1 เสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
มาตรา 83 ว่า “รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจเศรษฐกิจพอเพียง”
ในการแข่งขันกับตลาดโลกการค้าเสรี (FTA-Free Trade Area) ในสองกระแสระหว่าง "ระบบวัตถุนิยมหรือบริโภคนิยม" (Materialism, Consumerism) และ "พอเพียงนิยม" (Sufficientism) เมื่อมีกฎหมายในรัฐธรรมนูญ การบริหารของรัฐจึงต้องมีความทัดเทียมกัน คือให้การสนับสนุนทั้งสองฝ่าย ทำอย่างจริงจังทั้งสองฝ่าย สรุปว่ามุ่งพัฒนาให้เต็มรูปแบบทั้ง 2 ฝ่าย ประชาชนจะเลือกอยู่ในระบบใดเป็นสิทธิของประชาชน เมื่อนานปีเข้าประชาชนเป็นผู้ตัดสินเลือกฝ่ายได้เด่นชัดขึ้น หรือจะควบคู่ไปทั้งสองอย่างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทั้งนี้ให้เป็นทางเลือก เพื่อเป็นบทพิสูจน์ระบบการดำรงชีวิตไปในตัว ไม่ต้องให้ประชาชนกังขาว่าระบบใดดีไม่ดีอย่างไร นั่นเป็นการค้นหาการดำรงชีพที่ให้เกิดสันติสุขอย่างแท้จริง และยั่งยืนช่องทางหนึ่ง
ประทีป วัฒนสิทธิ์ ได้นำเสนอ ดังนี้ " ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพการเลือกแนวทางการดำรงชีพ ในรูปแบบ ประชาธิปไตยระบบเศรษฐกิจวัตถุนิยม หรือ ประชาธิปไตยระบบเศรษฐกิจพอเพียงนิยม โดยรัฐบาลต้องมีนโยบายส่งเสริมพัฒนาทั้งสองระบบเศรษฐกิจนี้อย่างเสมอภาคทัดเทียมกัน " (ประทีป , 2555.)
2 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 (2015)
มีข้อควรระวังเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจเสรี หรือระบบเศรษฐกิจโลก ในอนาคตอันใกล้นี้ ปัจจุบัน ระวังเอเชียกำลังเผชิญภาวะเสี่ยงหลังเกิดกระแสเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักวิเคราะห์หวั่นว่าจะนำไปสู่วิกฤติต้มยำกุ้งรอบใหม่ ด้วย (กรุงเทพธุรกิจ, 24 กุมภาพันธ์ 2555. [Online]. Available URL : http://www.rsunews.net/index.php/news/detail/595)
อาเซียน จะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 หนีไม่พ้นสัจจธรรมว่าด้วย “โอกาสและความท้าทาย” บทเรียนของการเปิดเสรีทางการค้า ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ในอดีตที่ผ่านมา ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตระหนักดีว่า ภาวะไร้พรมแดนของการเคลื่อนย้ายสินค้าและเงินทุนนั้น มีอยู่จริงก็แต่เพียงในอุดมคติเท่านั้น เนื่องจากสนธิสัญญา ข้อตกลง หรือระเบียบกฎหมายอะไรต่าง ๆ มักจะมีช่องโหว่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้าได้ตลอดเวลา ข้อตกลงจัดตั้ง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ก็เช่นเดียวกัน หลีกหนีไม่พ้นปัญหาการใช้ช่องโหว่ของข้อตกลงเพื่อเอารัดเอาเปรียบกัน ซึ่งจะเรียกว่าเป็นธรรมชาติของธุรกิจการค้าหรือธรรมชาติของมนุษย์ก็ว่าได้
(ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์, 24 กุมภาพันธ์ 2555. [Online]., Available URL : http://www.manager.co.th/mgrweekly/ViewNews.aspx?NewsID=9550000025293)
3 แนวคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์คลาสสิค “อะดัม สมิธ”
ดร.ไสว บุญมา (2552) กล่าวสรุปว่า ท่ามกลางการโหมกระหน่ำของวิกฤติเศรษฐกิจ แนวคิดระบบตลาดเสรี ซึ่งบางทีก็เรียกกันว่า ระบบทุนนิยม ถูกประณามว่าสามานย์และเป็นต้นตอของเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้ พร้อมทั้งครั้งที่ผ่านๆมาด้วย เนื่องจาก อะดัม สมิธ ได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นตำรับของแนวคิด บ่อยครั้งชื่อของเขาจึงถูกอ้างถึง แต่ผู้อ้างส่วนใหญ่ดูจะไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า อะดัม สมิธ คิดอย่างไร และดำเนินชีวิตอย่างไร ถ้าคนไทยเข้าใจและปฏิบัติตามแนวคิด และการดำเนินชีวิตของเขา เมืองไทยจะไม่ประสบวิกฤติในหลากหลายด้าน ซึ่งแสดงอาการออกมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่ในปัจจุบัน สภาพแวดล้อมทั้งโดยทั่วไปและในด้านการทำธุรกิจในปัจจุบันนับวันจะสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น และเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น สร้างความจำเป็นให้ทุกคนต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นที่มาของเรื่อง “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” คนไทยเพิ่งจะเริ่มพูดถึงความสำคัญของเรื่องนี้ ทั้งที่มันมีมาตั้งแต่ก่อนสมัย อะดัม สมิธ ด้วยซ้ำ การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นวิธีเพิ่มทุนในด้านนามธรรม ที่ อะดัม สมิธ เองปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะจากการอ่านและการฟังปราชญ์ ในระบบตลาดเสรี คนเราต้องมีข่าวสารข้อมูลทัดเทียมกัน ... เพราะคนไทยโดยทั่วไปไม่ค่อยมีทุนทางด้านมันสมอง พร้อมทั้งขาดจริยธรรมนั่นเอง…
จากข้อความสะท้อนให้เห็นความสำคัญของโลกแห่งข้อมูลข่าวสารที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด แม้การประกอบการธุรกิจ
ในปัจจุบันโลกมีแนวโน้มหันกลับมาแนว “บูรพาภิวัตน์” หรือ กลับขั้วจากตะวันตกมาตะวันออก เพราะตะวันออกเราเจริญมากทางเศรษฐกิจ ในยุค 5 ปี 10 ปี ที่ผ่านมา ...ประมาณ 2000 ปีที่แล้ว หรือในสมัยพุทธกาล เอเชียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ประมาณเกือบ 80% ของเศรษฐกิจโลก เป็นเศรษฐกิจเอเชีย โดยเฉพาะจีน กับอินเดีย … (เอนก เหล่าธรรมทัศน์, 2555.)
4 ประเทศไทยอยู่ในอุ้งมือของธุรกิจ SMEs
จากข้อมูลปี 2552 พบว่า จำนวน SMEs ที่เป็นวิสาหกิจขนาดย่อม มีอยู่จำนวน 2.88 ล้านแห่ง คิดเป็นร้อยละ 99.4 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด (ข้อมูล สสว.2553) พบว่าปี 2552 วิสาหกิจรายย่อย (MEs) มีเป็นจำนวนมากถึง 1.89 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 65.7 ของจำนวน SMEs ทั้งหมด
ข้อมูลปี 2552 ระบุว่ามีจำนวน SMEs ถึง 2.88 ล้านหน่วย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 99.4 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็น “วิสาหกิจรายย่อย” (Micro Enterprise : MEs) ถึงร้อยละ 65.7 และมีการจ้างงาน SMEs จำนวน 8.26 ล้านคน และ MEs จำนวน 3.15 ล้านคน (ข้อมูล สสว.2553)
ด้วยข้อจำกัดของ SMEs ที่เป็นกลุ่มวิสาหกิจส่วนใหญ่ของประเทศ (ร้อยละ 99 ของวิสาหกิจทั้งหมด) ซึ่งมีความสำคัญต่อกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ไม่อาจแข่งขันกับวิสาหกิจขนาดใหญ่ได้ และประเทศไทยเปิดเสรีด้านการลงทุน การบริการ และการค้ารัฐบาลไทยจึงมีนโยบายการเจาะตลาดต่างประเทศของ SMEs ขยายไปตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น ตลาดอาเซียน จีน อินเดีย และรัสเซีย เนื่องจากมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ทดแทนตลาดหลักที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะตลาดอาเซียนที่จะรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาและส่งเสริมสินค้าและธุรกิจบริการบนพื้นฐานของการสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างตราสินค้า นวัตกรรม การสร้างสรรค์ และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับการค้าในโลกยุคใหม่
(ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์, 4 มกราคม 2554. [Online]., Available URL : http://www.managerweekly.com/)
5 ด้านเงินทุน micro finance
โอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายย่อยมีน้อย ควรเปิดโอกาสให้มีโอกาสให้มากขึ้น โดยให้นำแนวคิดเรื่อง “micro finance” ในเรื่อง “ธนาคารคนจน” ตามแบบของโมฮัมเม็ด ยูนูส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศผู้ได้รับรางวัลโนเบล มาใช้
6 การคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)
การประการวิสาหกิจชุมชน เป็นเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เป็นเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นไป มีการพัฒนาทักษะมาตรฐานฝีมือ สมอ. หรือ มผช.(มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน) ควรให้มีการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา
7 แนวโน้มธุรกิจสีเขียว (GLOBAL GREEN 2012)
ขอฝากเรื่องการดำเนินการธุรกิจที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลก ตามกระแสโลการค้าเสรีไว้ด้วย กล่าวคือ
แนวโน้มของการพัฒนาแนวคิดกรีนหรือโลกสะอาดยังคงเป็นสิ่งที่หลายคนอยากเห็นว่าจะดำเนินไปอย่างไรในอนาคต จึงมีนักวิจัยหลายสำนักออกมาพยากรณ์เกี่ยวกับแนวโน้มของโกลบอล กรีนกันตั้งแต่ต้นปี 2012 อย่างเช่นสถาบันที่มีชื่อว่า The Spencer Institute ได้เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มของการดำเนินชีวิตแบบกรีนและการดำรงอยู่แบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในปี 2012 ไว้ว่าชีวิตในอนาคตยังคงเน้นความพยายามที่จะอยู่แบบกรีนมากขึ้นกว่าเดิม โดยคาดว่าจะเน้นในด้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ และการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนของการเติบโตแบบกรีนมากขึ้น ทำให้สีของปี 2012 ยังคงเป็นสีเขียว และแนวคิดกรีนไม่ใช่เพียงแนวโน้มของโลกอีกต่อไป …
(ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์, 6 กุมภาพันธ์ 2555. [Online]., Available URL : http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9550000016589)