เท่าที่อ่านดู ก็จะพบว่าสังคมไทยมีปัญหาเช่นนี้อยู่ไม่น้อย

เป็นปัญหาทางวิธีคิดครับ เป็นอคติที่ถูกสังคมสร้างขึ้น และกลุ่มคนที่มีอำนาจในการสร้างหรือนิยามความหมายนี้ ก็มักจะเป็นคนกลุ่มเล็กๆที่มีอำนาจในสังคม โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ในเรื่องการนิยามว่า อะไรคือ "ความรู้" อะไรไม่ใช่ "ความรู้" อะไรคือ "วิชาชีพ " อะไรไม่ใช่ "วิชาชีพ"

หรือ แม้แต่ อะไรเป็น "งาน" อะไรไม่เป็น "งาน"

อย่างงานบ้านของผู้หญิง นี่ก็ไม่ถือว่าเป็น "งาน" ในความหมายของรัฐ หรือในสังคมปิตาธิปไตย (patriarchy) งานบ้านจึงเป็นงานที่ถูกสังคมบิดเบือนว่าต่ำต้อยด้อยค่ากว่างานนอกบ้าน (ของผู้ชาย) หนักหน่อย ก็ถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้สมอง

ผู้หญิงที่ตรากตรำกับงานบ้านก็เลยพลอยถูกมองว่า ไม่รู้จักพัฒนาสมอง เพราะทำกิจกรรมงานบ้าน ที่ไม่ต้องใช้ "สมอง" รวมไปถึงเป็นคนขี้เกียจ เพราะทำกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่เป็นงานที่มีคุณค่าเหมือนงานของผู้ชาย

และผู้หญิงจำนวนมหาศาล ก็ถูกหล่อหลอมครอบงำให้จำนนต่อมายาคติว่าด้วย เรื่อง งานบ้าน ไม่ใช่ "งาน" หรือถ้าจะเป็นงาน ก็เป็นงานต่ำชั้นกว่างานนอกบ้าน ต่ำกว่างานของหมอ ตำรวจ นักกฏหมาย นักพัฒนาสังคม นักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์

ในที่นี้ รวมถึงทั้งค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน และรางวัลทางสังคมด้วย

อย่าเสียใจไปเลยครับ เพราะผู้หญิงอีกครึ่งโลก (เป็นอย่างน้อย)  โดยเฉพาะในประเทศโลกที่สาม

เขาเจอกับปัญหาในเรื่องการนิยามนี้มาหลายศตวรรษแล้ว

แต่พวกเธอก็มีพัฒนาการต่อสู้ เคลื่อนไหวทางสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ในนามของกลุ่ม เฟมินิสต์ (feminist) หรือกลุ่มสิทธิสตรี

นี้อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการต่อสู้เชิงนิยามความหมาย เป็นการต่อสู้ในเชิงสร้างวาทกรรม โดยวาทกรรมที่คุณเผชิญอยู่นี้เป็น เรื่อง "ความเป็นวิชาชีพ" ซึ่งมันมีรากเหง้าของปัญหาวิธีคิด ที่น่าจะตามไปสืบค้นนะครับ

ลำพัง การเรียกร้องแบบปัจเจกคงไม่ดังพอ น่าจะได้มีการศึกษาวิจัย ขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบด้วยนะครับ

ผมหวังว่าวิกฤตครั้งนี้ น่าจะเปิดโอกาสที่ดีให้กับจตุพรในการศึกษาเรียนรู้ และอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะนะครับ