขั้นต่ำ เพิ่มจาก ร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 10 ของยอดค้างชำระ • บริษัทบัตรเครดิต ต้องยกเลิกบัตรเครดิตที่มีการค้างชำระ เกินกว่า 3 งวดขึ้นไป • บริษัทบัตรเครดิต ต้องตรวจสอบข้อมูลลูกค้ากับศูนย์ข้อมูลบัตรเครดิต ก่อนอนุมัติบัตร • ยอดสินเชื่อสูงสุดที่ให้ต้องไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน หรือกระแสเงินสดในบัญชีธนาคาร • บริษัทบัตรเครดิต ต้องควบคุมพนักงานในการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อการสมัครบัตรเครดิต นอกเหนือจากนี้แล้ว หากในอนาคตมีการออกข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทฯ บริษัทฯ ก็จะปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวด้วย 1.8) ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการรับซื้อคืนสิทธิเรียกร้องในลูกหนี้จากบริษัท นิติบุคคลเฉพาะกิจ จำกัด ภายใต้โครงการ แปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 บริษัทได้จำหน่ายสิทธิเรียกร้องในลูกหนี้เช่าซื้อ จำนวน 1,999.99 ล้านบาท ให้กับ บริษัท อีเทอนอล นิติบุคคล เฉพาะกิจ จำกัด (ESPV) และเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 บริษัทได้จำหน่ายสิทธิ เรียกร้องในลูกหนี้บัตรเครดิต จำนวน 2,956.80 ล้านบาท ให้กับ บริษัท อีเทอนอล เครดิต การ์ด นิติบุคคล เฉพาะกิจ จำกัด (ECC) ซึ่งทั้งสองบริษัทได้จดทะเบียนภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อประกอบการเป็นนิติบุคคลเฉพาะกิจ ภายใต้กฎหมายว่าด้วยนิติบุคคลเฉพาะกิจ เพื่อโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ตามที่ได้รับอนุมัติโครงการจากสำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ บริษัทฯมีสิทธิซื้อคืนหรือไม่ก็ได้ สำหรับสิทธิเรียกร้องที่เป็นหนี้เสียส่วนเกินทั้งหมดคืนจาก บริษัท นิติบุคคลเฉพาะกิจ จำกัด หากเกิดเหตุการณ์ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญา (รายละเอียดตามหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 6.3) อย่างไรก็ตาม หากบริษัทฯ ไม่ใช้สิทธิที่จะซื้อคืนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว อาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องมีการไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ออกโดย บริษัท นิติบุคคลเฉพาะกิจ จำกัด ก่อนกำหนด หรือทำให้ลำดับการชำระหนี้ต้องเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น จะไม่เกิดขึ้นตราบเท่าที่บริษัทฯ ยังมีการบริหารการจัดเก็บหนี้ได้ดี 1.9) ความเสี่ยงกรณีบริษัทฯ มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถือหุ้นเกินร้อยละ 50 ปัจจุบัน กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ คือ กลุ่มอิออน ซึ่งถือหุ้นรวมกันจำนวน 157,800,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 63.12 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ซึ่งจะทำให้กลุ่มผู้ถือหุ้นดังกล่าวสามารถควบคุมมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้เกือบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตั้งกรรมการหรือการขอมติในเรื่องอื่นที่ต้องใช้เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ยกเว้นเรื่องที่กฎหมายหรือข้อบังคับบริษัทฯ กำหนดให้ต้องได้รับเสียง 3 ใน 4 ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ดังนั้น ผู้ถือหุ้นรายอื่นจึงอาจไม่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลเรื่องที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เสนอได้ (9.) เพราะเหตุใด กิจการค้าจึงมักผ่อนปรนเงื่อนไขมากกว่าธนาคารพาณิชย์ ตอบ การค้าทั่วไปนั้นมันจะเป็นสินค้าจำพวกประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่นในบริษัท เพาเวอร์บายจำกัด บริษัท มานิคา-ไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท ฮิตาชิเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยการผ่อนปรนเงื่อนไขในการซื้อสินค้าโดยการที่พิจารณาดูหลักฐานเพียงแค่ บัตรประชาชนของผู้ซื้อ สำเนาทะเบียนบ้าน และหลักฐานการทำงาน ที่มีการพิจารณาดูหลักฐานเพียงแค่นี้เพราะว่า เป็นการให้สิทธิ์กับประชาชนผู้ที่มีรายได้น้อยก็สามารถที่จะซื้อเครื่องอำนวยความสะดวกได้ใช้ กิจการประเภทนี้อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ส่วนเงื่อนไขของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องมีเงื่อนไขมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หลักฐานการทำงาน ต้องดูรายได้ต่อเดือน ดูค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ความสามารถในการชำระหนี้ ดูวัตถุประสงค์ การป้องกันความเสี่ยง ดูคุณสมบัติ ต้องมีหลักประกัน ดูภาวะเศรษฐกิจ พิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต ฯลฯ การที่ธนาคารพาณิชย์ที่ต้องมีเงื่อนไขมากมายขนานนี้เพราะว่า เงินที่ธนาคารพาณิชย์ที่เอามาให้ปล่อยกู้สินเชื่อบุคคล สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและเล็ก สินเชื่อขนาดใหญ่ สินเชื่ออุตสาหกรรม สินเชื่อพาณิชยกรรม สินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อเกษตรกรรม ฯลฯ เหล่านี้ ที่ธนาคารมีความสามารถในการให้ได้เพราะมาจากการที่ลูกค้าที่เอาเงินมาฝากในธนาคารเพื่อที่จะเอาดอกเบี้ย ถ้าธนาคารไม่มีเงื่อนไขที่มากก็เหมือนว่าธนาคารเอาเงินของลูกค้าไปทิ้งเล่น หรือเอาไปลงทุนที่ไม่ได้กำไรกลับคืนมา และจะทำให้ลูกค้าที่เอาเงินมาฝากไม่ไว้ใจในธนาคารนี้ นางสาวมาลีวัลย์ ธัมเนียมอินทร์ รหัส 54127326086 การเงินการธนาคาร