วิจัยอย่างไรให้เป็นสุข                        การวิจัยคือกระบวณการในการสืบเสาะแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้และนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ เช่น ใช้ในการตอบคำถาม อธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ  หรือนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการหาความรู้อื่นๆต่อไป หรืออาจจะพูดได้ว่าการวิจัยเป็นการค้นหาคำตอบและวิธีการที่นำผู้วิจัยไปสู่คำตอบของคำถามที่ผู้วิจัยอยากรู้ โดยมีจุดประสงค์หลักคือสิ่งที่ได้จากการวิจัยจะสร้างประโยชน์แก่มวลมนุษย์ข้าพเจ้า นายขจรศักดิ์ เจียดกำจร เป็นอีกผู้หนึ่งที่เคยทำวิจัยในระดับมัธยมศึกษา เช่นกัน ข้าพเจ้าทำวิจัยเรื่อง ความต่างศักย์ของเซลล์สุริยะต่อแสงสี จากหลอดฟลูออเรสเซนต์และไดโอดเปล่งแสงการทำวิจัยครั้งนั้นทำให้ข้าพเจ้าได้ประสบการณ์ต่างๆมากมาย                       สิ่งแรกที่ทำให้ข้าพเจ้าทำวิจัย คือ ความชอบ ความกระหายใคร่รู้ ในคำตอบของปัญหา ในการทำวิจัยนั้น ข้าพเจ้าจะยึดแนวทางตามหลักอริยสัจ คือ อาศัยความมีเหตุและผล  ค้นหาต้นตอของผลต่างๆจากเหตุ ค่อยๆ เดินไปทีละลำดับ แต่มีการกำหนดจุดมุ่งหมายที่แท้จริงไว้อย่างแน่นอน ทางที่เดินผ่านจะนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้  ระหว่างการวิจัยข้าพเจ้ามักจะแบ่งการทำงานออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาความผิดพลาดและติดตามแก้ไขได้ถูกจุด แต่ความรอบคอบคือสิ่งสำคัญเช่นกัน    ก่อนเข้าสู่ลำดับต่อไป ข้าพเจ้าจะต้องตรวจสอบ ความถูกต้องของลำดับก่อนหน้า และ ดูว่า หนทางยังนำไปสู่เป้าหมายหรือคำตอบของคำถามที่เข้าเจ้ากำหนดไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มแรกหรือไม่  หากถูกต้อง ข้าพเจ้าจึงทำต่อไป  โดยอาศัยหลักอิทธิบาท อันประกอบด้วย ฉันทะ คือชอบในงานวิจัยที่ตัวเองทำ  วิริยะ คือความขยันหมั่นเพียรในการทำวิจัย จิตตะ คือ ความเอาใจใส่ สนใจดูแลงานวิจัยที่ตนเองกระทำอยู่ให้ดีที่สุด และวิมังสา  คือการตรวจสอบความถูกต้องว่าความถูกต้องเพียงใด  เพื่อใช้ในการแก้ไขปรับปรุงต่อไป เป็นต้น                        นอกเหนือจากหลักอิทธิบาทแล้ว การทำวิจัยจะต้องอาศัยคุณสมบัติอื่นๆอีกเช่น ความอดทน ข้าพเจ้าต้องมีความอดทน  มานะ พยายาม  เพื่อที่จะนำพาตนเองไปสู่การค้นพบคำตอบของงานวิจัย  โดยอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ คือ ซื่อสัตย์ต่อข้อมูลที่ได้มา ใส่ผลของการตรวจวัดตามความจริงเป็นต้น                       เมื่อข้าพเจ้าได้ทำวิจัยตามแนวทางข้างต้นแล้ว ข้าพเจ้าได้ประสบกับความสุขในการวิจัยมากมาย เช่น ความสุขที่เป็นพื้นฐานเริ่มแรกของการวิจัย คือ ความสุขที่ได้คำตอบ มาสนองความอยากรู้ของตนเอง  ความสุขระหว่างการทำวิจัยเช่น ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆที่ตนเองยังไม่เคยรู้ ความสุขจากการจดบันทึกข้อมูล เป็นต้น ข้าพเจ้าแบ่งความสุขที่ได้จากการวิจัยได้3 ประเภท   คือ          1. ความสุขทางกาย   คือ   มีสุขภาพที่ดี คำนึงถึงศักยภาพของตนเอง   ทำวิจัยในด้านที่ไม่เป็นผลเสียต่อตนเอง  หากผู้วิจัยมีสุขภาพพร้อมแล้ว  ย่อมนำมาซึ่งงานวิจัยที่มีคุณภาพ   ไม่มีความเครียด  ข้าพเจ้าจึงเลือกงานวิจัยในด้านที่ข้าพเจ้าชอบ เป็นการได้ทำในสิ่งที่อยากทำจึงทำงานวิจัยได้อย่างมีความสุข              2. ความสุขทางใจ   คือ   มีความภูมิใจ ในการได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม ที่กำลังทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์และประเทศชาติ อีกทั้ง ความคิดของเรายังถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาด้านต่างๆต่อไป       3. ความสุขทางจิต   คือ  ได้ฝึกการคิดในด้านบวก  ฝึกทักษะทางด้านการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ นอกจากนี้ยังได้ ฝึกการเข้าสังคม อยู่ร่วมและปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น อีกด้วย                        หลังจากทำวิจัยสำเร็จลุล่วงแล้ว ข้าพเจ้ายังได้รับความสุขอีก เมื่อมีผู้อื่นนำงานวิจัยของ้าพเจ้าไปใช้ต่อแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ ความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น และเห็นผู้อื่นหายจากความทุกข์เละทรมาน เช่น การวิจัยยารักษาโรค เป็นต้นและความสุขเมื่อได้รับการจารึกชื่อไว้ สู่คนรุ่นต่อไป คนรุ่นลูกรุ่นหลานยกย่อง และยึดเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต เป็นต้น                           สุดท้าย ในการทำวิจัยหรือการทำงานใดๆก็ตาม เราควรจะตระหนักอยู่เสมอว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นจะสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อผู้อื่น อยู่บนพื้นฐานของการคิดดี คิดชอบ คิดถูกต้องตามวิชาการและศีลธรรม โดยยึดถือประโยชน์และการนำไปใช้ในทางถูกต้องและสร้างสรรค์เป็นสำคัญ   ตอบคำถามที่ว่าทุกวันนี้เราทำทุกสิ่งลงไปเพื่ออะไร …………..แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว จะขอตอบว่าทำไปเพื่อความสุขเพราะฉะนั้นจึงเลือกทำในสิ่งทำแล้วมีความสุข ข้าพเจ้าจึงเลือกทำวิจัย …………..ผู้ที่ทำวิจัยแล้ว งานวิจัยทำให้ผู้อื่นมีความสุข ผู้วิจัยก็ย่อมมีความสุข………. ผู้เขียน นายขจรศักดิ์  เจียดกำจร (RF.)นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษานักเรียนในโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน(JSTP) รุ่นที่ 8สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทดโนโลยีแหง่ชาติ(สวทช.)