เห็นด้วยค่ะคุณหมอว่า รักษาให้สบายเป็นศิลป์ รักษาหายสิ้นเป็นศาสตร์
เคยมี นศพ. ถามตอนไป lecture ว่า ในฐานะที่เป็นแม่ผู้ป่วย อยากจะบอก หรือฝากอะไรมั้ย
แป๊วตอบว่า อยากจะฝากคุณหมอในอนาคตว่า ณ วันนี้คุณหมออาจต้องเลือกว่าอยากเป็น ... หมออะไร
ถ้าหมออยากเป็น “หมอรักษาโรค” ก็คงต้องพยายามเรียนรู้วิชาการหลายด้าน เพื่อเอาชนะโรค รักษาโรคของคนไข้ให้หาย
แต่ถ้าหมอจะเป็น “หมอรักษาคน” ก็ต้องใส่ใจในความเป็นคน ใส่ใจความรู้สึก ความคิด ของผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย
การที่เค้าพาลูก หรือพาญาติมาหาหมอนั้น ไม่ใช่แค่การรักษาโรคอย่างเดียว แต่ในความรู้สึกของเค้าคือ ฝาก “ชีวิต” ของลูก ของญาติ ไว้เลยนะคะ ชีวิตของคนที่เค้ารัก
สำหรับตัวแป๊วเองนั้น คิดว่าหมอแต่ละท่านก็มีความสามารถได้ตามมาตรฐานที่เรียนมา ฝึกฝนมา แป๊วไม่ได้ต้องการหมอที่เก่ง ที่เราต้องคอยรับทราบอย่างเดียวว่าจะทำอะไรกับลูกเราบ้างเป็น priority แรก
แต่ต้องการหมอที่เข้าใจ และใส่ใจความรู้สึกของ “คน” ของคนป่วย ของญาติ ให้เรารับรู้สิ่งที่หมอจะทำ และร่วมตัดสินใจในการรักษาด้วย เพราะถึงแป๊วจะไม่ใช่หมอ แต่เป็น “แม่” และแน่ใจว่ารู้จักลูกตัวเองดีกว่าหมอ ก็ช่วยกันคนละครึ่ง หมอรู้เรื่องโรค แม่รู้เรื่องลูก
หมอลองคิดดูว่า ในมุมกลับกันถ้าหมอต้องเป็นผู้ป่วย หรือเป็นญาติผู้ป่วยเสียเอง หมอต้องการแบบไหน บางครั้งเราต้องเอาตัวเราเค้าไปแทนที่เพื่อดูว่า เมื่อเปลี่ยนสถานะแล้วความรู้สึกคงเดิมหรือไม่
สำหรับทักษะการใช้ชีวิตให้มีความสุข ก็คงใช้ศิลป์มากกว่าใช้ศาสตร์นะคะ