สรุปการบรรยายโดย ทีมงาน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ (ต่อ)
ดร.จีระบอกว่า
- การตัดสินใจในวันนี้ต้องมี Long term impact ถึงจะอยู่รอด ประเทศไทยต้องซ่อมความรู้
- การวิจารณ์ต้องอ่านจากหลาย ๆ แห่งแล้วมา Synthesis
กรณีศึกษาของการทำงานของนักวิชาการจาก สวทช. กับการร่วมมือกับภาคเอกชน
ดร.เฉลิมพล เกิดมณี
- ส่วนใหญ่ภาควิชาการส่งรายงานเป็นลักษณะ Scale ต้นแบบ
- ประเทศไทยจะรวมกับอาเซียน นำเทคโนโลยีมายกระดับการผลิตและต้นทุน
- ความรู้ที่ได้จากภาควิชาการจะพร้อมใช้ และสามารถนำไปใช้งานได้เลย แต่ปัญหาคือภาควิชาการไม่เข้าใจโจทย์จากภาคเอกชนไม่ชัดเจนดังนั้นการส่งงานจึงเป็นลักษณะการไม่พร้อมใช้ หรือส่งเป็น Scale ต้นแบบ
- ภาควิชาการส่วนใหญ่มองภาคธุรกิจเป็นแหล่งกองทุนสงเคราะห์ แต่ความจริงแล้ว คือการนำคนของภาคธุรกิจมาร่วมทำงาน สื่อสารร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกันว่าธุรกิจมีขั้นตอนอย่างไร จะทำให้เราเข้าใจถึงความเป็นส่วนหนึ่งว่ามีส่วนร่วมเป็นอย่างไร
- วิชาการสาขาหนึ่งไม่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เคลื่อนตัวไปได้ ต้องเน้นการสร้างสรรค์การทำงานเป็นทีม การเห็นคุณค่าของการทำงานร่วมกันว่าตอบโจทย์ภาคธุรกิจจริง หรือเรียกว่าการจัดลำดับ Priority ให้ชัดเจน
- ภาคธุรกิจเมื่อต้องการผลงานระดับหนึ่งแล้วก่อให้เกิดรายได้ขึ้นมาได้นั้นต้องหาจุดลงตัว และร่วมกันในการทำวิจัย ว่าสิ่งนี้มีคุณค่า นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่สามารถตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้อย่างเห็นชัด ถ้าภาคธุรกิจพร้อมที่จะลงทุน แล้วการลงทุนย้อนกลับสู่ผลกระทบการค้าเท่าไหร่ ต้องอาศัยการศึกษาและทำความเข้าใจร่วมกัน
- โครงการที่ทำร่วมกับภาคเอกชนตัวอย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ มิตรผลวิจัย เครือซีเมนต์ไทย ดร.เฉลิมพลขอยกตัวอย่างเครือซีเมนต์ไทย โปรเจคแรก ๆ เป็นการเข้าไปในมุมของ CSR ช่วยสังคมเกษตรกรรากหญ้า ไม่ว่าเราทำงานร่วมกับใครก็ตาม ถ้าให้มากกว่าสิ่งที่เขาคาดคิด สิ่งนั้นจะอยู่กับเราแล้วเป็นมิตรภาพกับเราอย่างถาวร
- การส่งเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพืช และการบริหารพืช และการทำอุตสาหกรรมการกระดาษ จนถึงการดูแลบุคคล การพัฒนาการทำงานและบุคลากรร่วมกัน การทำงานร่วมกันเป็นลักษณะการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ถ้าการทำงานธุรกิจเป็นแค่เพียงผู้รับทุน ก็จะเป็นผู้รับทุน แต่ถ้าทำให้เขามีส่วนร่วมในโปรเจคอื่น ๆ เขาจะเข้ามามีส่วนร่วม และมีการแนะนำเพื่อน ๆ เข้ามามีส่วนร่วม เราจึงเป็นเสมือนหนึ่งยูนิตในตัวของเขา
- ดังนั้นเวลาทำโปรเจคร่วมกับเอกชน ต้องให้มากกว่าที่เขาคิด เป็นลักษณะการทำโปรโมชั่นที่เยอะกว่า โดยไม่ต้องคิดถึงว่าเขาจะให้อะไรเรา ทำให้เขาคิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของการทำในองค์กรเขา
- สิ่งหนึ่งทำให้เราทำงานกับภาคเอกชนแล้วไปได้ดี คือไม่ว่าเราจะทำตรงส่วนไหนของประเทศก็ตาม แล้วมองว่าใครได้ประโยชน์
- การทำงานร่วมกับเอกชน สิ่งสำคัญคือมิตรภาพ เพราะผู้บริหารบริษัทเอกชนอยากได้เพื่อน และขอคำปรึกษาได้ ดังนั้นการปรึกษาเราจึงเสมือนการเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ให้ความรู้และแนวคิด ประเด็นสำคัญคือนักวิชาการต้องยึดมั่นความซื่อสัตย์ บอกเฉพาะสิ่งที่เป็นจริง และต้องช่วยรักษาความลับของเอกชนได้อย่างดี สิ่งนี้ถือเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานที่นักวิชาการต้องมีความแม่นยำ ความถูกต้อง ส่งมอบสิ่งถูกต้อง และอยู่กับเขาด้วยความเชื่อมั่น มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
- เราต้องหาจุดยืนของเราให้เจอว่าเก่งอะไร พยายามชักชวนคนเก่งร่วมงานกัน แล้วทำงานเป็นทีม
- Scale ต้นแบบอุตสาหกรรม เทคโนโลยีพร้อมใช้ ส่งมอบเป้าได้ตามที่สัญญาไว้ และถ้าส่งมากกว่าสิ่งที่เขาต้องการจะทำให้เขาสามารถเรียนรู้ต่อไป
- การบริหารจัดการ .... ทิ้งอดีต อยู่กับปัจจุบัน มีเป้าชัดเจน ว่าจะทำอะไร ทำ ณ วินาทีที่เราทำอยู่ปัจจุบันนี้ ทำให้เต็มที่
- เวลาตั้งเป้าต้องจัดลำดับความสำคัญให้ได้ ทำอะไรที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนเยอะ เป็นการมองเป้าระยะยาว เป้าเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เมื่อเขานึกถึงเรื่องนั้น แล้วเขาจะนึกถึงคุณ ทำให้สามารถทำงานร่วมกับเขาได้อย่างมีความสุข
บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
คุณมนตรี คงตระกูลเทียน
- ดูเรื่องเทคโนโลยีพรรณพืช และจักรกลการเกษตร
- สิ่งที่ดำเนินการคือการทำพันธุ์ข้าวโพด พันธุ์ข้าว ปัจจุบันมีการทำพันธุ์ข้าวลูกผสมโดยหาพันธุ์พ่อ พันธุ์แม่แล้วทำให้พันธุ์ลูกออกมาเด่นกว่าพ่อแม่ มีมาตรฐานที่ตลาดต้องการ และมีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า
- ตัวอย่างข้าว มีความร่วมมือกับสถาบันต่าง ๆ เช่น ประเทศจีน ฟิลิปปินส์ สวทช. ม.เกษตรศาสตร์
- การร่วมมือในด้านต่าง ๆ ปกติข้าราชการทำมาก่อน แล้วมีการแจ้งงบประมาณเข้ามาเชิญหน่วยงานเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการต่าง ๆ จึงเกิดความเชื่อมโยงกับสถาบันฯ เมื่อเอกชนมาขยายก็จะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างรวดเร็ว
- จากสายพันธุ์ที่เอามาของภาคราชการ ทำให้เกิดการต่อยอด บางสายพันธุ์มาจากพันธุ์แท้ในประเทศไทย บางสายพันธุ์มาจากต่างประเทศ สรุปคือต้องพึ่งราชการแน่นอน เพราะ ได้ทำการวิจัยในด้านนี้อย่างดี ทำให้การดำเนินการในภาคเอกชนต่อยอดได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น หลักการของกรมวิชาการเกษตรเป็นอย่างไร กรมวิชาการเป็นอย่างไร ก็มาทำตาม และประยุกต์ให้ง่ายขึ้น
- การทำงานร่วมกับหน่วยงานที่ต่างกัน ทำให้พบว่าบางท่านมีทัศนคติไม่ตรงกัน ถ้าเราสามารถทำให้เกิดความเข้าใจได้คือทำอย่างไรให้เกษตรกรมีพันธุ์ที่ดี มีกระบวนการผลิตที่ถูกต้อง ผลที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือ การส่งผลดีต่อประเทศไทย
- ปัจจุบันการทำงานกับราชการรวดเร็วขึ้น และสามารถเจรจาได้ ถ้ามีบางกรณีที่ช้า ก็จะปรับจูนความเข้าใจให้ตรงกันมากขึ้น จะทำให้การทำงานอยู่รอดได้
- เกิดประโยชน์ต่อภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรอย่างไรนั้น เชื่อว่าการเกษตรไทยไม่ด้อยกว่าที่ใดในอาเซียน ดังนั้นเวลาจะศึกษาก็ให้ดูสิ่งที่ดีมาเป็นตัวอย่าง และนำสิ่งที่ล้มเหลวมาเป็นบทเรียน
ดร.จีระ
- เห็นด้วยที่มีอาจารย์จากไต้หวันท่านหนึ่งบอกว่าเรื่องทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญ
- โดยสรุปของ ดร.เฉลิมพล จะให้ความสำคัญเรื่อง Teamwork, Share Vision ,Value Creation, Ethic, Sustainability
- มารยาทในการ Contact Point เป็นส่วนสำคัญ ระวัง การ Miss communication ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นสิ่งที่ดร.จีระ อยากเสนอคือ Process ตั้งแต่จุดเริ่มต้นมาสู่จุดสุดท้าย ระยะเวลาของราชการเต็มไปด้วยอุปสรรค ที่วัดผลจริง ๆ ควรอยู่ที่การวัดความพอใจของลูกค้าไม่ใช่อยู่ที่การวัดจาก Supply side
- สิ่งสำคัญคือคุณภาพการวิจัยต้องดีมาก ๆ ให้มากกว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เป็นลักษณะ Customer Delight (แต่ก่อนเป็นแค่ Customer Satisfaction)
- การ Deal กับ Private Sector
- การไม่ข้าม Silo อย่างรวดเร็วเพราะว่าต้นทุนมากกว่าผลกำไร
- ภาควิชา สามารถทำงานร่วมกัน ต้องทำให้เรามีทั้งภายนอกแข็ง และภายในแข็งด้วยถึงจะรอด
- Attitude หรือทัศนคติ ไม่รุนแรงเท่า Mindset
Mindset
พื้นฐานทางกายภาพ เช่น ขนาดของสมองมีส่วนสำคัญต่อความสามารถทางความคิด นอกจากนั้นประสบการณ์ และสภาพแวดล้อมมีผลต่อกรอบความคิดหรือ Mindset ของเรา
คนที่มี Fixed Mindset (FM)
- ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต
- มองความสำเร็จว่าเป็นความสามารถของตัวเอง
- ไม่ชอบความท้าทาย
- มองความล้มเหลวเป็นความพ่ายแพ้
คนที่มีGrowth Mindset (GM)
- เห็นว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้เสมอเพื่อการพัฒนา
- มองความสำเร็จเป็นการเรียนรู้ และพัฒนา
- ไม่กลัวการผิดพลาด ชอบความท้าทาย “Learner” มองความล้มเหลวเป็นการเรียนรู้
การพัฒนาให้เกิด Growth Mindset ในองค์กร
- ปรับปรุงสภาพแวดล้อม
- มีความเชื่อในศักยภาพของ “คน” และพัฒนา
- ไม่ส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่ยุติธรรม ทุก ๆ คนในองค์กรเป็น Colleague บริหารงานจาก Fact ไม่ใช่ Feeling
- ทุก ๆ คนในองค์กรเป็นเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่มองแบบเจ้านาย – ลูกน้อง
- บริหารงานจากข้อเท็จจริงเป็น
ทางออกของปัญหา
Change Management – เริ่มตั้งแต่วันนี้
- Establish sense of urgency –ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงอย่ารอช้า
- Create Coalition – อย่าทำคนเดียวสร้างแนวร่วม ตัวละครมีใครบ้าง
- อาจารย์ / ศิษย์เก่า / นักศึกษา / ระดับมหาวิทยาลัย / เจ้าหน้าที่ (Support Staff) ฯลฯ
3) Develop vision and strategies
4) Communicating the change vision
5) Empowerment – กระจายอำนาจ มอบอำนาจให้ดี
6) Generate short – term win
7) Consolidate short – term win and produce more change ชนะเล็ก ๆ
8) Build the change culture – สร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลง
ทางออกของปัญหา
พัฒนาทักษะในการเจรจาต่อรอง การเจรจาต่อรองต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์
ศิลป์ คือ การสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกันไว้ก่อน สร้างบรรยากาศในการเจรจาต่อรองให้ดี ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน
ศาสตร์ คือ ทำการบ้านให้ดี วิเคราะห์ความต้องการของเขาให้ออก
การต่อรองที่ดีจะมี 5 ขั้นตอน
1.การเตรียมตัว
2.เสนอข้อต่อรอง
3.แลกเปลี่ยนข้อมูล
4.ต่อรอง
5.ปิดการต่อรอง -สำเร็จ หรือ ไม่สำเร็จ
ปัจจัยในความสำเร็จของการเจรจาต่อรอง
- เน้นเป้าหมายที่คล้าย ๆ กัน
- เตรียมตัวดี มีข้อมูล
- บรรยากาศเป็นกันเอง
- ไม่เครียด
- การจัดที่นั่งเน้นความสำคัญของบุคคลเหล่านั้นให้เหมาะสม
- เน้นเป้าหมายที่คล้าย ๆ กัน
- เตรียมตัวดี มีข้อมูล
- บรรยากาศเป็นกันเอง
- ไม่เครียด
- การจัดที่นั่งเน้นความสำคัญของบุคคลเหล่านั้นให้เหมาะสม
- ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
- รับฟังอย่างตั้งใจ
- พร้อมที่จะถอย 1 ก้าวเพื่อให้เกิดความสำเร็จ
- มีวิธีการพูดที่โน้มน้าวใจได้อย่าทำให้โกรธกัน
- ถ้าต่อรองเป็นกลุ่มมีการเสริมซึ่งกันและกัน
- ความสำเร็จอาจจะอยู่ที่ความอดทน ไม่สำเร็จครั้งแรก ขอพบอีกครั้ง 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง
- อย่าทำให้โกรธกัน
- ใช้ทฤษฎี Integrative Strategies คือมอง 2 ด้านตลอด อย่ามองด้านเดียว
- รับฟังอย่างตั้งใจ
- พร้อมที่จะถอย 1 ก้าวเพื่อให้เกิดความสำเร็จ ให้การเจรจาต่อรองเป็น Process สามารถกลับมาได้
- มีวิธีการพูดที่โน้มน้าวใจได้อย่าทำให้โกรธกัน
- ถ้าต่อรองเป็นกลุ่มมีการเสริมซึ่งกันและกัน อาจเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ได้
- ความสำเร็จอาจจะอยู่ที่ความอดทน ไม่สำเร็จครั้งแรก ขอพบอีกครั้ง 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง
- อย่าทำให้โกรธกัน
- ใช้ทฤษฎี Integrative Strategies คือมอง 2 ด้านตลอด อย่ามองด้านเดียว
ดร.จีระ ยกตัวอย่างประสบการณ์เรื่องการเจรจาต่อรอง อาทิ
- รู้เขา - รู้เรา (สมัยที่ผมเป็นประธาน APEC HRD Working Group)
- รู้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ และจะเริ่มอีกอย่างไร (การเจรจาต่อรองค่าจ้างขั้นต่ำ)
ตัวอย่าง 9 ข้อ ของ Donald Trump เรื่องการเจรจาต่อรอง (Trump’s Case study)
- รู้ตัวเองตลอดเวลาว่าทำอะไรอยู่ – อย่าประมาทและเตรียมพร้อมอยู่เสมอถือว่าเป็นงานสำคัญและมุ่งมั่น
- อย่าวางตัวว่าฉลาดหรือเหนือคนอื่นให้เกียรติยกย่อง- ถ้าคิดว่าตัวเองเก่ง แน่ พยายามให้คนอื่นมองว่าไม่เก่ง และมีความเป็นมนุษย์ธรรมดา และง่าย ๆ คล้าย ๆ คู่กรณี
- การต่อรองต้องมีข้อมูลใหม่และลึกเสมอ Knowledge is power – เสมอมุมมองใหม่ให้คู่กรณี Off Balance เสมอ
- ระหว่างที่เจรจาจะมีสภาวการณ์ที่ไม่ชัดเจนไม่ขาวไม่ดำ ดังนั้นประสบการณ์สำคัญมากที่จะกล้าตัดสินใจบางอย่างภาษาไทยเรียกว่า สัญชาตญาณ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Instincts
- อย่ากำหนดอะไรตายตัว ก่อนการเจรจาพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงทุกขณะเพื่อไปสู่การตกลงการที่เป็นไปได้
- จังหวะที่ say no ก็สำคัญเพราะการ say no พูดที่ถูกจังหวะ ไม่ใช่แพ้ แต่เป็นการสร้างแรงจูงใจ หรือแรงกดดันให้คู่กรณีต้องคิดหนัก
- ความอดทนและอดกลั้นมีความสำคัญมากต้องฝึกการมี AQ (Adversity Quotient) ไว้มาก ความอึดสำคัญ ให้การต่อรองเดินไประยะหนึ่งไม่ใช่รีบร้อนอย่าคิดว่าจะต้องเสร็จเร็วหรือช้า
- ถ้าการต่อรองใช้เวลานาน เพื่อจะ speed up วาง ท่าทีเฉยคล้าย ๆ ว่ายังไม่สนใจที่จะตกลง เฉยไม่ใช่ no
- Win - Win เป็นหลักใหญ่ในการเจรจาต่อรอง
Set up the organizational structure ต้องไปดูระบบมหาวิทยาลัยให้ดี
- ระดับมหาวิทยาลัย (รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยฯ)
- ระดับคณะ – มีผู้บริหารที่สามารถเชื่อมโยงคณะ กับ ภาคเอกชน
อาจมีสถาบันวิจัยภายใต้คณะก็ได้ แต่ละส่วน มี Interlinking กันอย่างดี
- ดูแลเรื่อง – วิจัย
ที่ปรึกษา / Consulting
การฝึกอบรม (Learning / Training)
การตั้งที่ปรึกษาเอกชน
การเชิญภาคเอกชนมาช่วยสอน
ปัญหาคือ Speed of Supply side ไป link กับภาคเอกชนค่อนข้างช้า ดังนั้นเราจึงต้องทำให้เร็วขึ้น
- Follow up อย่างใกล้ชิด เน้น Execution มากกว่าทำไม่สำเร็จ (ทำแล้วทำให้สำเร็จ)
- Incentives และแรงบันดาลใจ – ไม่ขัดแย้งกับค่านิยมของอาจารย์ เช่น ไม่สกัดกั้นที่จะขึ้นสู่ ผศ. / รศ./ ศ แต่เสริมกัน (ถ้าจะบริหารคนที่เกี่ยวกับวิจัยต้องไม่บริหารแบบข้าราชการ ต้องมี Incentive ,Organizational Structure ,Empowerment แล้วทำให้เขาทำงานสนุก (Personal Goal กับ Faculty Goal ไม่ควรขัดแย้งกัน)