๗. วิเคราะห์ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๕๑

เมื่ออำนาจหน้าที่ของวุฒิสภามีมากมายจึงต้องมีข้อบังคับการประชุมสภาที่สามารถบังคับได้จริงและข้อบังคับนั้นต้องบัญญัติขึ้นให้สอดคล้องกับระบบรัฐสภา เพื่อจะทำให้ระบบการเมืองในระบบรัฐสภาของไทยที่ใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ มีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้หลักการของระบบรัฐสภา

หลักการสำคัญของการปกครองระบบรัฐสภา คือ

๑. รัฐบาลจะบริหารงานอยู่ได้ตราบเท่าที่รัฐสภาให้ความไว้วางใจ

๒. สมาชิกรัฐบาลมาจากสมาชิกรัฐสภา (สส.)

๓. รัฐบาลและรัฐสภาต้องตอบโต้ซึ่งกันและกันได้ (Collective Responsibility)

๔. รัฐบาลและรัฐสภาร่วมกันกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศ

๕. รัฐบาล หัวหน้ารัฐบาลมาจากเสียงข้างมากในรัฐสภา

ซึ่งจากหลักทั้งห้าประการข้างต้นข้อบังคับการปะชุมวุฒิสภาบ้างข้อไม่เกื้อหนุนระบบรัฐสภา เช่น ตามข้อ ๓ ที่ว่า รัฐบาลและรัฐสภาต้องตอบโต้ซึ่งกันและกันได้ (Collective Responsibility) ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารจะมีเครื่องมือสำหรับในการโต้ตอบซึ่งกันและกันคือ

ฝ่ายนิติบัญญัติ

- การตั้งกระทู้

- ญัตติ

- กรรมาธิการ

- อภิปรายไม่ไว้วางใจ

- ถอดถอน

ฝ่ายบริหาร

- การยุบสภา

- การตราพระราชกำหนด

เพื่อให้กลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของทั้งสองฝ่ายมีประสิทธิภาพข้อบังคับการประชุมสภาก็ต้องบัญญัติให้รองรับอำนาจและกลไกนี้โดยข้อบังคับการประชุมสภานั้นต้องไม่ยุ่งยากซับซ้อนจนเกินไป ไม่ให้อำนาจประธานวุฒิสภาจนเกินไป

ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาที่ไม่สอดคล้องกับระบบรัฐสภา ได้แก่

- ข้อ ๑๘ การจัดระเบียบวาระการประชุมให้เป็นอำนาจของประธานวุฒิสภาแต่ผู้เดียวที่จะเป็นผู้พิจารณาว่าเรื่องใดจะนำเข้าประชุมก่อนหลัง

- ข้อ ๓๕ การเสนอญัตติที่กำหนดว่า ญัตติทั้งหลายต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา และต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าห้าคน เป็นการสร้างเงื่อนไขให้การเสนอญัตติทำได้ยาก ไม่สอดคล้องกับระบบรัฐสภาที่ต้องการให้กลไกในการควบคุ้มตรวจสอบใช้งานง่าย และมีประสิทธิภาพ

- ข้อ ๕๖ ที่ว่าถ้าประธานของที่ประชุมเห็นว่าผู้ใดได้อภิปรายพอสมควรแล้ว ประธานของที่ประชุมจะให้ผู้นั้นยุติการอภิปรายก็ได้แม้จะมิได้ฝ่าฝืนข้อ ๕๕ ก็ตาม เห็นว่าเป็นอำนาจของประธานโดยตรงและไม่มีขอบการพิจารณาว่าอย่างไร คือ พอสมควรแล้ว โดยหากประธานเห็นว่าพอสมควรผู้อภิปรายคนนั้นก็ต้องหยุด ไม่ว่าการอภิปรายของตนจะอยู่ในช่วงใด ทางแก้ คือควรจะให้ที่ประชุมพิจารณาร่วมกันว่าในประเด็นนั้นพอสมควรแล้วหรือไม่จะเป็นการยุติธรรมกว่า

- ข้อ ๑๑๑ การให้อำนาจวุฒิสภาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง ตามมาตรา ๒๗๐ ของร่างรัฐธรรมนูญ “ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุดหรืออัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจนใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้

แต่ในปัจจุบันนี้วุฒิสมาชิกมี ๒ อย่างคือแต่งตั้งกับเลือกตั้ง เมื่อดูเกี่ยวกับการสรรหาเห็นว่าไม่ควรที่ที่มาของสมาชิกสภานิติบัญญัติของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะมาจากการแต่งตั้ง ฐานของการใช้อำนาจอธิปไตยต้องมีฐานมาจากประชาชน สภานิติบัญญัติจึงไม่ควรที่จะมาจากการแต่งตั้งและไม่ควรให้ผู้ที่มาจากการแต่งตั้งนั้นมีอำนาจเหมือนผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง

สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งก็ดีแล้วแต่ต้องไม่ใช่จังหวัดละคน ถ้าจังหวัดละคนก็เหมือนเดิมอีก สมาชิกวุฒิสภา มีมากมีน้อยต้องสะท้อนตามความหนาแน่นของประชากรเพราะเราเป็นรัฐเดี่ยว จังหวัดไหนมีคนมากก็มี สมาชิกวุฒิสภามาก จังหวัดไหนมีคนน้อยก็มีสมาชิกวุฒิสภาน้อย รูปแบบของรัฐมีผลต่อการจัดการเลือกตั้ง ส่วนการลงคะแนนเสียงก็หนึ่งคนหนึ่งเสียง ดังนั้นสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ควรมีสิทธิถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักการที่ว่า ที่มาผูกพันกับอำนาจซึ่งทางแก้ไขก็คือ ต้องให้สมาชิกวุฒิสภาทุกคนมาจากการเลือกตั้ง

ข้อเสนอแนะ

การที่จะทำให้ข้อบังคับการประชุมสภามีความศักดิ์สิทธิ์และบังคับใช้ได้อย่างสอดคล้องกับระบบรัฐสภาก็ต้องบัญญัติข้อบังคับการประชุมสภา โดยไม่ให้อำนาจประธานวุฒิสภามากเกินไปอีกทั้งต้องคำนึงถึงนิติวิธีเกี่ยวกับการประชุมสภา เพราะว่าประธานวุฒิสภาถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างมากในการจัดการประชุม ดังนั้นบุคคลที่จะมาเป็นประธานวุฒิสภาต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองและจะต้องเป็นบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกทั้งต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับบทบัญญัติและข้อบังคับต่างๆในการประชุมสภา อีกทั้งต้องมีความเด็จขาดในการแสดงความคิดเห็นการวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องต่างๆที่สำคัญเช่น การวินิจฉัยการประท้วง แนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ต้องอยู่บนหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับในการประชุมสภา โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาทุกคนตรวจสอบการทำงานได้ อีกทั้งสมาชิกวุฒิสภาทุกคนต้องเข้าใจอำนาจหน้าที่ของตนและระเบียบข้อบังคับในการประชุมสภาอย่างถ่องแท้ และจะต้องมีจิตสำนึกที่จะปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ในฐานะที่สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากประชาชนให้มาปรึกษาหารือกันบริหารประเทศให้การปกครองดำเนินไปตามวิถีทางประชาธิปไตย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาติบ้านเมือง