สวัสดีคะ อาจารย์สุรเชต
การหยุดคิดปรุงแต่ง หรือหยุดจิตปรุงแต่ง ฟังดูแล้วแสนง่ายไม่น่ายากแต่ประการใด ตามความเป็นจริงแล้วเป็นหัวใจในการปฏิบัติ และกลับปฏิบัติได้ยากแสนยากเพราะเป็นสังขารอันสั่งสมไว้อย่างแก่กล้าไม่รู้ว่านานมาสักกี่ภพกี่ชาติมาแล้วนั้น และทั้งยังต้องมีสติระลึกรู้เท่าทันทั้งในเวทนา(ของสังขารคิดปรุงแต่ง)หรือจิตที่เกิดขึ้น ตลอดจนปัญญาที่เป็นผู้จัดการปัญหา แต่ก็ล้วนสามารถสั่งสมอบรมสังขารใหม่ให้เกิดความชำนาญหรือวสีได้, โดยเฉพาะการคิดปรุงแต่งที่เกิดในชรา คือขณะกำลังเสพเสวยความทุกข์อันเร่าร้อนอยู่ โดยมีกำลังอันกล้าแข็งของอุปาทาน ได้ครอบงำไว้แล้วด้วยอิทธิฤทธิ์อันแรงกล้าที่ครอบสรรพสัตว์มาได้ตลอด กาลนาน เมื่อพยายามหยุดการปรุงแต่งจึงมักหยุดไม่ได้เป็นธรรมดาทั้งที่รู้และพยายามหยุดการปรุงแต่งแต่ก็ยังวนเวียนปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา แม้จะช้าหรือทิ้งช่วงไปบ้างก็ตาม แต่สำหรับนักปฏิบัติที่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทอย่างแจ่มแจ้งจะมีกำลังของปัญญา ที่เกิดการสั่งสมเข้าใจและจากประสบการณ์ในการปฏิบัติอย่างแจ่มแจ้งถึงความเป็นเหตุปัจจัยกัน จึงมีกำลังของจิตอันเกิดแต่ปัญญาที่รู้ว่าทุกข์เหล่านี้เกิดแต่เหตุใดอย่างมั่นใจจึงมีความพยายามหรือมีกำลังของจิตมากกว่าในการหยุดการปรุงแต่งเหล่านั้น ถึงจะยังเกิดขึ้นบ้างก็อยู่ได้ไม่นานเหมือนปุถุชน อันเกิดแต่ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ในปฏิจจสมุปบาทกระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์อย่างมั่นคงไม่โยกคลอนดุจดั่งเสาเข็มริมเขื่อนแล้วนั่นเอง