สวัสดีครับคุณ SR
ชอบตรงที่ "ภูฎานเก็บข้อมูลทีี่น่าจะสะท้อนความสุข" ไม่ได้ถามโดยตรง "ลดอคติ" จากการออกไปสอมถามได้โดยตรงครับ..
ผมเคยอยู่ในวงตอนที่หน่วยงานของรัฐต้องการออกแบบดัชนีวัดความสุข...แต่กลับได้สถิติพื้นฐาน ประเภท จำนวนอุบัติเหตุ...เพราะหาสถิติลำบากเหมือนกัน..เราน่าเรียนรู้จากประเทศนี้มากๆ..ครับ..ผมเองในฐานะที่ทำเรื่อง Creative Economy มาก่อนก็เสนอว่า "จำนวนนักออกแบบผลิตภัณฑ์" นี่เป็นตัวเดียว เพราะในแง่เศรษฐกิจ..คนเราไม่ค่อยคิดผลิตภัณฑ์เอง..ชอบเลียนแบบ..ที่สุด เราก็จน ครับ..ผลิตแต่สินค้าใช้แรงงานเยอะ..ตอนนี้แพ้เพื่อนบ้านไปแล้ว เพราะค่าแรงแพง..อยากจะเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็ต้องมีคนสร้างสรรค์เยอะ...เป็นต้น..ผมว่าเรื่องนี้คุยกันอีกยาว..
ส่วนแนวทางการวัดแบบที่ผมเสนอเป็นแนวพัฒนาองค์กรครับ...วิจัยแนวนี้จะเป็นพวก Action Research, R2R, Appreciative Inquiry..ตรงนี้นักวิจัยแนวอื่น โดยเฉพาะสายที่ทำ Randomized control หรือเชิงปริมาณใดๆ..จะประหลาดใจมาก ว่าทำไมเราดูไปยุ่งกับผู้ร่วมวิจัย..จริงๆ เราไปยุ่งมากเลยครับ..เพราะเราไปช่วยให้้เขาสร้างการเปลี่ยนแปลง การมีส่วนร่วมจะสูง และจะไม่มีตัวแปรควบคุมครับ..เป็นงานที่มีพลวัตพอสมควร..จุดประสงค์คือ "พัฒนาองค์กร" นั้นๆ ครับ...ความรู้เกิดจากการปฎิบัติ...ซ้ำแล้วซ้ำอีก..ที่เราเรียกว่า Learning by Doing นั่นเอง..แต่ยังไม่พอยังต้อง Learn How to Learn อีก เรื่องนี้ต้องเขียนกันเป็นตอนๆ เลยครับ..
...
งานแนวนี้เลยมี Bias สูง แต่เรามีวิธีควบคุม ไม่ให้ตกขอบจนเป็นอคติ เกินไป ครับ เช่นเราใช้ Validity คือ Outcome Validity ทำ ต้องมีการวัดผล..Process Validity วัดหลายวิธี ดูความสอดคล้อง (ตรงนี้ที่แนะนำให้ใช้โมเดลข้างบน) Catalytic Validity คนทำ และผู้มีส่วนร่วมต้องเกิดการเรียนรู้ (ใช้ BAR,AAR หรือ Reflection ช่วย) Democratic Validity ผู้มีส่วนร่วมต้องเต็มใจ และได้รับข้อมูลตามจริง..ไม่ถูกหลอกมาเป็นหนูทดลอง สุดท้ายต้องมี Dialogic Validity ตลอดการทำวิจัย ต้องหาผู้ที่เป็นมืออาชีพ เช่นอาจารย์ ช่วยดูงานให้ จะได้ไม่อคติ หรือตีความเข้าข้างตนเองเกินไไป..
...
จะเห็นว่าเป็นการควบคุฒที่ยุ่งยากพอสมควร...การวัดจึงออกมาทางสังเกต มาก..ครับ..แต่ก็ประกอบกัน..
ครับสุดท้ายขอบคุณคุณ SR มากครับ ที่เข้ามาให้ข้อเสนอแนะดีๆ