สวัสดีค่ะอาจารย์
ใจที่งดงาม...สร้างวิชาการที่งดงาม
(ยืมคำมาจากหมออ้อที่ศูนย์อนามัยเขต 6 ขอนแก่น)
ศิลปะงานเขียนที่ส่งกระทบใจนี้...น้ำตาเริ่มไหล เมื่อเห็นภาพเหมือนซากศพนั่งได้ที่วัดพระบาทน้ำพุ และจนถึงสองมือบีบนวดเท้า...
อาจารย์เล่าตัวอย่าง แล้วค่อยตั้งเป็นหัวข้อ ทำให้เพิ่มความเข้าใจ "จิดวิญญาณ" ในแง่มุมต่าง ๆ มากขึ้น
ความคิดตัวเอง ในแง่มุมคนที่ทำงานเกี่ยวข้องสุขภาวะนะคะ
1. คนทำงานเอง ต้องได้เรียนรู้ผ่านบรรยากาศผ่อนคลายและมีความสุข ในการสังเกตโดยตรงในสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเอง เมื่อไปทำงาน นอกจากจัดสถานที่ทำงานให้น่าอยู่แล้ว บรรยากาศสังคมที่ทำงานต้องได้รับการจัดแจงจนเป็นธรรมขาติ เหมือนเป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่อบอุ่น นอกจากครอบครัวที่บ้าน เมื่อฝึกฝนสังเกตสิ่งที่เกิดในใจตนบ่อย ๆ อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง จะทำให้การพูดคุย การปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่เรารักษา พี่น้องเพื่อนร่วมงาน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น (เพิ่งได้ยินคำว่าพัฒนาด้านในมา 2 ปีนี้ค่ะ ยังต้องฝึกฝนตนเองต่อไป ไม่สิ้นสุด)
2. โดยทั่วไปงานแบบนี้จะเริ่มในกลุ่มดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย แต่เห็นว่าแนวคิดการพัฒนาออกจากด้านในนี้ หากขยายมาถึงคนที่ทำงานรับผิดชอบสร้างสุขภาวะร่วมกับชุมชนได้ จะดีมาก ๆ นะคะ ข้อ 1. ได้เฉพาะตน คนรอบข้างและผู้ป่วยที่เราบริการแต่ละวัน แต่ข้อ 2. นี้ จะได้การขับเคลื่อนสุขภาวะทั้งสังคม ตั้งแต่คนที่สุขภาพยังดี ตั้งแต่คนที่อายุยังน้อย ๆ หรือเริ่มตั้งแต่ป่วยนิดหน่อย
เมื่อคนทำงานสร้างสุขภาวะให้เกิดแก่ตนเองได้ ด้วยการจัดสมดุลของจิตใจและวัตถุได้พอเหมาะพอควร ก็จะสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้จากประสบการณ์ตรง สังคมก็จะไปถึงสุขภาวะร่วมกันได้
ร่วมมีความหวังด้วยคน เริ่มทำที่สระใครบ้างแล้วค่ะ
ขอบพระคุณอาจารย์วิรัตน์และอาจารย์หมอ ป. มาก ๆ ค่ะ