ขอบพระคุณอาจารย์วิรัตน์ครับ ที่ทำให้เช้านี้ผมได้บุญ (บุญ = จิตใจผ่องใสเบาสบาย) โดยที่ยังไม่ต้องลุกจากเตียงเลย เพราะสิ่งแรกที่ผมทำหลังจากตื่นนอนคือกวาดมือหยิบ iPad มาตรวจหา email และก็เลยได้มาอ่านธรรมสั้นๆ แต่เปิดโลกทัศน์ของอาจารย์พอดิบพอดี อย่างนี้กระมังที่เป็นความรู้สึก "ทำบ้านเป็นวัด" ที่อาจารย์กล่าวถึง

การ "ใช้ชีวิต" หรือไม่ที่เป็นตัวสะท้อนตัวตนของเรา ณ ขณะนั้น? ไม่ใช่สถานะที่เราได้ (หรือไม่ได้) ที่บ่งบอกตัวตนเรา ผมพยายามตีความหลงจากที่สะดุดคำ "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" มาหลายครั้ง หลายครา ที่จริงเราไม่ได้เป็นครู เพราะมีอาชีพครู เราไม่ได้เป็นกระบวนกรเพราะสอบผ่านอนุมัติบัตรการเป็น facilitator หากแต่ว่าเมื่อไรที่เรานำเอาศิลปการเอื้อการเรียนรู้มาใช้ในชีวิตแล้วล่ะก็ เมื่อนั้นเรากำลังสวมบทบาทครู-กระบวนกร-นักเรียน ไปในทันที

แนวคิดนี้อาจจะไม่ได้เสริมโครงการครูเพื่อศิษย์มากนัก เพราะดูท่าโครงการนั้นจะเน้นที่ "ครูวิชาชีพ" มากกว่า แต่ภายหลังผมอ่านเจอะเจอมาตรฐาน criteria วิถี วัตร ของครู ของกระบวนกร ออกมามากมายจนกระทั่งแทบจะกลายเป็นอีก species หนึ่งไปแล้ว จริตผมลอยกลับมาที่อะไรที่มันน่าจะเรียบง่ายไปกว่านั้นก็คือ มนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนรู้ตามศักยภาพของเรา การได้เรียน การได้สอน ก็เป็นเพียงพิธีกรรมที่เราภาวนาว่าเราตระหนักในคุณค่าขององคพยพแห่งการเรียนรู้ที่เรามี (ที่มนุษย์ทุกรูปนามมี) เราสอน (คือเป็นครู) ไม่ใช่กับนักเรียนเท่านั้น ยังกับพี่น้อง ลูกหลาน แม้กระทั่งกับหมา กับแมว กับนก ม้า หมู เราเรียนไม่ได้จากครูอาชีพเท่านั้น แต่จากพี่ จากพ่อแม่ จากธรรมชาติ จากการใช้ชีวิต คำ "โรงเรียน" ดูจะครอบงำเราผิดๆว่่าเราเรียนก็เฉพาะที่โรงเรียน (เหมือนกับอีกคำที่ชี้นำผิดๆอย่างม่กคือคำว่า "เรียนจบ" จนผู้คนเกิดอหังการมากมาย) เราเป็นเผ่าพันธุ์ที่ฝักใฝ่เรื่องเรียนเรื่องสอนอย่างฝังลึก แม้แต่เซลล์ของเราก็ยังเรียน

****** สมมติว่าเรามีแผลเนื้อแหว่ง เช่นฉลามงับ เซลล์สองฝากฝั่งของแผลจะเกิดอักเสบ เพื่อส่งข่าวสารระดมเซลล์ซ่อมแห่แหนมาชุมนุมกันที่แผล บ้างก็ซ่อม บ้างก็จัดการกับสิ่งแปลกปลอม บ้างก็เคลือบส่วนที่ซ่อมเสร็จกันไม่ให้เสีย ก้นแผลพอสุกดีแล้ว เซลล์ผิวหนังจะได้รับสัญญานออกมาคลุมแผล จากขอบหนึ่งลามไปหาอีกขอบหนึ่ง ที่ก้นแผลเซลล์พังผืดก็จะผลิตสายใยเหนียวดึงรั้งแผลทั้งสองด้่านให้หดเล็กลงๆ เมื่อไรก็ตามที่เซลล์ผิวหนังเจอะเจอฝั่งตรงข้ามก็จะหยุดสร้าง (มิฉะนั้นถ้าสร้างต่อไปเรื่อยๆ จะกลายเป็น keloid หรือแผลหยาบใหญ่ น่าเกลียด *******

จะเห็นขบวนการเรียนรู้ สื่อสาร ที่ละเมียดละมัย มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งของเซลล์นานาชนิด ร่างกายเรานั้นอุดมด้วยปัญญาที่นักวิทยาศาสตร์ขบมาทั้งชีวิต หลายรุ่นสมัย ก็ยังพิศวงงงงวย ผมจึงคิดว่าการ monopoly การเรียนอยู่ที่นักเรียน การสอนอยู่ที่ครูหรือกระบวนกร เป็นการ minimalize humanity ไปไม่น้อย

กราบขอบคุณอาจารย์วิรัตน์ครับ ขออนุโมทนาต่อกุศลของอาจารย์ที่กำลังเจริญธรรมอยู่ ณ บ้าน (วัดชั่วคราว) และต่อวิถีผู้เรียนรู้ที่นำพาเรามาได้รู้จักกันครับม

Namaste