เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรม ของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ๕
จากหนังสือ "รำลึกวันวาน"
หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ
โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม
กระทู้
19153 โดย
: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.ค. 49
ตอนที่ ๕
![]()
การฟื้นฟูศาสนาในประเทศไทย
![]() |
|
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ |
เรื่อง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 นี้ ท่านปรารภหลายวาระหลายสถานที่ ท่านพระอาจารย์ (หลวงปู่มั่น) เล่าว่า สมัยหนึ่ง เมื่อ พระเจ้าปเสนทิโกศล เข้าเฝ้า พระพุทธเจ้า ที่พระเชตวัน พระพุทธเจ้า ทรงปรารภถึงความชราภาพของพระองค์ทั้งสองว่า
"ตถาคตและพระองค์ ก็ย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว ไม่ช้าตถาคตก็จะปรินิพพาน และก็เช่นกัน พระองค์ก็จะเสด็จสวรรคต ตถาคตไม่กลับมาสู่ภพนี้อีก ส่วนพระองค์ เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร และเป็นพระสหายของตถาคต ยังต้องกลับมาสร้างบารมีต่อ ถ้าคราวใด ศาสนาของตถาคตเสื่อมลง ขอพระองค์ทรงกลับมาฟื้นฟูด้วย"
ต่อมาไม่นาน พระโอรสวิฑูฑภะ ก่อการกบฏขึ้นในแผ่นดิน พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เสด็จหนีไปยัง แคว้นมคธ เพื่อขอความช่วยเหลือจาก พระเจ้าอชาตศัตรู แต่พระองค์เสด็จไปไม่ทัน ประตูเมืองถูกปิดลงเสียก่อน ด้วยความชราภาพ และเหนื่อยอ่อนจากการเดินทาง พระองค์ก็เสด็จสวรรคตอย่างเดียวดาย ไร้ญาติขาดมิตร ที่ศาลาที่พักคนเดินทางนอกประตูเมือง นี่แหละหนอ สังสารวัฏ มีเบื้องต้นและที่สุด อันใครๆ ก็ตามไปรู้ไม่ได้
พระพุทธเจ้า คงจะทรงเห็นเหตุอันนี้ จึงตรัสกับ พระเจ้าปเสนทิโกศล อย่างนั้น ท่านพระอาจารย์ เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็คือ พระเจ้าปเสนทิโกศล นั้นเอง ที่มาทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา เมื่อถึงจุดนั้น
(พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นพระโพธิสัตว์ ที่ได้รับลัทธพยากรณ์แล้วว่า ภายหน้าจะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นลำดับที่ 3 เมื่อนับ พระเมตไตรย เป็นลำดับที่ 1 และ จะมีพระนามว่า พระธรรมราชา - ภิเนษกรมณ์)
![]()
อริยวาส อริยวงศ์
เรื่องมีอยู่ว่า สมัยที่ผู้เล่า (หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ) อยู่กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่บ้านหนองผือ มีชาวกรุงเทพมหานครไปกราบนมัสการ ถวายทาน ฟังเทศน์ และ ได้นำกระดาษห่อธูป มีเครื่องหมายการค้า รูปตราพระพุทธเจ้า (บัดนี้รูปตรานั้นไม่ปรากฏ) ตกหล่นที่บันไดกุฏิท่าน
พอได้เวลา ผู้เล่า ขึ้นไปทำข้อวัตรปฏิบัติท่านตามปกติ พบเข้า เลยเก็บขึ้นไป
พอท่านเหลือบมาเห็น ถามว่า "นั่นอะไร"
"รูปพระพุทธเจ้า ขอรับกระผม"
ท่านกล่าว "ดูสิ คนเรานับถือพระพุทธเจ้า แต่เอาพระพุทธเจ้าไปขายกิน ไม่กลัวนรกนะ"
แล้วท่านก็ยื่นให้ผู้เล่า บอกว่า "ให้บรรจุเสีย"
ผู้เล่า เอามาพิจารณาอยู่ เพราะไม่เข้าใจคำว่า "บรรจุ" จับพิจารณาดู พระพักตร์เหมือนแขกอินเดีย ผู้เล่าอยู่กับท่านองค์เดียว ท่านวัน ยังไม่ขึ้นมา
ท่านพูดซ้ำอีกว่า "บรรจุเสีย"
"ทำอย่างไร ขอรับกระผม"
"ไหนเอามาซิ"
ยื่นถวายท่าน ท่านจับไม้ขีดไฟมา ทำการเผาเสีย และพูดต่อว่า
"หนังสือธรรมะสวดมนต์ ที่ตกหล่นขาดวิ่นใช้ไม่ได้แล้ว ก็ให้รีบบรรจุเสีย กลัวคนไปเหยียบย่ำ จะเป็นบาป"
ผู้เล่าเลยพูดไปว่า "พระพุทธเจ้าเป็นแขกอินเดีย นะกระผม"
ท่านตอบ "หือ คนไม่มีตาเขียน เอาพระพุทธเจ้าไปเป็นแขกหัวโตได้"
ท่านกล่าวต่อไปว่า
" อันนี้ได้พิจารณาแล้วว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนไทย พระอนุพุทธสาวก ในยุคพุทธกาล ตลอดถึงยุคปัจจุบัน ล้วนแต่ไทย ทั้งนั้น
ชนชาติอื่น แม้แต่ สรณคมน์และศีล 5 เขาก็ไม่รู้ จะเป็น พระพุทธเจ้า ได้อย่างไร ดูไกลความจริงเอามากๆ
เราได้เล่าให้เธอฟังแล้วว่า ชนชาติไทย คือ ชาวมคธ รวมรัฐต่างๆ มีรัฐสักกะ เป็นต้น หนีการล้างเผ่าพันธุ์มาในยุคนั้น และ ชนชาติพม่า คือ ชาวรัฐโกศล เป็นรัฐใหญ่ รวมทั้งรัฐเล็กๆ จะเป็น วัชชี มัลละ เจติ เป็นต้น ก็ทะลักหนีตายจากผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยโมหะ อวิชชา มาผสมผสานเป็นมอญ (มัลละ) เป็นชนชาติต่างๆ ในพม่าในปัจจุบัน "
"ส่วน รัฐสักกะ ใกล้กับ รัฐมคธ ก็รวมกันอพยพมา สุวรรณภูมิ ตามสายญาติที่เดินทางมาแสวงโชคล่วงหน้าก่อนแล้ว"
ผู้เล่าเลยพูดขึ้นว่า "ปัจจุบัน พอจะแยกชนชาติในไทยได้ไหม ขอรับกระผม"
"ไม่รู้สิ อาจเป็น ชาวเชียงใหม่ ชาวเชียงตุง ในพม่า ก็ได้"
ขณะนั้น ท่านวัน ขึ้นไปพอดี ตอนท้ายก่อนจบ ท่านเลยสรุปว่า
"อันนี้ (หมายถึงตัวท่าน) ได้พิจารณาแล้ว ทั้งรู้ทั้งเห็น โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น"
ผู้เล่า พูดอีกว่า "แขกอินเดีย ทุกวันนี้คือพวกไหน ขอรับกระผม"
ท่านบอก "พวกอิสลาม ที่มาไล่ฆ่าเรา น่ะสิ"
"ถ้าเช่นนั้น ศาสน์พราหมณ์ ฮินดู เจ้าแม่กาลี การลอยบาปแม่น้ำคงคา ทำไมจึงยังมีอยู่ รวมทั้ง ภาษาสันสกฤต ด้วย"
"อันนั้นเป็นของเก่า เขาเห็นว่าดี บางพวกก็ยอมรับเอาไปสืบต่อๆ กันมาจนปัจจุบัน ส่วนพวกเรา พระพุทธเจ้า สอนให้ละทิ้งหมดแล้ว เราหนีมาอยู่ทางนี้ พระพุทธเจ้า สอนอย่างไรก็ทำตาม"
ท่านยังพูดคำแรงๆ ว่า "คุณตาบอดตาจาวหรือ เมืองเรา วัดวา ศาสนา พระสงฆ์ สามเณร เต็มบ้านเต็มเมือง ไม่เห็นหรือ" (ตาบอดตาจาว เป็นคำที่ท่านจะกล่าวเฉพาะกับผู้เล่า)
"แขกอินเดีย เขามีเหมือนเมืองไทยไหม ไม่มี มีแต่จะทำลาย โชคดีที่อังกฤษมาปกครอง เขาออกกฎหมายห้ามทำลายโบราณวัตถุ โบราณสถาน แต่ก็เหลือน้อยเต็มที ไม่มีร่องรอยให้เราเห็น อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าเลย ตัวเธอเองนั่นแหละ ถ้าได้ไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวอินเดีย จ้างเธอก็ไม่ไปเกิด"
"ของเหล่านี้นั้น ต้องไปตามวาสตามวงศ์ตระกูล อย่างเช่น วงศ์พระพุทธศาสนาของเรานั้น เป็นอริยวาส อริยวงศ์ อริยตระกูล เป็นวงศ์ที่พระพุทธเจ้าจะมาอุบัติ คุณแปลธรรมบทมาแล้ว คำว่า ปุคฺคลฺโล ปุริสาธญฺโญ ลองแปลดูซิว่า พระพุทธ จะเกิดในมัชฌิมประเทศ หรืออะไรที่ไหนก็แล้วแต่ จะเป็นที่อินเดีย หรือ ที่ไหนก็ตาม ทุกแห่งตกอยู่ในห้วงแห่งสังสารวัฏฏ์ ถึงวันนั้นพวกเราอาจจะไปอยู่อินเดียก็ได้"
"พระพุทธเจ้า ทรงวางพุทธศาสนาไว้ จะเป็นระหว่าง พุทธันดรก็ดี สุญญกัปปก็ดี ที่ไม่มีพระพุทธศาสนา แต่ชนชาติที่ได้เป็น อริยวาส อริยวงศ์ อริยประเพณี อริยนิสัย ก็ยังสืบต่อไปอยู่ ถึงจะขาด ก็ขาดแต่ผู้ได้สำเร็จมรรคผลเท่านั้น เพราะว่า จากบรมครู ต้องรอบรมครูมาตรัสรู้ จึงว่ากันใหม่"
ผู้เล่าได้ฟังมาด้วยประการฉะนี้แล
![]()
ความเป็นมาของชาวไทย
![]() |
|
พระปฐมเจดีย์ |
พระปฐมเจดีย์ เป็นเจติยสถานที่ตั้งอยู่ใน ประเทศสุวรรณภูมิ ที่เรียกว่า "แหลมทอง" คือ ประเทศไทย ในปัจจุบัน
ท่านพระอาจารย์มั่น เล่าว่า เมื่อครั้งมีการทำสังคายนาครั้งที่ 3 นั้นพิเศษ คือ มีพระมหากษัตริย์ทรงพระปรีชาสามารถอันกว้างไกล เห็นว่า พระพุทธศาสนา มารวมเป็นกระจุกอยู่ที่ ชมพูทวีป หากมีอันเป็นไปจากเภทภัยต่างๆ พระพุทธศาสนา อาจสูญสิ้นก็ได้ จึงมีพระประสงค์จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังนานาประเทศ สำหรับพระสงฆ์สายต่างๆ ผู้เล่าจะไม่นำมากล่าว จะกล่าวเฉพาะที่มายัง สุวรรณภูมิประเทศ ตามที่ ท่านพระอาจารย์ เล่าให้ฟัง
ท่านที่เป็นหัวหน้ามาสุวรรณภูมิคราวนั้น ตามประวัติศาสตร์ที่ได้จารึกไว้ คือ ท่านพระโสณะ และ ท่านพระอุตตระ
การส่งพระสงฆ์ ไปประกาศพุทธศาสนา คราวสังคายนาครั้งที่ 3 นั้น อย่าเข้าใจว่า จัดแจงบริขารลงในบาตรและย่าม ครองผ้าเสร็จ ก็ออกเดินทางได้ ต้องมีการจัดการเป็นคณะมากพอสมควร รวมทั้ง พระสหจรและสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ด้วยเป็นกระบวนใหญ่
การเดินทางรอนแรมระยะไกล ไปต่างประเทศ พระสงฆ์ผู้เป็นหัวหน้า และสหจร ท่านคงมีสายญาติ และ ญาติโยมผู้เคารพนับถือตามไปด้วย คงไม่ปล่อยให้ท่านเหล่านั้น เดินทางไปลำบาก ต้องมีคณะติดตาม เพื่อจะได้คอยช่วยเหลือหุงหาเสบียงอาหาร ในระหว่างเดินทาง อีกอย่างหนึ่ง หากพบภูมิประเทศที่เหมาะสม ก็ตั้งถิ่นฐานแสวงโชคอยู่ที่สุวรรณภูมิประเทศได้ จึงได้พากันมาเป็นกระบวนใหญ่
ชนชาติเจ้า ของถิ่นเดิม ที่อาศัยอยู่ในสุวรรณภูมิประเทศ มีอยู่แล้ว แต่คงไม่มาก หากมีอันตรายจากสัตว์ร้ายและเภทภัยต่างๆ มาย่ำยีเบียดเบียน การป้องกันก็ลำบาก เพราะกำลังไม่พอ นครปฐม คงเป็นที่รวมชุมชน กระบวนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และ นักแสวงโชคจากชมพูทวีป คงเอาที่นั้นเป็นจุดเริ่มต้น ชาวสุวรรณภูมิ ก็คงได้ยินกิตติศัพท์เช่นกัน จึงต้อนรับด้วยความยินดี
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ดี การแสวงโชคของญาติโยมที่ตามมาก็ดี ได้รับการสนับสนุนด้วยดี ประกอบกับผืนแผ่นดินก็กว้างใหญ่ไพศาลอุดมสมบูรณ์ ชาวประชาถิ่นเดิม ก็ยอมรับนับถือพระรัตนตรัยและศีล5 มีการสร้างวัดถวาย คงเป็นวัดพระปฐมเจดีย์เดี๋ยวนี้ ส่วนนักแสวงโชค ก็คงประกอบสัมมาอาชีพไปตามความสามารถ และ ปฏิบัติพระสงฆ์ไปด้วยพร้อมๆ กันนี้คือ ชนชาวชมพูทวีป ที่ได้เข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นครั้งแรก
นักแสวงโชคเหล่านั้น เมื่อประสบโชคแล้ว แทนที่จะหยุดอยู่แค่นั้น ก็นึกถึงญาติๆ ทางชมพูทวีป กลับไปบอกข่าวสารแก่ญาติๆ จึงมีการอพยพย้ายถิ่นฐานตามกันมาอีก
ลุศักราชประมาณ 500 ถึง 900 ปี หลังพุทธปรินิพพาน อาเพศเหตุร้ายก็เริ่มเกิดขึ้น เนื่องจาก ชนชาติชาวเปอร์เซีย ในปัจจุบัน คือ แถบตะวันออกกลาง เกิดมีลัทธิอย่างหนึ่งขึ้นมาในปัจจุบัน คือ ศาสนาอิสลาม ได้จัดขบวนทัพอันเกรียงไกร รุกรานเข้าสู่ ชมพูทวีป คือ ประเทศอินเดีย ในปัจจุบัน
อินเดีย สมัยนั้นมี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสรณะที่พึ่งอาศัยของชาวชมพูทวีปทั้ง 7 รัฐ รวมทั้ง ชาวศากยวงศ์ของพระองค์ อยู่ด้วยกันฉันท์พี่น้อง การเตรียมรบจึงไม่เพียงพอ
เมื่อกองทัพอันเกรียงไกรยกเข้ามา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แบบสิ้นชาติก็เกิดขึ้น การหนีตายอย่างทุลักทุเลของรัฐเหล่านั้น จะเป็นอย่างไร มหาวิทยาลัยนาลันทาเอย พระเวฬุวันเอย พระเชตวันเอย บุพพารามเอย รวมทั้ง พระสงฆ์เป็นหมื่นๆ ประวัติศาสตร์ก็ได้จารึกไว้แล้ว ตายเป็นเบือ ราบเรียบเป็นหน้ากลอง
ชาวรัฐโกศลและรัฐเล็กรัฐน้อย เช่น ลิจฉวี มัลละ ก็ทะลักเข้าสู่ ดินแดนชเวดากอง คือ พม่า มอญ ไทยใหญ่ ในปัจจุบัน ชาวมคธรัฐ มีเมืองราชคฤห์เป็นราชธานี ก็หนีตามสายญาติที่เดินทางมาก่อนแล้ว มุ่งสู่สุวรรณภูมิ รวมทั้งรัฐเล็กรัฐน้อย มีรัฐสักกะ โกลิยะ และอื่นๆ ก็ติดตามมาด้วย แยกเป็นสองสาย สายหนึ่งไปทางโยนกประเทศ คือ รัฐฉาน ปัจจุบันอยู่ในพม่า และเลยไปถึงมณฑลยูนนานของประเทศจีน
รัฐใหญ่ ในครั้งพุทธกาล คือ รัฐมคธ เป็นไทยในปัจจุบัน รัฐโกศล คือ พม่า (เมียนมาร์ในปัจจุบัน)
ท่านพระอาจารย์ เล่าว่า พม่าและไทย พระพุทธเจ้า ทรงโปรดและตรัสสอนเป็นพิเศษ สองประเทศนี้จึงมีพระพุทธศาสนาที่มั่นคงมายาวนาน และ จะยาวนานต่อไป
แต่พม่า เป็นเมืองเศรษฐีอุปถัมภ์ สมัยเป็น ชาวโกศล ก็มีคหบดี คือ ท่านอนาถบิณฑิกะ และ นางวิสาขา เป็นผู้อุปถัมภ์
แต่ไทย มีองค์พระมหากษัตริย์ เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก พิเศษกว่าพม่า
ชาวพม่า มีอุปนิสัยทุกอย่าง โดยเฉพาะ ความซื่อสัตย์ เหมือนคนไทย เป็นมิตรคู่รักคู่แค้น จะฆ่ากันก็ไม่ได้ จะรักกันก็ไม่ลง ท่านว่าอย่างนี้
สมัยพุทธกาล รัฐมคธ มีปัญหาอะไรก็ช่วยกัน บางคราวก็รบกัน ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ มาเป็นไทย เป็นพม่า ก็รบกัน ประวัติศาสตร์ก็จารึกไว้แล้ว
ส่วนพระปฐมเจดีย์นั้น ผู้เล่ากราบเรียนถาม ท่านพระอาจารย์ ท่านตอบว่า คงจะสร้างเป็นอนุสรณ์ การนำพระพุทธศาสนามาสู่สุวรรณภูมิ เป็นครั้งแรก ฟังแต่ชื่อก็แล้วกัน ปฐม ก็คือ ที่หนึ่ง คือ พระเจดีย์องค์แรก
ท่านกล่าวต่อไปว่า คงบรรจุพระธาตุพระอรหันต์ รวมทั้ง พระบรมสารีริกธาตุด้วย เมื่อมีการบูรณะแต่ละครั้ง ผู้จารึกเรื่องราว มักบันทึกเป็นปัจจุบันเสีย ประวัติศาสตร์เบื้องต้น จึงไม่ติดต่อ ขาดเป็นขั้นเป็นตอน ว่าคนนั้นสร้างบ้าง คนนี้สร้างบ้าง แล้วแต่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น
คำพูดแต่ละยุค มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสมัย ย้อนถอยหลังกลับไป
คำว่า ประเทศพม่า คนไทยจะไม่รู้จัก รู้จักพม่าว่า เมืองมัณฑะเลย์หรือหงสาวดี
และ คนพม่า ก็จะไม่รู้จักคำว่า ประเทศไทย จะรู้จักไทยว่า เมืองอโยธยา
เรื่องราวเหล่านี้ ผู้เล่าได้ฟังมาจาก ท่านพระอาจารย์มั่น และ พระอาจารย์ชอบ
ต่อไปจะได้เล่าเรื่อง ชนชาวไทย ชนชาวลาว
ท่านพระอาจารย์ เล่าว่า ชาวลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ก็คือ ชาวนครราชคฤห์ หรือรัฐมคธ เช่นเดียวกับ ชาวไทย ไทยและลาว จึงเป็นเชื้อชาติเดียวกัน แต่หนีตายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาคนละสาย ลาวเข้าสู่แดนจีน จีน จึงเรียกว่า พวกฮวน คือ คนป่าคนเถื่อนที่หนีเข้ามา โดยชาวจีนไม่ยอมรับ จึงมีการขับไล่เกิดขึ้น (ประวัติศาสตร์ไทย เขียนไว้ว่า ไทยมาจากจีน เห็นจะเป็นตอนนี้กระมัง)
ความจำเป็นเกิดขึ้น จึงมีการต่อสู้แบบจนตรอก ถอยร่นลงมาสู่ ดินแดนสุวรรณภูมิ ตามสายญาติ คือ ไทย สู่ สิบสองจุไทย สิบสองปันนา หนองแส และ แคว้นหลวงพระบาง ปัจจุบันก็ยังมีคนไทยตกค้างอยู่
พอถอยร่นลงมาถึง นครหลวงพระบาง เห็นว่าปลอดภัยแล้ว และ ภูมิประเทศก็คล้ายกับ นครราชคฤห์ จึงได้ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นั่น และ อยู่ใกล้ญาติที่สุวรรณภูมิด้วย คือ นครปฐม เป็นพวกที่มาตั้งอยู่ก่อน และ พวกที่เข้ามาตอนหนีตายคราวนั้น
การสร้างบ้านแปลงเมืองเป็นมาโดยราบรื่น โดยให้ชื่อว่า "กรุงศรีสัตตนาคนหุต" (เมืองล้านช้าง) จนถึง พระเจ้าโพธิสาร เป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์มีราชโอรส 2 พระองค์ ชื่อเสียงท่านไม่ได้บอกไว้ พอเจริญวัย พระเจ้าโพธิสาร ทรงเห็นว่า เมืองปัจจุบันคับแคบ มีภูเขาล้อมรอบ ขยายขอบเขตยาก การเกษตรกรรมทำนาไม่เพียงพอ และ เพื่อเป็นการขยายอาณาจักรด้วย
จึงส่ง ราชโอรสองค์ใหญ่ ไปตาม ลำแม่น้ำโขง มาถึง เวียงจันทน์ จึงได้ตั้งบ้านเรือนขึ้น มีเมืองหลวง ชื่อว่า "กรุงจันทบุรีศรีสัตตนาคนหุต"
ส่วน พระราชโอรสองค์น้อง ได้ไปตาม ลำน้ำน่าน มาตั้งบ้านเมืองอยู่ที่ สุโขทัย โดยมีเมืองหลวง ชื่อว่า "กรุงสุโขทัย"
ท่านพระอาจารย์ แปลให้ฟังด้วยว่า "สุโขทัย" แปลว่า "ไทยเป็นสุข" เหตุที่อยู่ที่นี้ เพราะปัจจัยในการครองชีพเอื้ออำนวย และ ใกล้ญาติทางนครปฐม ไปมาหาสู่ก็สะดวก ท่านว่าอย่างนี้
นครปฐม ก็มีเมืองหลวง คือ "ทวาราวดีศรีอยุธยา" ที่เรียกว่า ยุคทวาราวดี นั่นเอง
เวียงจันทน์ จึงเป็น พระเจ้าพี่
สุโขทัย เป็น พระเจ้าน้อง
นครปฐม สุโขทัย หลวงพระบาง เวียงจันทน์ ก็คือ ชนชาติชาวราชคฤห์ ในครั้งพุทธกาล นั่นเอง
การอพยพหนีตายคราวนั้น บางพวกลงเรือข้ามทะเล ไปขึ้นฝั่งที่ นครศรีธรรมราช ก็มี ซึ่งมี พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เป็นสักขีพยานว่า ชาวใต้ทั้งหมด ก็เป็นชนชาติรัฐมคธ ในครั้งพุทธกาล เหมือนกันกับ ชาวพม่า มอญ กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ ก็คือ ชาวโกศล ในครั้งพุทธกาล นั้นเอง![]()
ศึกษาข้อมูลจากฉบับเต็ม
ได้ที่เว็บด้านล่างนี้ครับ
http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-mun/lp-mun-hist-06-05.htm
![]()

