บทที่ 2

วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

รายงานการวิจัย

1. “รายงานการวิจัย เรื่อง ปัญหาการรับฟังพยานหลักฐาน,”ปิติกุล จีระมงคลพาณิชย์ ,คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , 2545. URL : www.lawthai.org/read/acharnpitikul18.doc

ผู้ศึกษาเห็นว่าสื่อบันทึกเสียงและภาพเป็นพยานเอกสารเมื่อได้พิจารณาถึงความหมายของพยานเอกสาร ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงขั้นตอนในการนำเสนอและการตรวจสอบความถึงถูกต้องแท้จริงของพยานเอกสาร เพราะพยานเอกสารมีการตรวจสอบที่ดีกว่าพยานวัตถุ เมื่อมีการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนแล้วก็จะให้ศาลใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานหรือการชี้ขาดข้อเท็จจริง แต่การพิสูจน์ความจริงของศาลถึงแม้จะมีการผ่านกระบวนการพิจารณาของศาลก็ยังอาจไม่ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนบริบูรณ์ ฉะนั้นแล้วจะหวังให้การวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลครบถ้วนบริบูรณ์และถูกต้องตรงกับความจริงทุกครั้งไปย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่หากสื่อบันทึกเสียงเป็นพยานเอกสารก็จะมีผลทำให้การวินิจฉัยและตัดสินคดีของศาลจะดำเนินไปอย่างเที่ยงธรรมที่สุด

นอกจากนั้นผู้ศึกษายังเห็นว่าควรให้คำจำกัดความของคำว่าพยานเอกสารตามกฎหมายลักษณะพยานว่ามีความหมายว่าอย่างไร ก็สามารถขจัดความสงสัยได้ว่าอะไรคือพยานเอกสาร โดยผู้ศึกษามีความเห็นว่า “พยานเอกสาร คือ สิ่งที่ถูกเขียนหรือบันทึกขึ้นเพื่อเป็นพยานเอกสาร โดยให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างอื่นจะเป็นโดยวิธีพิมพ์ ถ่ายภาพ หรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องปรากฏบนวัตถุใด อาจจะปรากฏบนกระดาษ ก้อนหิน ดิน โลหะ หรือวัตถุอื่นใด แต่จะต้องคงทนอยู่ในช่วงระยะเวลาอันใดอันหนึ่ง”

วิทยานิพนธ์

1. “กฎหมายคุ้มครองข้อมูลในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์,” ปารเมศ บุญญานันต์ วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย , 2543 URL : http://www.tkc.go.th/thesis/abstract.asp?item_id=11998

การศึกษาวิจัยนี้เกิดจากความเป็นจริงในปัจจุบันที่โลกมีการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีความนิยมแพร่หลายอย่างกว้างขวางทั่วโลก จนก่อให้เกิดการปฏิวัติในระบบความคิดและวิธีการปฏิบัติงานและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นแนวทางหลักรวมทั้งในเรื่องของการเก็บบันทึกข้อมูล (data) การรวบรวมข้อมูลให้อยู่เป็นระบบหรือเรียกว่าฐานข้อมูล (database) ที่ล้วนแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มตัว ข้อมูล (data) ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด เกิดจากการสะสมความรู้ความสามารถและสติปัญญาของมนุษย์ได้ถูกนำไปใช้ในการคิดสร้างสรรค์งานต่าง ๆที่เป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวมสมัยก่อน ข้อมูลจะเก็บไว้ในสมองของผู้คิดสร้างสรรค์บ้าง จดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรบ้าง กระจัดกระจายกันอย่างไม่เป็นระเบียบแบบแผนต่อเมื่อมีการจัดหมวดหมู่ในภายหลังหรือเรียกว่า ฐานข้อมูล(database) ทำให้ข้อมูลมีระเบียบมากขึ้น นำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเมื่อนำข้อมูลในฐานข้อมูลมาสร้างสรรค์งานจะได้ผลงานออกมาเรียกว่าทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property) อย่างไรก็ดี แม้ในประเทศที่พัฒนาก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหราชอาณาจักร และประเทศในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ยังมีปัญหาทางด้านจริยธรรม และการควบคุมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายมีปัญหาผู้ทุจริต ปลอมแปลง ลอกเลียน เอาไปใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่เหมาะสมเกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้สร้างสรรค์งาน จนในที่สุดก็ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามาใช้บังคับและมีการพัฒนากฎหมายดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาพร้อมกันนี้ก็มีการผลักดันให้ประเทศภาคีในองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกยอมรับกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่พัฒนามาจากกฎเกณฑ์ของเหล่ามหาอำนาจทางการสื่อสารมาใช้แต่ปัจจุบันยังไม่บรรลุผล ผลจากการศึกษาพบว่าประเทศไทยเห็นความสำคัญของการคุ้มครองงานสร้างสรรค์และมีกฎหมายให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาหลายฉบับออกใช้ เช่น กฎหมายลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า แต่ยังล้าหลังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานโลกและความก้าวหน้าทางวิทยาการที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จึงควรหามาตรการและวิธีการคุ้มครองข้อมูลในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสม โดยศึกษาจากรูปแบบที่ใช้กันในระดับระหว่างประเทศ และกฎหมายที่มีอยู่ในประเทศไทย เพื่อเป็นพื้นฐานในการบัญญัติกฎหมายที่มีประสิทธิภาพต่อไป

2. “การรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง,” โกวิท หนูโยม, วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , 2551 URL : www.oja.go.th/doc/Lists/doc1/DispForm.aspx?ID=311

ผู้ศึกษาเสนอแนวทางในการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐาน ดังนี้

1. ความหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 กำหนดไว้มีขอบเขตครอบคลุมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่อาจจะมีในอนาคต และมีความสอดคล้องกันกับกฎหมายต่างประเทศ จึงขอกำหนดความหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกับที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544

2. ในส่วนการจัดประเภทพยานหลักฐานนั้น ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แม้จะมีลักษณะเป็นพยานเอกสารและพยานวัตถุ แต่ก็มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากพยานเอกสารและพยานวัตถุทั่วไป ในการนำสืบจึงต้องมีวิธีการพิเศษโดยเฉพาะ การยอมรับให้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานอีกประเภทหนึ่งจึงมีความเหมาะสมมากกว่า

3. เมื่อจัดข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานอีกประเภทหนึ่งแล้ว ข้อที่ต้องพิจารณาต่อมาก็คือ จะต้องมีวิธีการนำสืบและหลักในการรับฟังอย่างไร และจะนำบทตัดพยาน ได้แก่ หลักการรับฟังพยานหลักฐานที่ดีที่สุด และหลักการรับฟังพยานบอกเล่า มาใช้ด้วยหรือไม่

4. ดังนั้น การรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานจำเป็นต้องมีกฎหมายกำหนดวิธีการนำสืบและการรับฟังพยานหลักฐาน โดยควรบัญญัติหลักการไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ส่วนรายละเอียดให้กำหนดเป็นข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา

3. “การประทับตราเวลา: ความจำเป็นสำหรับการให้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และตามผลกฎหมายของพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544,”

พรชัย นพประโคน กับพวก, วิทยานิพนธ์บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, 2553 URL: http://pattaniconference.pn.psu.ac.th/proceeding/poster/humen/Pornchai_Time%20Stamping.pdf

ความจำเป็นของการประทับตราเวลาของผู้ให้บริการประทับตราเวลาสำหรับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์นับว่ามีความสำคัญมาก โดยวันและเวลาต้องได้มาตรฐานสากลและให้เป็นที่ยอมรับของคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง โดยผลที่เกิดขึ้นสามารถรับรองการกระทำของบุคคลซึ่งผูกพันโดยสัญญาของกระบวนการประทับตราเวลาของผู้ให้บริการประทับตราเวลาสามารถขจัดปัญหาทางด้านเทคนิค แนวปฏิบัติ และกฎหมายแม่แบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายแม่แบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้เปิดกว้างสำหรับการออกเป็นกฎหมายภายใน โดยให้ประเด็นความน่าเชื่อถือการบริการสารสนเทศ และเทคโนโลยีกลายเป็นความสำคัญกับการพัฒนาความน่าเชื่อถือระหว่างองค์กรธุรกิจกับผู้บริโภค ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบันเปิดโอกาสให้มืออาชีพที่มีความแตกต่างในวิทยาการต่างๆ มาทางานร่วมกัน หรือเรียกว่าการบูรณาร่วมกันของการพัฒนาเทคโนโลยีการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีแนวนโยบาย แนวปฏิบัติ และกฎหมายเพื่อเป็นการรองรับการพัฒนาพาณิชย์

อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการประยุกต์ใช้ผู้ให้บริการประทับตราเวลามีความสำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการการค้าระหว่างประเทศมีการเตรียมข้อเสนอเกี่ยวกับสารสนเทศ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์การนาเข้าส่งออกเพื่อประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง และส่วนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือพยานหลักฐานดิจิทัลที่นำมาใช้เป็นพยาน หลักฐานในการพิจารณาคดีต้องสามารถพิสูจน์ความจริงและมีความน่าเชื่อถือได้

ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประทับตราเวลาของผู้ให้บริการประทับตราเวลาสำหรับประเทศไทยปัจจุบันไม่มีการออกกฎหมายในขณะนี้ กลุ่มอาเซียนผู้ทำวิจัยได้ศึกษากฎหมายประเทศมาเลเซียมีกฎหมายเรื่องการประทับตราเวลา ดังนั้นแนวทางการออกกฎหมายของไทยเพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุนการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับต่อนานาประเทศ แนวคิดการประทับตราเวลาของผู้ให้บริการประทับตราเวลายังเป็นประเด็นที่มีความจำเป็นและสำคัญต่อไป

ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับพยานหลักฐานดิจิทัล หรือพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากการกระทำของคู่กรณี โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 มาตรา 6 ให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานดิจิทัลเป็นพยานหลักฐานในกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายทั้งในคดีแพ่ง คดีพาณิชย์ คดีอาญา คดีทรัพย์สินทางปัญญา คดีล้มละลาย และคดีอื่นๆ ซึ่งเป็นพยานหลักฐานใหม่และสำคัญในสังคมสารสนเทศ โดยมีแนวคิดที่สำคัญ คือการตรวจสอบความถูกต้องและเป็นพยานหลักฐานที่ดี

ข้อเสนอแนะทางกฎหมายสำหรับประเทศไทยการออกกฎหมายแต่ละฉบับใช้ระยะพอสมควรด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ ผู้ทำวิจัยเห็นว่ายังไม่เพียงพอสำหรับการเพิ่มศักยภาพการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นมาตรฐานสากล รัฐต้องบัญญัติกฎหมายเพื่อกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติ เพื่อรองรับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเป็นการอุดช่องว่างของการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้มีประสิทธิภาพให้ทัดเทียมกับนานาประเทศต่อไป