ลูกประ ...ชอบเช่นกัน อร่อยและมันค่ะ.. เวลาสอนพิษวิทยา ก็เคยถามเด็กๆ เมื่อยกตัวอย่างสารพิษจากธรรมชาติ จากพืช ในท้องถิ่นเช่น ลูกประ ก็มักจะไม่รู้จัก เพราะว่าเมล็ดประดิบๆ มีสารพิษ (คล้ายๆมันสำปะหลังที่มีไซยาไนด์ในรูป cyanogenic glycoside กินสดๆก็เป็นอันตราย) ภูมิปัญญาที่สั่งสมมาบอกว่า จะต้องเอามาคั่ว หรือ หมักดองเพื่อลดความเป็นพิษ เช่นเดียวกับ ผักหนาม ผักเสี้ยนที่ต้องลดสารพิษก่อน ด้วยการดอง หรือทำให้สุกก่อนกิน

ต้นประ ที่ได้สัมผัสและรู้จัก จะพบได้มากในป่าดิบชื้น แถบเขาหลวง นครศรีธรรมราช เวลาไปเที่ยว แถวคีรีวงศ์ หรือเวลาเดินทางขึ้นไปเขานัน เขาหลวง- กรุงชิง ขณะรถไต่ขึ้นเขาแถบๆนั้น ในช่วงที่ต้นประ แตกใบอ่อน จะมีสีแดง สวยงาม มีเทศกาลวันประแตก” เพื่อเก็บลูกประที่แตก ออกมาคล้ายๆกับเมล็ดยางพาราที่แตกจากเปลือก จัดเป็นงานประจำท้องถิ่น (ซึ่งพลาดทุกที ทั้งที่อยากจะไปร่วมกิจกรรม คงสนุกดี) ถ้าไม่ถูกเก็บไป ลูกประที่หล่นมาก็จะงอกเป็นต้นอ่อนใต้ต้น ตามประสา “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”

ส่วนลูกจันทน์ ก็เห็นด้วยกับ อาจารย์ทั้งสองท่าน ที่ชุมพร ก็เป็นแหล่งที่ขึ้นได้ตามธรรมชาติ ปลูกและเจริญได้ดีเช่นกัน ที่บ้านในสวน ก็ปลูกไว้เชยชมหนึ่งต้น เพราะเห็นว่าเป็นไม้หายากขึ้นทุกวัน เอาไว้ให้คนรุ่นถัดไปได้รู้จัก
เท่าที่คุ้นเคย เล่น ปีนต้นจันทน์ เก็บดอกจันทน์ตั้งแต่เด็กๆ ต้นจันทน์ใช้ได้ทั้งดอก ผล และเมล็ด เป็นส่วนประกอบในเครื่องเทศและสมุนไพร ส่วนที่มีราคามากมีคุณค่าทางสมุนไพร ก็คือส่วนเยื่อที่หุ้มเมล็ด มีสีแดง (ชาวบ้านเรียกว่า รก ซึ่งมีน้อยมาก) ส่วน nutmeg ที่มีระบุไว้ในสูตรอาหารของฝรั่ง ก็เห็นเค้าใช้เมล็ดลูกจันทน์ ฝนๆบน grater ให้เป็นผงๆ (ใช้นิดหน่อย พอให้มีกลิ่นหอมเนื่องจากมีสารหอยระเหย) ตอนแรกคิดว่าเป็นสายพันธุ์ชนิดเดียวกันเช่นเดียวกับ คนถางทาง แต่ก็ไม่ทราบแน่ชัดค่ะ