ในบางครั้งคนที่เก่ง ๆ อย่างพวกเรา ที่มักคิดว่าเราเก่งกว่าเขาเพราะเรามีเรียนมา มีปริญญา มีความรู้ความสามารถมากกว่าก็มักจะ "ตกม้าตาย"
สมัยเรียนเราอาจจะเก่งจริง เพราะเราตั้งใจเรียน เรากันหามรุ่งหามค่ำ แต่การเรียนแบบนั้นหลาย ๆ คนมันจบไปแล้ว
คือเมื่อมาทำงานก็หยุดเรียน แล้วก็นั่งนอนกอดปริญญาเอาไว้ แล้วคิดในใจเสมอว่า ตัวกู ปริญญาของกู...
แต่เราลืมนึกไปว่า ไอ้ที่เราเรียนมามันเป็นทฤษฎี มันเป็นปรัชญา ส่วนใหญ่มันถูกถอดความมาจากนักวิชาการที่อ่านตำหรับตำราอยู่ในห้องแคบ ๆ
ซึ่งแตกต่างจาก "คน" ที่แสวงหาความรู้มาด้วย "ชีวิต"
ต้องใช้ทั้งปากกัดและตีนถีบจึงมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้ได้
บ้านเมืองเราเพิ่งจะมาใช้คำว่า R2R (Research to Routine) กันไม่กี่ปี แต่ความจริง คนที่ปากกัดตีนถีบเขาทำกันมานานแล้ว แต่เขาไม่ใช้คำนี้ ไม่มีคำสวย ๆ หรู ๆ ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเรียกว่าอะไร...!
เราทำกันก็เพื่อผลงาน บางครั้งก็ฉาบฉวย บางครั้งก็เพื่อร่ำเพื่อรวย แต่เขาทำเพื่อครอบครัว เพื่อลูก เพื่อหลาน เพื่อชีวิต แรงผลักดันในตัวที่ขับออกมานั้นต่างกันเยอะ
แต่ไม่มีใครไปเชิดชูเขา มีแต่เหยียบย่ำ ซ้ำเติมด้วยคำว่า "ชาวบ้าน" เรียนน้อย ต้องรู้น้อยสิ ฉันเรียนมาก ฉันเป็นผู้รู้มาก
ถ้าหากเพียงเราเอาทฤษฎีที่เรารู้ไปจับสิ่งที่เขาทำ เราจะรู้ว่าทฤษฎีที่เราเรียนนั้นมีค่าไม่ถึงครึ่งหนึ่งในสิ่งที่เขามี
ทฤษฎีมันเกิดขึ้นจากความรู้และประสบการณ์ นักวิชาการสมัยใหม่บางครั้งไม่มีประสบการณ์แต่สามารถตั้งทฤษฎีได้
อันนี้ต้องย้อนรวมไปถึงประสบการณ์ในการทำวิจัยทั้งในระดับอุดมศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับปริญญาเอกที่น่าจะย้อนกลับมาตีความให้ดีกว่า การวิจัยที่ได้ปริญญามานั้นเพียงพอต่อการยกย่องจากสังคมหรือไม่
การวิจัยในระดับปริญญาเอกอาจจะสามปี หรือห้าปี จะเทียบได้หรือกับการทำ R2R ของคนคนหนึ่งที่ทำมาสามสิบหรือห้าสิบปี
ทุกย่างก้าวของทุก ๆ คนนั้นต้องเหยียบย่างไปบนความรู้ และทุก ๆ คนก็เก็บเกี่ยวความรู้นั้นมาพัฒนาและปรับปรุงตัวเองโดยธรรมชาติ
ดังนั้นทุกคนที่มีความต้องการในการที่จะพัฒนาตนเองนั้นย่อมไม่หยุดเรียนรู้
ปริญญาเป็นดาบสองคม เพราะบางคนได้แล้วก็หยุดเรียนรู้ เพราะมีปริญญาของกูกอดแนบแน่นอยู่ในหัวใจ
การไม่มีปริญญาก็ดีเหมือนกันนะ เพราะทำให้ตัวเองรู้สึกว่าต้องเป็นผู้เรียนรู้อยู่ตลอด
คนมีปริญญามักคิดว่าตัวเองเรียนจบ การไม่มีปริญญาก็ยังคิดว่าตัวเองเรียนไม่จบ ไอ้ที่คิดว่าตัวเองเรียนไม่จบนี่แหละดี เพราะจะได้มีการเรียนรู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
คนเราเดี๋ยวนี้ทำงานนาน ตำแหน่งก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งก็ลดตัวลงมาเรียนรู้ยาก เพราะกลัวคนอื่นจะคิดว่าตัวเองไม่รู้ ต้องนั่งหน้าชูคอทำตัวเสมือนเป็นผู้รู้อยู่ตลอด
คนตัวน้อย ๆ ตำแหน่งเตี้ย ๆ นี่แหละดี จะไปเรียนรู้ที่ไหนก็สบาย เพราะไม่มีหัวโขนหรืออะไรต่ออะไรมาค้ำคอ
ไปที่ไหนก็ก้มหัวไหว้ใครต่อใครได้อย่างสบาย ๆ
ธรรมสี่ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พลัง ย่อมเจริญแก่ผู้มีปกติกราบไหว้ และมีความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิจ
ความอ่อนน้อมถ่อมตนนี่เองจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญของคนที่ตั้งมั่นใน "การเรียนรู้..."