การอบรมช่วงที่ 2 ผู้นำแห่งทศวรรษใหม่กับกิจกรรม CSR ที่เขื่อนท่าทุ่งนา 27-29 มีนาคม 2555 ในความเห็นของผม เห็นว่าเป็นวิธีการอบรมแนวใหม่ ที่ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้นำชุมชน รวมทั้งชาวบ้าน ทำให้ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ เห็นถึงปัญหาที่แท้จริงของชุมชน รวมทั้งเห็นถึงศักยภาพและความตื่นตัวในมีส่วนร่วมในบริหารจัดการชุมชน แต่มีข้อComment เล็กน้อยในเรื่องการนำตัวแทนผู้เข้ารับการอบรมขึ้นให้ข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะบน Panel Discussion ที่มีชาวบ้าน วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของ กฟผ.ในพื้นที่เข้าร่วมเสวนาด้วยนั้น เนื่องจาก ตัวแทนผู้เข้ารับการอบรมไม่มีข้อมูลเชิงลึกเพียงพอ ความไม่พร้อมในการเตรียมข้อมูล รวมทั้งประเด็นคำถามไม่ได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ข้อคิดเห็นที่เสนออาจทำให้เกิดความคาดหวังจากชาวบ้าน อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของผู้บริหารระดับสูงของ กฟผ.ในพื้นที่ได้ครับ ในความเห็นของผมเป็นวิธีการอบรมที่มีประโยชน์มากครับ เพียงแต่ต้องมีช่วงเวลาการเตรียมการและชี้แจงให้ผู้มีส่วนร่วมทั้งหมดเข้าใจร่วมกันก่อนครับ ผมจะไม่สรุปเนื้อหาความรู้ที่ได้รับจากการอบรมทั้ง 3 วัน เนื่องจากเห็นว่าทีมงานเก็บประเด็นที่เป็นสาระสำคัญได้ครบถ้วนแล้ว แต่จะสรุปประเด็นรวมทั้งข้อคิดเห็นที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่องานของ กฟผ. ในภาพรวมทั้ง3 วันดังนี้ ปัญหางาน CSR ของ กฟผ. - หน่วยงาน มีหลายหน่วยงาน ขาดการบูรณาการ ขาดเจ้าภาพ
- กิจกรรม โครงการไม่ตรงความต้องการของชุมชน ชุมชนไม่มีส่วนร่วม ทำไม่ไม่ยั่งยืน กิจกรรมถูกกำหนดกรอบด้วยงบประมาณ - บุคลากร ขาดบุคลากรที่มีทักษะความสามารถในการสื่อสาร ที่จะเข้าถึงหรือฝังตัวในพื้นที่ อยู่ในหน่วยงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลักจึงไม่ได้รับความสำคัญ ขาดแรงจูงใจ ในความเห็นของผมสำหรับพื้นที่เป้าหมาย ควรมีหน่วยงานเฉพาะกิจที่เป็นเจ้าภาพเพื่อบูรณาการยุทธศาสตร์และแผนงานรวมทั้งงบประมาณ และระดมบุคคลากรที่มีทักษะความสามารถร่วมกับบุคคลากรในพื้นที่ที่จะเข้าถึงหรือฝังตัวในพื้นที่ให้ข้อเท็จจริง การพบปะอย่างไม่เป็นทางการให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งคุณวสันต์ ผู้ใหญ่บ้านตำบลช่องสะเดาได้ให้ข้อแนะนำที่น่าสนใจว่าหากเป็นผู้หญิงได้จะดี ได้รับความไว้วางใจง่ายขึ้น ปัญหาด้านบุคลากรนั้น ความจริงเรามีบุคลากรในพื้นที่ที่มีทักษะความสามารถ กระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆพอสมควร เป็นความสามารถเฉพาะตัว มีใจรักในงาน หรือมีบุคลากรที่ไม่สามารถเติบโตในหน่วยงานหลักได้ หากสร้างแรงจูงใจที่ดีที่เป็นรูปธรรมได้ ให้เกิดความภาคภูมิใจในงานที่ทำ รวมทั้งได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสม ก็จะสามารถขยายทีมในพื้นที่ได้มากขึ้น รวมทั้งการฝึกอบรมแบบ On the job training โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่ยังไม่มีความพร้อมด้านบุคคลากรเข้าร่วมดูงานข้ามหน่วยงาน เพื่อเรียนรู้จากผู้ที่มีทักษะในพื้นที่อื่นๆ ประเด็นที่ได้รับจากชุมชนบ้านชุกโดน กาญจนบุรีนั้นก็น่าสนใจ จะเห็นว่า SCG สามารถใช้บุคลากรระดับปฏิบัติการที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ สร้างกิจกรรม CSR ที่สร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทฯได้หลายโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านมูลนิธิ (เข้าใจว่าจะทำให้การทำกิจกรรมได้คล่องตัวขึ้น) โดยเปิดโอกาสให้พนักงานของบริษัทในเครือทั้งหมด สามารถเสนอโครงการพัฒนาชุมชน ที่ชุมชนและพนักงานมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความยั่งยืน การที่บุคลากรระดับปฏิบัติการมีศักยภาพได้ขนาดนี้โดยไม่ได้รับ intensive ในรูปของตัวเงินเลย หากแต่ได้รับการยกย่อง ความภาคภูมิใจ การยอมรับแทน แสดงให้เห็นว่า SCG ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรทุกระดับ ซึ่งจะเห็นได้จากงบประมาณพัฒนาบุคลากรที่ค่อนข้างสูง ซึ่งแนวคิดนี้ผมเห็นว่าน่าจะนำมาปรับใช้กับ กฟผ. ได้ครับเนื่องจาก กฟผ.ก็มีบุคลากรอยู่ในหน่วยงานที่ตั้งกระจายอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ ปัญหาการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ๆ แนวคิดของอ.มนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ก็น่าสนใจครับ โดยเห็นว่าการพัฒนาพลังงานต้องมีความสมดุล ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรมกับชุมชน ในรูปที่ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นก่อนโครงการจนถึงกระบวนการตรวจสอบหลังโครงการ ซึ่งเป็นเรื่องนโยบายระดับสูงที่จะต้องบูรณาการร่วมกันกับภาครัฐ เอกชน และชุมชนรวมทั้ง NGO ประเด็นที่ต้องปรับปรุงของ กฟผ. ในการที่จะทำให้งานบรรลุได้คือ Networking โดยเฉพาะภายกับองค์กรในประเทศ เช่น ภาครัฐ องค์อิสระ ภาคประชาชน หรือแม้แต่ MEA PEA ซึ่งในความเห็นผมถือว่าเป็นโครงข่ายเดียวกัน ได้รับผลกระทบร่วมกัน ต้องคิดและวางแผนร่วมกันในการพัฒนาระบบไฟฟ้าอย่างใกล้มากชิดกว่านี้ แนวทางในการเพิ่ม Networking ของ อ.จิระ ก็น่าสนใจนะครับ โดยเปิดโอกาสให้เกิดการรู้จักซึ่งกันและกันผ่านหลักสูตรฝึกอบรมทั้งที่ กฟผ. จัดให้ผู้บริหาร และหลักสูตรภายนอกที่ กฟผ. ส่งผู้บริหารเข้ารับการอบรมเป็นการลงทุนน้อยแต่อาจส่งผลให้งานยากๆสำเร็จได้ง่ายขึ้นครับ