เมื่อโทรทัศน์ครูสู่ ห้องเรียนคุณภาพ

“ห้องเรียนคุณภาพ” เป็นห้องเรียนที่ถูกใจ พอใจ ในทุกองค์ประกอบของห้องเรียนที่พบเห็นโดยทั่วไป เช่น โต๊ะครู โต๊ะนักเรียน ที่ไม่มีรอยขีดข่วน ไม่มีรอยเปื้อน เมื่อไม่ใช้วางไว้อย่างเป็นระเบียบ กระดานดำที่พร้อมใช้ได้ทันที เพราะหลังใช้เสร็จ จะถูกลบทุกครั้งไป ฝุ่นชอล์กก็ถูกเก็บกวาด เศษชอล์กที่เหลือ และยังใช้ได้ก็ถูกเก็บไว้เพื่อนำกลับมาใช้ได้สะดวก ชั้นวางหนังสือ และสิ่งของต่างๆ ก็เป็นระเบียบ รุ่งขึ้นวันใหม่ ก็จะหยิบใช้อะไรก็สะดวกอีก พื้น ฝาผนัง และเพดา ก็อยู่ในสภาพที่ดี ไม่รอยเปื้อน ฉีกขาด และผุพัง ห้องเรียนอย่างนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นห้องเรียนคุณภาพ แต่เป็นเพียงคุณภาพพื้นฐานส่วนหนึ่ง เพราะห้องเรียนเป็นเพียงสถานที่สำหรับสอนและเรียน

แต่ความเป็นห้องเรียนในวันนี้ต้องเปลี่ยนไป เพราะจุดมุ่งหมายที่สำคัญของห้องเรียนก็คือ ผลการเรียนจากการสอนที่มีคุณภาพ นั่นคือ สอนและเรียนแล้ว นักเรียนรู้จริง บอกได้ อธิบายได้ นำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและอนาคต ทั้งเพื่อการทำงานและการศึกษาต่อ จะมีคุณลักษณะอย่างนี้ได้ ต้องใช้อะไรต่อมิอะไรมากกว่าห้องเรียนสี่เหลี่ยม ห้องเรียนในวันนี้ จึงต้องมีคำว่าแหล่งเรียนรู้เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทั้งแหล่งเรียนรู้ภายใน และภายนอกโรงเรียน ที่เป็นสถานที่ บุคคล สถานประกอบการ หน่วยงานราชการ เอกชน ที่อยู่ใกล้ไกล ไปมาหาสู่กันได้แบบพบหน้า หรือว่าผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ก็สามารถทำได้หลากหลายวิธี ทั้งสำหรับครูและนักเรียน ห้องเรียนจึงต้องเปลี่ยนไป เพื่อให้การเรียนรู้ของนักเรียนดีกว่าเดิมมากขึ้น ๆ

วันนี้เรามี โทรทัศน์ครู แหล่งเรียนรู้ชั้นเลิศสำหรับห้องเรียนคุณภาพในส่วนที่สองรองจากห้องเรียนสี่เหลี่ยม คือ ห้องเรียนที่นักเรียนอยากเรียนรู้ ครูอยากสอน เรียนแล้วมีความสุข และรู้จริง บอกได้ อธิบายได้ นำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและอนาคต ดังที่ได้กล่าวแล้วอีกทางหนึ่งด้วยวีดิโอเพื่อการเรียนการสอนที่มีให้ใช้ คลิ๊กดูได้ทุกเวลาและสถานที่ ที่มีอินเทอร์เน็ต หรือ เพียงเป็นสมาชิก สำนักงานของโทรทัศน์ครูก็ส่งไปให้ถึงที่โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย

เมื่อห้องเรียนสำหรับนักเรียน ต้องเปลี่ยนเป็นห้องประชุมสัมมนาครู และผู้บริหารโรงเรียน ผมนำโทรทัศน์ครูมาใช้อย่างไร

เรื่องที่ผมประทับใจ และนำมาใช้ในฐานะวิทยากรผู้นำการประชุมสัมมนาครู ผู้บริหารโรงเรียน มีอยู่สามสี่เรื่องทั้งที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ และการบริหารการศึกษา ไม่ตำกว่า 10 ครั้ง ทุกครั้งที่ใช้คือเรื่อง Dance Boy you can dance เป็นเรื่องของครูพละที่ต้องการเปลี่ยนทัศนะของเด็กมัธยมสองคนที่เบื่อหน่ายกับชั่วโมงเต้นรำที่เขานิยมเต้นกันทั่วประเทศอังกฤษ กว่าจะเปลี่ยนความคิดของเด็กทั้งสองได้ ครูต้องใช้สารพัดวิธี ผมต้องการให้ครู ผู้บริหารโรงเรียนครั้งละห้าสิบหกสิบคนได้ประสบการณ์จากวิธีการสอนของครูพละคนนี้ จึงต้องนำทีวีครูไปเปิดให้ดู การเปิดให้ดูมีทั้งเปิดทันที ที่ห้องประชุมยังไม่นิ่ง ยังมีการพูดคุยกันบ้าง และ เล่าสรุปให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนเปิดว่าเรื่องย่อ ๆ เป็นอย่างไร หากใช้วิธีเปิดให้ดูทันที หลังจากจบแล้ว ก็จะทบทวนเรื่องราวที่ได้เห็นจากวีดิโอ เมื่อทุกคนเข้าใจเรื่องราวกันแล้ว ก็ถามไปว่าท่านมีข้อคิดข้อสังแกต อะไรจากการชมเรื่องนี้บ้าง พร้อมกับเดินส่งไมค์โครโฟนให้แต่ละท่าน แสดงความคิดเห็น ก็ได้รับคำตอบกลับมา ตามที่ตั้งใจที่จะให้เป็นจากการชม เช่น

“ครูกรีน แกสอนคำศัพท์ยาก ๆ ด้วย สมัยเด็ก ๆ ครูพละไม่เคยสอน คำศัพท์”

“การให้เด็กออกท่าเต้นเอง เป็นการสอนคิด สอนให้ริเริ่มสร้างสรรค์”

“มีช่วงใดบ้างที่เด็กๆ เขามีสีหน้าท่าทางที่มีความสุขมาก ๆ”

อย่างไรก็ดี บางสถานการณ์ ที่ต้องรวบรัด และยังไม่ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการให้ชมที่ตั้งไว้ ก็จะมีคำถามเพื่อการชี้แนะบ้าง เช่น

“น่าจะมีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้โคโจ กับ แกร้นท์ ไม่ชอบการเต้นรำมาจนถึง ม.3” “นึกออกไหมว่า ครูกรีนแกชมลูกศิษย์ด้วยคำพูดอย่างไรบ้าง”

 ในระยะเวลาที่ผมให้ชมวีดิโอ ทุกคนนั่งดูกันเงียบกริบ เมื่อให้อภิปรายพูดคุยกันทุกคนร่วมเป็นอย่างดี จบการนำเสนอแล้วบางคนวิ่งมาขอก็อป จึงเป็นโอกาสให้ได้แนะนำโทรทัศน์ครู ที่หลาย ๆ ยังไม่รู้จักว่าโทรทัศน์ครู คือแหล่งเรียนรู้หนึ่งที่จะนำไปสู่ห้องเรียนคุณภาพ