เมื่อคุณแม่ลูกหนึ่งให้ข้อเท็จจริงว่า บุตรชายเกิดวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ในประเทศมาเลเซีย จากบิดาสัญชาติมาเลเซียและมารดาสัญชาติไทย อาจารย์แหววก็อาจจะสรุปได้ว่า บุตรชายของคุณน่าจะมีสองสัญชาติ กล่าวคือ สัญชาติไทยและสัญชาติมาเลเซีย

สิทธิในสัญชาติมาเลเซียนั้น ย่อมเป็นไปตามกฎหมายมาเลเซียว่าด้วยสัญชาติมาเลเซีย และก็เข้าใจว่า บิดาคงได้แจ้งการเกิดของบุตรชายในทะเบียนราษฎรของรัฐมาเลเซียแล้ว และก็น่าจะได้รับการบันทึกชื่อในฐานข้อมูลทะเบียนบุคคลของรัฐมาเลเซียแล้ว และเมื่อมีวัยอันสมควรก็จะได้รับเอกสารประมาณ "บัตรประชาชน" เพื่อแสดงความเป็นคนสัญชาติมาเลเซีย

ส่วนสิทธิในสัญชาติไทย ย่อมเป็นไปตามกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทย ซึ่งก็คือ มาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒ และ ๓) พ.ศ.๒๕๓๕ และโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ อันทำให้บุตรชายมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาโดยผลของกฎหมาย

ปัญหาของคุณก็น่าจะอยู่ที่คุณยังมิได้แจ้งการเกิดของบุตรในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยตามมาตรา ๑๘ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งการขอเอกสารรับรองคนเกิดตามกฎหมายไทยนั้น คุณก็อาจจะติดต่อสถานทูตไทยในมาเลเซียหรือกลับมาทำในประเทศไทยที่กรมการกงสุลก็ได้ค่ะ โดยเอาหนังสือรับรองการเกิดที่โรงพยาบาลมาเลเซียออกให้ไปแปลและไปทำการรับรองนิติกรณ์เอกสารนี้ต่อสถานทูตหรือกรมการกงสุลดังกล่าวข้างต้น

หลังจากการจัดการเอกสารรับรองการเกิดที่เข้าใจได้เป็นภาษาไทยแล้ว ก็ต้องร้องขอเพิ่มชื่อบุตรในทะเบียนบ้านประเภท ทร.๑๔ ในสถานะคนสัญชาติไทย ซึ่งขั้นตอนนี้จะทำให้บุตรได้รับบัตรประชาชนเมื่ออายุครบ ๗ ปี และทำหนังสือเดินทางตามกฎหมายไทยเพื่อแสดงความเป็นคนสัญชาติไทยในต่างประเทศ

ขอให้ระวังว่า กฎหมายสัญชาติมาเลเซียน่าจะห้ามคนถือสองสัญชาติ ในขณะที่กฎหมายไทยไม่ห้าม ต้องตระหนักในข้อเสียข้อนี้ให้ดีค่ะ