สวัสดีค่ะ คุณเม้ง
จากที่ได้คลุกคลีอยู่ในสวนป่าครูบามาหลายปีก็เห็นว่า การปลูกยูคาถ้าให้เวลากับยูคาสักนิด ไม่รีบตัดไม่รีบขาย ยูคาก็สามารถฟื้นคืนธรรมชาติให้เราได้ และที่สวนป่านี้ ครูบาก็ได้ทดลองปลูกผสมผสานทั้งไม้ยูคา กระถินณรงค์ ไม้พื้นเมืองพวกยางนา ไม้แดงก็โตไปด้วยกันได้ แต่ก็ไม่แน่ใจสำหรับพื้นที่อื่นว่าจะเป็นอย่างที่สวนป่าหรือไม่ เพราะวิธีการจัดการอาจไม่เหมือนกัน เนื่องจากที่สวนป่าไม่เน้นการตัดขายแต่เน้นปล่อยไว้เรื่อยๆ และป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าอย่างเด็ดขาด
ส่วนในเรื่องการทดลองปลูกในสภาพดินต่าง ๆ นั้นคงต้องหาข้อมูลกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ค่ะ เพราะที่สวนป่าก็ทดลองอยู่กับดินชนิดเดียว และที่กระทรวงเกษตรกรมาทดลองปลูกก็มีหนึ่งแปลง แต่ยังโตไม่มากเพราะสภาพดินแย่มาก และพันธุ์กลั่นน้ำมันก็ยังไม่ใครทดลองปลูกเห็นมีแต่ที่สวนป่าเท่านั้นจึงยังสรุปไม่ได้ค่ะ
ในแง่ของการปลูกมันสำปะหลังนั้น หลังปลูกไปแล้ว 5 ปี ธาตุอาหารในดินจะหมด ถ้าจะให้ได้ผลผลิตก็ต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอก แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ชอบปุ๋ยเคมีมากกว่าเพราะเห็นผลเร็ว วิธีที่น่าจะช่วยปรับสภาพดินก็น่าจะทำได้ถ้าชาวบ้านมีการปลูกพืชบำรุงดินตระกูลถั่วสลับกันปีเว้นปี แต่เชื่อเถอะค่ะ เคยปลูกมันยังไงก็ยังงั้น เปลี่ยนแปลงยากค่ะ
ส่วนการปลูกยูคาบนคันนาก็มีคนปลูกกันเยอะ ถ้าหากคันนาใหญ่ดินยังสมบูรณ์ หรือดูแลสภาพดินดี และปลูกยูคาห่างกันตั้งแต่ 2.5 เมตร คอยตัดใบยูคาในช่วงล่างของลำต้นไม่ให้บังแสงแดดก็จะไม่มีผลต่อต้นข้าว แต่ถ้าคันนาเล็ก ปลูกยูคาถี่ มีใบปกคลุมมากก็จะมีผลต่อต้นข้าว ข้าวจะต้นเล็ก เมล็ดก็จะลีบ
ถ้าคุณเม้งสนใจเรื่องนี้จริง ๆ ต้องถามปรมาจารย์ตัวจริงคือพ่อครูบาค่ะ และถ้ากลับจากเยอรมันและว่าง ๆ ก็ลองมาดูที่สวนป่านะค่ะ เพราะเล่าแล้วไม่จุใจจริง ๆ ค่ะ
สวัสดีค่ะ