สรุปการบรรยายโดยทีมงาน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

วิสัยทัศน์ใหม่ประเทศไทย 2555

วิกฤตระบบการเงินสหรัฐฯ และบทเรียน

โดย ศาสตราภิชาน กิตติ พัฒนพงศ์พิบูล

• ปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาลในการแก้ปัญหา

• วิกฤตต่างประเทศที่เป็นที่มาของทุกวันนี้ เริ่มจากวิกฤตในสหรัฐฯ เป็นวิกฤตด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย ได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ปัจจุบันเผยแพร่ไปสู่ยูโรโซน

• บทเรียนที่เกิดขึ้นเป็นประโยชน์สำหรับการแก้ไขในอนาคต ถึงปีหน้า

• ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเป็นศูนย์กลางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นศูนย์ที่ทำให้เกิดวิกฤตตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วที่เรียกว่า Hamberger Crisis หรือ Subprime

• ค.ศ. 2000 เกิดการล่มสลายของเทคโนโลยีของบริษัท dot.com

• 11 ก.ย. 2001 เหตุการณ์การถล่มโดยผู้ก่อการร้ายที่เวิร์ดเทรด ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ต่อมาธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้ามาลดดอกเบี้ยเหลือ 1 % เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ด้านอสังหาริมทรัพย์ เริ่มบูมมากขึ้น มีการปล่อยกู้ให้ลูกค้าชั้น 2 คือ Subprime ซึ่งเป็นลูกค้าที่ยอมจ่ายดอกเบี้ยสูง เช่น 4-5% มีคนยอมให้กู้ ผู้ปล่อยสินเชื่อในสหรัฐฯ ขยายการปล่อยสินเชื่อให้คนพวกนี้ มีการขยายการลงทุน ได้กำไรจากค่าธรรมเนียม ค่าบริการ ให้เงินกู้กับลูกค้าชั้น 2 มากขึ้น ทำให้ลักษณะตลาดเป็นแบบแชร์ลูกโซ่ แต่อเมริกาไม่ควบคุมเนื่องจากเชื่อว่าระบบตลาดเสรีควบคุมตลาดได้มากกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ

• เอาหนี้ชั้น 2 รวมกลุ่มกันออกตราสารหนี้ชั้น 2 ได้ rating 3 ปี

• ตราสารหนี้ชั้นสูงโอกาสเป็นตราสารหนี้เสียไม่มีเลย เลยได้เรตติ้งชั้น A

• สามารถทำประกันโดยไม่มีการควบคุมเรียกว่า CDS Credit Default Swap ไม่ต้องควบคุม

• การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้ เช่น เอสแอนด์พี มูดดี้เป็นต้น

• คนบางคนเข้าใจผิดว่าเรตติ้ง 3 A ไม่ต้องทำอะไร จริง ๆ ไม่ใช่ เพราะถ้าเรตติ้งไม่ดีมีการลดเรตติ้ง

• ซับไพร์ม ทำให้อสังหาริมทรัพย์สหรัฐบูมฯ ราคาบ้านสูงตั้งแต่ปี 2001 – 2006 อสังหาฯ บูมมาก ๆ ปัญหาวิกฤตจะซ่อนตัวอยู่ ทุกคนรวยหมด

• ความร่ำรวยเจอจุดจบตอนแก้แค้น บิลลาเดน สหรัฐฯ ติดตามผู้ก่อการร้าย เกิดสงครามอิรัก มีปัญหาเศรษฐกิจคือ สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินงบประมาณมหาศาล เกิดเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีผลกระทบทำให้ราคาบ้านชะลอตัวลดลง ปัญหาซับไพร์มเกิดขึ้นเกินความคาดหมาย เงินกู้ เพิ่มความรุนแรงในสหรัฐฯ ผู้ปล่อยสินเชื่อเจ๊ง ปัญหาก่อความรุนแรงมากขึ้นถึงผู้ออกตราสารหนี้และผู้ค้ำประกันตราสารหนี้

• Lehman Brothers ล้มละลาย ความเสียหายเพิ่มขึ้นทุกเดือนตั้งแต่ปี 2007-2008 ราคาบ้านตกลงทุกเดือน การทำธุรกิจสถาบันการเงินในสหรัฐฯตกลงหมดเลย

• การลดดอกเบี้ยตอน เวิร์ดเทรด ขึ้นดอกเบี้ยตอนสงครามอิรัก แต่การลดดอกเบี้ยไม่สามารถช่วยได้

• Goldman Sachs แบรนด์เสติร์น เมอร์ริล ลินซ์ Lehman Brothers ทำท่าว่าจะล้มทาง Fannie Mae and Freddie Mac จึงเข้าไปเพิ่มทุนทำลักษณะแบบ Privatization

• อัตราคนตกงานเพิ่มสูง 10 % ปัจจุบันลดลง 8%

• ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปประสบปัญหาเช่นกัน มี 2 ประเทศไม่กระทบคือ จีน กับอินเดีย

• ปัจจุบันเกิดปัญหายูโรโซน เนื่องจากมีการกู้เงินจำนวนมากมาใช้จ่าย เป็นปัญหาหนี้สินของรัฐบาลที่จ่ายเงินเกินตัว

• ประเทศไทยไม่ค่อยมีปัญหา ไทยติดลบช่วงแรกคือปลายปี 2008-2009 แต่ได้รับผลกระทบเนื่องจากเศรษฐกิจหดตัวลง จะแก้ยังไง ? เกิดปัญหาว่างงาน เกิดความขัดแย้งทางการเมืองเป็นต้น

• มาตรการแก้ไข มีการกระตุ้นตลาด เป็นต้น

• สถานการณ์ไทยขึ้นกับเศรษฐกิจโลก การส่งออก และปัญหาสังคม ฯลฯ ซึ่งต้องหาวิธีการแก้ไขว่าจะแก้ไขอย่างไร

ทิศทางอสังหาริมทรัพย์โลกกับประเทศไทย

โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย

• การจัดประเมินการทำวิจัย และการตรวจสอบเพื่อการสร้างประสิทธิภาพในการบริหารอสังหาริมทรัพย์

• การทำ QC เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ พัฒนาพนักงานให้ดีขึ้นทำให้บริษัทดีขึ้น

• อสังหาริมทรัพย์ ปัจจัยการผลิตหลักคือที่ดิน และอาคาร

• ดูแถลงข่าวเรื่องอสังหาริมทรัพย์ได้ใน area.co.th

• เรื่องน้ำท่วมไม่ได้ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำ เนื่องจากเป็นแค่ปรากฎการชั่วคราว

• หลังจากน้ำท่วม 6 เดือน อสังหาริมทรัพย์ มีแนวโน้มเติบโต เช่น ชาวมาเลย์จะชอบมาเที่ยวประเทศไทย ส่งผลให้อสังหาริมทรัพย์หาดใหญ่บูม

• ดูตัวอย่างที่ด่านนอกมีโรงแรมเล็ก ๆ กว่า 30 โรง

• สึนามิ ก็ไม่ได้ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ไทยตก

• สรุป ราคาอสังหาริมทรัพย์ไทย มีการขึ้นราคาโดยตลอดแม้เกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ ก็ตาม จะราคาตกก็สืบเนื่องจากวิกฤติการเงินตามปัญหาที่กล่าวมาแล้ว

• เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เปิด 15,656 ล้านบาท แม้ว่ามีเหตุการณ์น้ำท่วมก็ตาม

• อย่างไรก็ตามปีนี้เปิดน้อยกว่าปีที่แล้ว 10,000 หน่วย ดีในแง่ลดการชะลอตัวลง

• ปัญหาปีหน้า 2555 คือ ผังเมืองไม่ Realistic ถ้าต่อไปมีผังเมืองออกมาพื้นที่ต่าง ๆ แทบจะสร้างอะไรไม่ค่อยได้เลย ถ้าจะขยายก็จะขยายไปอยู่รอบนอก หรือชานเมือง เราพยายามให้ในเมืองสร้างไม่ได้ เน้นการสร้างข้างนอก ทำให้เป็นการพัฒนาเมืองต่อไปค่อนข้างแย่ เนื่องจากการวางผังเมืองที่ขยายสู่ข้างนอก

• ถ้าทำพื้นที่ ฟลัดเวย์ หรือพื้นที่สีเขียว ต้องมีการจ่ายค่าชดเชยให้ ถึงจะสามารถช่วยระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาได้ง่าย หรือบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาควรสร้างเขื่อนสูง 5 เมตร

• ประเทศไทยมีแนวคิดเรื่องการเวรคืนที่ไม่ค่อยดีมาก ซึ่งถ้าเพื่อส่วนรวมแล้วชาวบ้านต้องยอมเสียสละไป แต่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ได้อย่างงดงาม

• ถ้าไม่สามารถแก้ปัญหาแบบบูรณาการรับรองว่าน้ำท่วมอีกแน่นอน

• กฎหมายปฏิรูปที่ดิน เป็นสิ่งที่ถูกต้องเนื่องจากช่วยให้เมืองพัฒนามากขึ้น เมืองเจริญ ไม่ต้องออกไปสู่รอบนอกของเมือง

• อสังหาริมทรัพย์เมืองไทยและเมืองนอกเป็นอย่างไร ให้ดูตัวอย่างในเมืองลาว เวียดนาม ประเด็นสำคัญคือเรื่องการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควรไปดูที่เมืองนอกด้วย ไม่ใช่ดูแค่ไทยอย่างเดียวเป็นต้น

• ถ้าเราพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควรไปดูงานหลายที่ ประเทศที่น่าสนใจมากเช่น พม่า อินโดนีเซีย (น่าลงทุนมาก) เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมีหลายประเทศที่น่าสนใจลงทุน และดูเพื่อการพัฒนา

• อสังหาริมทรัพย์โลกเป็นอย่างไรบ้างขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ บางประเทศขึ้น บางประเทศลง ตัวอย่างเนปาลอยู่ในช่วงขาลง ราคาประมาณ 2 ล้านบาท เวียดนาม 5 ล้านบาท มะนิลา 2 ล้านบาท เป็นต้น

เศรษฐกิจไทยในห้วงท้าทายใหม่

โดย คุณบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์

• สนง.เศรษฐกิจการคลังมีหลายหน้าที่ มีการติดตามการประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ วางแผนการจัดเก็บภาษีในปีงบประมาณ มีนโยบายทางภาษี นโยบายกับสถาบันการเงิน ทำงานร่วมกับ ธปท. นโยบายด้านการคลัง วางแผนร่วมกับสำนักงบประมาณ เป็นต้น

• พูดเรื่อง สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคล่าสุด , ปัจจัยท้าทายภายใน, ปัจจัยท้าทายภายนอก , ปัจจัยบวกและลบ

• ปี 2553 เศรษฐกิจไทยกลับมาโตเร็วอีกครั้งหนึ่ง ก่อนปี 2540 เติบโต 7-8% หลังจากนั้นลดลงจากวิกฤตเศรษฐกิจเหลือแค่ 4 % กว่า ปี 2552 ได้รับกระทบจาก Subprime ติดลบ 2 % กว่า แล้วมาโตอีกทีในปี 2553 เติบโต 7-8% ปีนี้ 2554 คาดว่าเศรษฐกิจโตน่าจะเกิน 4% แต่หลังจากวิกฤตน้ำท่วม เกิดผลกระทบกับภาคเกษตร ปศุสัตว์ และนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้เศรษฐกิจโตลดลงมาก

• ช่วง 3 ไตรมาสแรกโต 3 % หลังจากนั้น ติดลบ น้ำท่วมทำให้ธุรกิจที่เชื่อมโยงเป็น Supply Chain ลดลงไปด้วย จึงมองว่าเศรษฐกิจปีนี้โตเหลือแค่ 1.7% เท่านั้น จากที่คาดการณ์ไว้เบื้องแรก 2 % เศษ ๆ

• อะไรเป็นตัวให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนในไตรมาสที่ 3 ตัวสำคัญคือการลงทุน ตัวที่จะเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือ GDP เป็นตัวบริโภคสินค้าภายในประเทศ ตัวที่สองคือการส่งออก หลังจากวิกฤตปี 2540 พบว่าการเป็นประเทศขาดดุลไม่ดีแน่ ทำให้ระยะหลังเราทำให้ประเทศเกินดุลมาตลอด

• ระดับการลงทุนหลังจากปี 2540 ลดลงไปมาก

• การลงทุนของภาครัฐเป็นตัวถ่วงช่วงไตรมาสที่ 3

• คาดว่าในปี 2555 น่าจะโตไปได้ 5% เนื่องจาก ฐานของปีนี้ต่ำ แต่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีการลงทุนจากภาครัฐไปกระตุ้นเนื่องจากภาคเอกชนได้รับความเสียหายทั้งหมด ความเสียหายทำให้การลงทุนใหม่ค่อนข้างยาก จึงต้องการแรงกระตุ้นจากภาครัฐ ทั้งค่าใช้จ่าย และงบประมาณ สนับสนุนให้สถาบันการเงินปล่อยกู้แก่ภาคเอกชน เนื่องจากถ้าสินเชื่อไม่ไป เศรษฐกิจเติบโตไม่ได้ ระบบสินเชื่อจะ Support การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ต่างจากยุโรปเนื่องจากสุขภาพ แบงค์ไทยแข็งแรง

• การประมาณว่าปีหน้าเศรษฐกิจโต 5 % เนื่องจากตั้งบนสมมุติฐานว่า คู่ค้าทางเศรษฐกิจปีหน้า อัตราการขยายตัวชะลอตัวเหลือ 2.9 % แต่ยังมีหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนมาช่วย , ราคาน้ำมันดิบยังขึ้นต่อแต่ในอัตราที่ช้าลง, ปีหน้าค่าเงินบาทอ่อนลงจากปีนี้นิดหน่อย เนื่องจากมองว่าปีหน้าเริ่มขาดดุลการค้าเล็กน้อย รวมถึงบัญชีเดินสะพัด แต่ตัวทำให้เงินบาทผันผวนคือการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศเข้ามาในภูมิภาค , ดอกเบี้ยปีหน้าคาดว่า 3.25 % เท่ากับปีนี้ เศรษฐกิจเมื่อฟื้นตัวปีหลังแรงกดดันเรื่องเงินเฟ้อกลับมาส่งผลให้ไตรมาสสุดท้ายของปีหน้า ขึ้นอัตราดอกเบี้ยช่ะลอเงินเฟ้อ

รายจ่ายปีหน้า 2.4 ล้านบาท และแรงกระตุ้นจากภาครัฐในหลาย ๆ เรื่อง

• ภาคการเงินบริการ Share น้อย แต่โตเยอะ จึงควรพยายามเพิ่ม Share ของเขาให้เพิ่มขึ้น

• ในประเทศไทยภาคเกษตร มีสัดส่วน GDP 8.3% ค่อนข้างน้อย แต่สำคัญ ห้ามละเลย ควรให้โตไปควบคู่กับภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความถดถอยของภาคอุตสาหกรรม

• แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ แห่งชาติที่ผ่านมา สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่

• ภาคบริการ GDP 50.9% ถือว่าเป็นภาคที่กำลังเติบโตอย่างดีและควรให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ

• ปัญหาเศรษฐกิจไทย โครงสร้างที่หายไปคือการลงทุน เศรษฐกิจไม่กระโดดขึ้นไปเหมือนในอดีต เป็นช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุน

• อัตราการออมของไทยโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 30% ของ GDP สูงกว่าการลงทุนตลอด....แต่การออมมากโดยไม่ยอมลงทุนทำให้โครงสร้างพื้นฐานหายไปทำให้ไม่สามารถต่อยอดการผลิตให้ดีขึ้น ดังนั้นการคิดให้ผลิตภาพเพิ่มขึ้นโดยทุนเท่าเดิมจึงเป็นไปไม่ได้ จึงเป็นที่มาของโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อกระตุ้น

• นักลงทุนต่างชาติมองว่าประเทศไทยไม่มีจุดเด่นในด้านการลงทุนเนื่องจากขาดการกระตุ้นการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม ทางแก้คือควรขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

• มูลค่าการลงทุนที่แท้จริง พบว่าก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 39 ระดับการลงทุนอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านบาท ปี 53 ระดับการลงทุนอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท สังเกตว่าระดับการลงทุนไม่กลับมาที่เดิม สะท้อนความผิดพลาดต่อระบบเศรษฐกิจ

• ภาครัฐการลงทุนนิ่งมาก หนี้ 4.3 ล้านล้านบาท ในปี 40 ยังคงอยู่ ค่าใช้จ่ายในโครงการอิสระ และด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ งบรายจ่ายสูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นปัญหาที่ต้องแก้ในอนาคต

• ถ้าเอามาตรฐานของสภาพัฒน์ฯ ที่ว่าการลงทุนควรอยู่ที่ 22.9 % แต่เราอยู่ที่ 20.8% ภาครัฐควรลงทุน 7% ของ GDP แต่เราลงไปแค่ 2%

• เศรษฐกิจโตขึ้นแต่การลงทุนตามไม่ทันจึงเป็นปัญหาของการต่อยอด

• สัดส่วนการลงทุนเป็นสัดส่วนของเอกขน 75% ภาครัฐ 25% เป็นการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักร 65% ภาคการก่อสร้าง 35%

• 10 กว่าปีให้หลังการลงทุนไม่สะท้อนไปที่ระดับเดิม

• หลายหน่วยงานมีการศึกษา และประเมินปัจจัยที่เป็นปัญหาและอุปสรรค เรื่องกฎระเบียบการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศไม่คล่องตัว การส่งเสริมการลงทุนค่อนข้างดี ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก

• คุณภาพของ SMEs ที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นอุปสรรค ซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่คงอยู่ เนื่องจากแบงค์ มองว่า SMEs ไม่ให้ข้อมูลที่แท้จริง ความเชื่อถือน้อยเป็นต้น

• การเริ่มทำธุรกิจอย่างหนึ่ง ต้องทำให้ธุรกิจดีขึ้นตามลำดับ แต่โดยรวมประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 17 จากปี 2012

• สรุปการลงทุนที่หายไป เนื่องจาก 1. แหล่งเงินทุน แบงค์ Conservative มากเกินไป 2. ทักษะฝีมือแรงงาน ขาดแคลนวิศวะ 3. กฏหมายแรงงาน 4.ภาษีอากร 5.โครงสร้างพื้นฐาน Logistics เป็นคอขวด 6.ระบบปัญหาการจัดการน้ำมีปัญหา

• สรุปคือจะมีอะไรที่ต้องทำเพื่อกระตุ้นการลงทุนมากขึ้น

• เช่นภาระหนี้ของภาครัฐ ถ้าสูงมาก ควรให้ภาครัฐเป็นผู้เริ่มและให้ภาคเอกชนร่วมมือกันเช่นรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ ,โครงการต่อเชื่อมรถไฟรอบชานเมือง, รถไฟความเร็วสูง ,การสร้างทางด่วนบางปะอินและโคราช ประชาชนได้ใช้โครงการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

• น้ำท่วม ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นมา จากผลการประเมินของธนาคารโลกเอาคนลงพื้นที่ได้ตัวเลขในส่วนเสียหายเรื่องโรงงานและเครื่องจักร (Damage) 640,000ล้านบาท ตัวสิ่งที่ควรผลิตแล้วไม่ได้รับการผลิต (Losses) 680,000 ล้านบาท รวมกัน 1.3 ล้านล้านบาท แต่การคำนวณลักษณะนี้ มีการรวมในหลาย ๆ ปี ไม่ใช่เฉพาะปีเดียว GDP ในเมืองไทยน่าจะอยู่ที่ 2.7 ปีหน้าน่าจะโตได้ 5 % ซึ่งไม่ต่างจากที่ ก.การคลังมอง จึงเป็นการมองว่าปีหน้าไปในทิศทางดีขึ้น

• การฟื้นฟูจากมาตรการน้ำท่วม ได้รับการช่วยเหลือต่าง ๆ มาตรการสร้างความมั่นใจ จะลงอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง ต้องมีแผนที่ชัดเจน

• การกระจายรายได้ ประเทศไทยมีปัญหาพอสมควร จำนวนคนจนมี 5ล้านคน จากประชากร 64 ล้านคน ประมาณ 7-8 %

• มองในเชิง Relative การกระจายรายได้ระหว่างกลุ่มคนต่าง ๆ เป็นอย่างไร กลุ่มสูงสุด ต่ำสุด และระดับกลาง เป็นปัญหาระยะยาวที่ประเทศไทยควรรีบแก้ปัญหาด้านนี้

• นโยบายการกระจายรายได้ ต้องสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกร ใช้แรงงานทั้งในภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม

• ปัญหาคอขวดในกำลังแรงงาน เมื่อสินค้าเกษตรเริ่มปลูกได้ แรงงานเริ่มขาดแคลนอีกครั้งหนึ่ง

• ค่าแรงขั้นต่ำ ปี 31 เป็นต้นมา ขึ้นเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อ แต่ช่วงหลัง ๆ อัตราเงินเฟ้อมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ

• ปัจจัยท้าทายภายในประเทศ ปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะ ประเทศไทยหนีไม่พ้น เรามีโครงการที่ต้องใช้จ่ายเยอะ มีรายจ่ายที่ต้องเร่งในการลงทุน ถ้าใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพรายจ่ายด้านหนี้จะขึ้นเร็ว ของไทยอยู่ที่ 41

• การขาดดุลของ GDP ในแต่ละปี อิตาลีขาดดุล 11 % กว่า ถ้าตลาดไม่เปิดให้อิตาลี อิตาลีไม่สามารถ Refinance ได้ ส่งผลให้หนี้สินล้นพ้นตัว ปัญหาอยู่ที่ใครเป็นคนควักเงิน เยอรมันไม่ยอมควักเงินเพื่อช่วยเหลือประเทศไม่มีวินัยอย่างกรีซ หรือ โปรตุเกส

• ปัญหาคือหนึ้เมื่อเกิดแล้ว ใครจะเป็นคนซื้อหนี้เหล่านี้

• ประเด็นท้าทายภายนอก คือ ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก คาดว่าจะชะลอตัวลง ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง 11 % ตามด้วย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป

• Export 69% แสดงว่าไทยพึ่งพาต่างประเทศในอัตราค่อนข้างสูงแสดงว่าเมื่อต่างประเทศเป็นอะไรไปไทยเป็นด้วย

• เศรษฐกิจโลกกระทบไทยผ่าน 2 ช่องคือ ช่องทางการค้า ระบบแบงค์ ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรง มีเงินก็ไม่ปล่อย เงินกับกลายเป็นลงทุนไปที่อื่น แทนที่จะปล่อยสินเชื่อ

• การเคลื่อนย้ายเงินทุน มีผลต่อค่าเงินบาท เข้าเร็วออกเร็ว ทำให้มีปัญหาในการบริหารจัดการค่าเงิน โครงสร้าง FDI ในญี่ปุ่นยังเป็นอันดับหนึ่งอยู่

• AEC ที่จะเกิดขึ้น การเปิดเสรีด้านการเคลื่อนย้ายบริการ ทุน แรงงาน สินค้า ปัจจุบันประเทศไทยเปิดให้หมดแล้ว มีอีก 4 ประเทศเกิดใหม่ คือ เวียดนาม ลาว เขมร พม่า ขอแต้มต่อด้านภาษี

• ปัญหาของไทยมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาเรื่องการเทียบกับอาเซียน

• ปัจจัยสนับสนุนมาจากเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง ระบบธนาคารมีความพร้อม อัตราดอกเบี้ย และอัตราเงินเฟ้อไม่สูงมากมาย

• ถ้าปีหน้าราคาสินค้าเกษตรกรดีอยู่ทำให้เกษตรกรมีกำลังซื้อ เศรษฐกิจขยายตัวได้

• แผนป้องกันน้ำท่วมเพื่อสร้างความมั่นใจกับนักลงทุนทำอย่างไร และค่าแรง 300 บาทที่ขึ้นมาจะทำอย่างไร

• การเคลื่อนย้ายทุน ค่อนข้างผันผวนเนื่องจากสถานการณ์ไม่แน่นอนของสหภาพยุโรป

• ถ้าประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเมือง มาพร้อมกฎ ระเบียบ กติกา ที่ให้เศรษฐกิจสังคมมีความชัดเจน ส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุน

• Design Roadmap เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร

ข้อเสนอแนะจาก ศาสตราภิชาน กิตติ พัฒนพงศ์พิบูล

• ปัญหาการลงทุน 4 ข้อใหญ่ การเข้าถึงแหล่งทุนเกี่ยวกับระบบสถาบันการเงิน มีการพูดว่าไม่เข้าถึงแหล่งเงินทุนนั้นเป็น 2 ด้าน บอกว่าสถาบันการเงินแข็งแรง จากบทเรียนปี 40 สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยเงินกู้ แต่มีปัญหาเรื่องการเข้าแหล่งเงินทุนไม่ได้หรือไม่ ? เราต้องมองว่าวิสาหกิจไหนไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ค่อยดี แบงค์ไม่ควรให้กู้ ต้องเลือกว่ารายไหนมีศักยภาพ และมีกำลังเท่านั้น โครงการไหนมีกำไรดี ธนาคารก็อยากปล่อยเงิน จึงไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยกู้หรือสนับสนุน SMEs ทั้งหมด เนื่องจาก Management Skill ไม่ดี

• ถ้ารัฐบาลเป็นคนปล่อยสินเชื่อจะแย่ที่สุดเนื่องจากให้เสมอภาคทั้งโครงการที่ดีและแย่ เนื่องจากไทยขาด Skill Management และอีกเรื่องคือระบบการศึกษาไม่ดี

• กฎระเบียบของรัฐ ไม่สามารถแก้ได้ ปัญหามีทางแก้อยู่อย่างเดียวคือทำอย่างไรให้เกิดความโปร่งใส เช่นการสร้างระบบจัดสรร ทำให้ทุกคนยอมรับได้ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานก็สามารถแก้ได้โดยวิธีเดียวคือความโปร่งใส

การบริหารจัดการทุนมนุษย์ในยุคใหม่

โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

• ที่ต้องการคือฟังแล้วได้อะไร

• ทุนมนุษย์มี 2 อย่างคือ ปลูกหรือผลิต และ เก็บเกี่ยวหรือบริหารเรียกว่าบริหารจัดการ

• เราจะมองปี 2555 ร่วมกัน แล้วมองว่าปีต่อไปเป็นอย่างไร

• อยากให้คนในห้องนี้เอาความคิดบางอย่างไปใช้ให้เป็นประโยชน์ อยากฟังผู้บริหารในห้องนี้เรื่องการมีช่องว่างในการบริหารคนอย่างไร ถ้ามีช่องว่างก็ให้แคบลง เนื่องจากคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์

• อสังหาริมทรัพย์จะเป็นสาขาสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืน

• อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับทุน คือ เราเสียสละในวันนี้เพื่อได้ประโยชน์ในวันหน้า ดังนั้นการลงทุนในเรื่องคนสำคัญ

• ดังนั้นทุนมนุษย์เป็นการลงทุนที่ใช้เวลานานมาก

• อสังหาริมทรัพย์มีทุนอยู่ 4 เรื่อง คือ ทุนมนุษย์ ทุนทางการเงิน ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ และทุนทางเทคโนโลยีและเครื่องจักร

• ทุนมนุษย์ต้องไปปะทะกับการเงิน ไปปะทะกับทรัพยากรธรรมชาติ และเรื่องต่าง ๆ

• มนุษย์ที่ดีต้องเป็นมนุษย์ที่มีคุณธรรมจริยธรรม เป็นมนุษย์ที่มองในระยะยาว สรุปคือ เราต้องมองทั้ง 4 ด้าน ทุนมนุษย์กลายเป็นทุนที่สำคัญที่สุดในโลกาภิวัตน์ เพราะทุนมนุษย์คือศักยภาพของคนที่ทำให้เกิดความเป็นเลิศ

• อยากให้เห็นถึงคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในมุมมองของอสังหาริมทรัพย์

• การบริหารทุนมนุษย์คือหัวข้อใหญ่ในวันนี้ การมีทุนมนุษย์แล้วทำยังไงถึงกระตุ้น บริหารจัดการ เช่น มีศักยภาพ 100 ใช้ 80 เป็นต้น

• ในอดีตไปกระตุ้นที่โบนัส สวัสดิการต่าง ๆ แต่ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเป็นแรงบันดาลใจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เช่นสิ่งที่ชอบภายในของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

• เราต้องรู้จักผลิตทรัพยากรมนุษย์เสียก่อน

• อสังหาริมทรัพย์ จุดอ่อนคือ รับคนที่มีคุณภาพไม่ดีนัก คนส่วนหนึ่งจะจัดการไม่ได้ ต้องเปลี่ยนจากวิกฤตเป็นโอกาส และให้รู้จักคิดนอกกรอบ ขอถามว่าในธุรกิจอสังหาฯ มีกี่คนที่เป็นแนวร่วม และแนะนำคุณได้

• ระวังเรื่องการล้มละลายทางปัญญาอย่างช้า ๆ ไทยผลิตปริญญาตรีจำนวนมาก แต่ปรากฎจบออกมาแล้วทำงานไม่ได้ การศึกษาแย่ จึงควรมาดูเรื่องการบริหารคนและผลิตคนพร้อมกันไป จำเป็นมากที่ผู้บริหารในห้องนี้ต้อง ลงทุนเรื่องศักยภาพคนที่ล้มเหลว ดังนั้นต่อไปนี้ องค์กรคือโรงเรียน เป็นลักษณะการสอนผู้ใหญ่ เช่น โรงเรียนอัญมณี โรงเรียนก่อสร้าง โรงเรียน Logistics เป็นต้น

• จึงขอฝากว่าถ้ามีลูกน้องที่ทำงานอยู่ อยากเรียนต่อ หาความรู้เพิ่มเติม ให้กล้าและเปิดโอกาสให้ลูกน้องได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ

• คนในห้องนี้มองมนุษย์เป็นเครื่องมือในการทำกำไร

• อยากให้ดูว่าคนที่พึงปรารถนา ดูจากทฤษฎีทุน 8K’s คนไทยส่วนมากที่ทำงานในอสังหาริมทรัพย์มีความสุขในการทำงานหรือไม่ หรือทำงานเพื่อเงินอย่างเดียว ทำงานมีเครือข่าย และความยั่งยืน

• ต้องหาความรู้จากภูมิปัญญาของเราทุกวัน

• วงการอสังหาฯ สำคัญที่สุดคือความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม และควรย้อนกลับมาดูที่รากเหง้าทางวัฒนธรรม

• ในการจัดการทุนมนุษย์สำหรับปี 2555 สถานการณ์แรกคือ Where are we? เป้าหมายธุรกิจคืออะไร

• ปี 2554 เป็นปีของ PC และ MC คือ Permanent Crisis และ Multiple Crisis ดังนั้นในมุมมองของการบริหารทุนมนุษย์คือต้องจัดการ PC กับ MC ให้ได้ โดยใช้ทุนมนุษย์เป็นหลัก มีการเตรียมความพร้อม ใช้ทุนมนุษย์เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

• Paradox คืออะไร

ทรัพยากรมนุษย์หรือทุนมนุษย์ในประเทศไทยมีปัญหาเรื่องโครงสร้างคือ

1. Productivity คนต่ำ

2. คนไทยคิดไม่เป็น

3. ทัศนคติของผู้นำในอดีตอยากลดต้นทุน มองคนเป็นค่าใช้จ่ายไม่มองเป็นทรัพย์สิน

4. คนไทยยุคใหม่ไม่จงรักภักดีในองค์กร บ้าเงิน บ้าตำแหน่ง เกิดการ Turnover สูง

• เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว Where are we going ? เราจะไปทางไหน เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส แล้วอยู่รอดในวิกฤติ ข้ามวิกฤตเป็นโอกาส

• ปัญหาคือผู้นำเข้าใจหรือไม่ว่าจะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส แล้วโอกาสอันนี้คือ

1. Quality คุณภาพ

2. Standard มาตรฐาน

3. Excellence ความเป็นเลิศ

4. Best Practice วิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุด

5. Benchmarking การเทียบเคียง

ทั้ง 5 ตัวนี้มาจากการปลูกทุนมนุษย์และเก็บเกี่ยว

• เราจะไปอย่างไร แล้วจะเก็บเกี่ยวอย่างไร

• การบริหารทุนมนุษย์หรือเก็บเกี่ยวในยุคใหม่

1. แรงบันดาลใจสำคัญที่สุดในอนาคต แล้วต่อมาก็มีการ Empowerment มอบอำนาจแต่ต้องใช้เวลา

2. ทำการศึกษาและเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร

3. เน้นสิ่งที่มองไม่เห็น ดังตัวอย่างทฤษฎี HRDS

มีความสุขแบ่งกัน,ยกย่องคนที่ทำงานด้วยกันอย่าดูถูกเขา,ดูแลมนุษย์ด้วยศักดิ์ศรี,ยั่งยืนไปด้วยกัน

ต้องปรับทัศนคติคนบ้างเล็กน้อย

เสนออะไรไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ How to ? เสนออะไรไปแล้ว ความสำเร็จคืออะไร

ถ้าเราบริหารจัดการคนเราเน้นไปที่ความสำเร็จคือ

- มองอะไรที่ยาว อย่ามองสั้น

- ต่อเนื่อง กัดไม่ปล่อย

- สร้างค่านิยมในองค์กรใหม่

- ผู้นำต้องศรัทธามองคนเป็นสินทรัพย์ไม่ใช่มองเป็นค่าใช้จ่าย

- ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการคน

- อดทนกับความล้มเหลวและเอาชนะอุปสรรค์

สรุป การพูดในวันนี้คือ

- สถานการณ์ปัจจุบันคืออะไร

- เราต้องมีความเป็นเลิศ

- ถ้าเราจะบริหารจัดการ เราต้องอาศัยแรงจูงใจที่มองไม่เห็นคือ Inspiration + Empowerment

- ผู้ที่เริ่มแล้วทำต่อ

- ผู้ที่กำลังจะเริ่ม ศึกษาความเข้าใจทุนมนุษย์มากขึ้น

- คนที่ยังไม่เริ่ม ลองใส่แว่นตาดูใหม่ว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง

แลกเปลี่ยนความคิดเห็น...ฟังแล้วได้อะไร ?

1. เห็นว่าในองค์กรมีจุดอ่อนทางการศึกษา

ดร.จีระ บอกว่า บริษัทเล็กหรือใหญ่ต้องลงทุนให้เรียนรู้ในการทำงานเรียกว่าปลูกทุนมนุษย์

2. ช่วงนี้เป็นช่วงปลายปี กำลังจัดงบประมาณอยู่ว่าไปใช้เรื่องไหนเหมือนเป็นการตอกย้ำให้รู้ว่าควรเอาเงินไปลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์มากขึ้น

ดร.จีระ ให้เสนอดูตัวอย่างจากองค์กรใหญ่ ๆ ส่วนองค์กรเล็กเสนอให้มีการทำวิจัยในเรื่องนี้มากขึ้น

3. ขอชื่นชมอาจารย์ที่อยู่ในแวดวงทรัพยากรมนุษย์มาเป็นเวลานาน และมีจิตสาธารณะในการไม่หวงความรู้

ดร.จีระ บอกว่า ถ้ามีปัญหาและแก้ปัญหา ให้รับฟังความคิดเห็นก่อน

4. มหาวิทยาลัยจำนวนมากผลิตคนออกมา 3-4 แสนคน แต่บริษัทต้องมาฝึกใหม่ทั้งหมด เป็นปัญหาที่ระบบการศึกษาไทยล้มเหลวหรือไม่

อยากทราบว่างบประมาณพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มากหรือน้อยกว่าแต่ก่อน

ดร.จีระ บอกว่ามากกว่าแต่ก่อน แต่ไปเน้นที่ปริมาณ จริง ๆ เราสามารถเป็นผู้ที่ศึกษาหรือใฝ่รู้ด้วยตนเอง ให้หาความรู้ตลอดเวลา

5. เห็นผลการวิจัยว่า IQ ของเด็กไทยลดลง ในระดับภูมิภาค อันดับหนึ่งคือ สิงคโปร์ ทำไมประเทศกลุ่มเดียวกับเรา IQ สูงแต่ไทยเท่ากับเขมร

ดร.จีระ บอกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการขาดสารอาหาร คนไทยจริง ๆ ไม่เป็นรองใคร แต่เราได้รับการฝึกในการเรียน โดยกระตุ้นให้คิดน้อย ส่วนใหญ่เน้นเรื่องการท่องจำเยอะและจุดอ่อนคือมีครูที่คุณภาพต่ำ

ข้อสังเกต CEO100 คน สนใจเรื่องคนไม่ถึง 30 คน ส่วน 70 คน บ้าอำนาจ บ้าเงิน ถามว่า CEO ในห้องนี้อยู่ตรงไหน การมองมนุษย์ควรให้มองเป็นลักษณะเหมือนลูกหลานเรา ให้มองตามทฤษฎี HRDS ที่ได้ฝากแนวคิดไว้