บทที่ 5
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
บทสรุป
ในสังคมโลกปัจจุบันยุค “ข่าวสาร” ไร้พรมแดน มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร เปรียบได้ว่า “เพียงลัดมือเดียว” หรือ “เพียงแวบเดียว” ก็ถึงแล้ว การติดต่อสื่อสารกัน โดยเฉพาะทางอินเตอร์เนตเปรียบเหมือนการสื่อสารกัน “ตัวต่อตัว” เมื่อโลกวิทยาการก้าวหน้า แต่กฎหมายไม่สามารถเข้าไปควบคุมดูแลได้ทั่วถึง ย่อมเกิดความไม่สมดุลในระหว่าง “การควบคุมป้องกัน” และ การแก้ไข” เพราะจะมีการแก้ไขเสียมากกว่า ยังไม่มีการป้องกัน เพราะ บางอย่างไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ต้องรอให้เกิดปัญหาเสียก่อน เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น ในคดีอาญา นั้น ปัญหา ข้อกฎหมายของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์คือ หลักของกฎหมายอาญาที่ระบุว่า ไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย (Nulla poena sinelege) และมุ่งคุ้มครองวัตถุที่มีรูปร่างเท่านั้น แต่ในยุคไอทีนั้น ข้อมูลข่าวสารเป็นวัตถุที่ไม่มีรูปร่าง เอกสารไม่ได้อยู่ในแผ่นกระดาษอีกต่อไป ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ไม่อาจขยายการคุ้มครองไปถึงได้ หรือในคดีแพ่ง ก็มีการใช้เครื่องมือต่าง ๆ หรือ เอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในการค้า การพาณิชย์ มากขึ้น หรือ การก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อหวังผลกำไร โดยไม่มองเรื่องคุณธรรม เป็นต้น จากการศึกษา “พยานอิเล็กทรอนิกส์” หรือ “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” เฉพาะมุมมองที่เน้นเฉพาะทางคดีแพ่ง พบว่ามีข้อสังเกตบางประการ อันจะเป็นประโยชน์ในการเสนอแนวคิดเพื่อการปรับปรุงแก้ไขเรื่องนี้ในโอกาสต่อ ไป
ข้อเสนอแนะ
1. การกำหนดประเภทของ “พยานอิเล็กทรอนิกส์” ขึ้นใหม่ต่างหาก
ระบบกฎหมายพยานหลักฐานของไทยนั้น กำหนดพยานหลักฐาน ไว้ 4 ประเภท คือ พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ และพยานผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นการกำหนดประเภทตามวิธีการนำสืบ (การยื่นพยานหลักฐาน) และการรับฟังพยานหลักฐาน ปัญหาคือ “พยานอิเล็กทรอนิกส์” เป็นพยานประเภทใด ระหว่าง “พยานเอกสาร” หรือ “พยานวัตถุ” ซึ่งจะมีผลเรื่องการนำสืบพยาน และเรื่องอื่น ๆ ผู้ศึกษาเสนอว่า ควรมีการกำหนดประเภทของพยานประเภทนี้ขึ้นมาอีกต่างหาก เนื่องจาก พยานอิเล็กทรอนิกส์มีลักษณะพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสความก้าวหน้าทางวิทยาการที่ไม่หยุดนิ่ง “ต้องสร้างมาตรการเชิงรุก” มิใช้ “มาตรการเชิงรับ” หรือ “การตั้งรับ” อย่างเดียว และ เพื่อให้ฐานะของพยานหลักฐานที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เทียบเท่ากับพยาน ประเภทอื่น และสามารถนำไปใช้ในคดีอาญาและคดีอื่น ๆ ได้ด้วย ส่วนรายละเอียดควรให้ออกเป็นข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา โดยเฉพาะ ปวพ.มาตรา 87 ดังนี้
“มาตรา 87 ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใดเว้นแต่ (1) พยานหลักฐานนั้นเกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคดีจะต้อง นำสืบ และ (2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้น ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 มาตรา 90 และมาตรา...(เพิ่มมาตราใหม่(พยานอิเล็กทรอนิกส์)) แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้”
2. จัดให้มีการอบรมความรู้ชั้นสูง ด้าน Information Security หรือ วิทยาการนิติวิทยาศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ (Computer Forensics and Investigation) ให้แก่เจ้าพนักงานการสอบสวน และ ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม
นอกจากนี้ยังรวมถึง การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)ให้กับประชาชนทั่วไป การอบรมทนายความ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้มีความรู้ด้านนี้ เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในการดำเนินการเพื่อปกป้องคุ้ม ครองสิทธิได้อย่างเต็มที่ หากประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้แล้ว ก็จะหันมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งก็ย่อมเป็นการส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของประเทศ
3. มีการปรับปรุงกฎหมายคอมพิวเตอร์ให้เป็นหมวดหมู่
เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ แบบ “เชิงรุก” จึงควรจัดระบบกฎหมายให้เป็นหมวดหมู่ หรือ จนพัฒนาไปเป็นระบบ “ประมวลกฎหมาย” (Code) ในที่สุดก็ยิ่งดี ส่งผลไปถึงความเชื่อมั่นเชื่อถือในเทคโนโลยีสมัยใหม่ของประชาชนในประเทศและ นักลงทุนจากต่างประเทศ อีกทั้งเพื่อเตรียมการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจการค้าแบบ “เสรี” (Free Trade Area) ในเร็ววันนี้ เพราะหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ประชาชนย่อมมั่นใจว่าพยานหลักฐานในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่จะรับ ฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และการมีกฎหมายรองรับดังกล่าวย่อมทำให้ศาลมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการรับฟัง ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐาน
4. ประเด็นแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่ศึกษาพบ ควรแก้ไข เช่น
4.1 ปัญหาพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
การรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งข้อมูลคอมพิวเตอร์และข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์เป็นพยานหลักฐานได้ แต่ก็ใช้เฉพาะในคดีที่เป็นความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามพระราชบัญญัตินี้ เท่านั้น และยังไม่มีแนวทางในการนำสืบและการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว และแม้ตามพระราชบัญญัติและประกาศดังกล่าวจะมีการกำหนดให้มีการเก็บรักษา ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสามารถแสดงถึงความถูกต้องแท้จริงบางส่วนได้ก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นการเก็บรักษาข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์เท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ
4.2 ปัญหาข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540
เป็นเพียงข้อกำหนดของศาลชำนัญพิเศษไม่สามารถนำมาใช้กับคดีประเภทอื่นได้ หากจะนำไปใช้ก็จะต้องกำหนดหรือบัญญัติขึ้นมาต่างหาก เช่น ข้อกำหนดคดีล้มละลาย ข้อกำหนดคดีภาษีอากร เป็นต้นและในส่วนของเนื้อหาที่กำหนดไว้นั้น รูปแบบของการรับรองความถูกต้องมีเพียง 3 วิธีเท่านั้น และก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีบางประการ ได้แก่ ความสะดวกความสามารถในการพิสูจน์ความจริง อีกทั้งเมื่อได้ศึกษากฎหมายต่างประเทศก็จะเห็นได้ว่ามีแนวทางในการรับฟัง พยานหลักฐานหลากหลาย ซึ่งก็น่าจะนำมาปรับใช้กับกฎหมายไทยตามความเหมาะสมต่อไป