พี่เพิ่งประชุมจังหวัดน่าอยู่ ที่ อบจ.เป็นเจ้าภาพ มี สสส.สำนัก 3 ที่ทำเกี่ยวกับชุมชนมาช่วยพัฒนาโครงการ ประชุมวันครึ่ง เชิญคนจริงที่ทำประเด็นที่พวกพี่คัดเลือก ไม่ว่าจะป็นด้านสังคม เราตกลงทำประเด็นครอบครัว เด็กและเยาวชน (พี่กับแป้นเป็นแกน มี อ.โกวิท เป็นที่ปรึกษา WS เมื่อวาน วิทยากรกลุ่มคงปวดหัวกับความเป็นตัวของตัวเองของพวกพี่ คือเขามาเตือนให้รีบทำเดี๋ยวทำไม่เสร็จ แต่พี่บอกว่าทำเรื่องแบบนี้จะรีบๆทำได้ไง กลุ่มต้องทำความเข้าใจไปพร้อมๆกัน เราเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมมากกว่าผลลัพธ์ที่ทำให้งานแค่เสร็จๆไป แล้วพี่ก็หันไปบอกกับกลุ่มว่า งานเรื่องครอบครัวและเด็กนี้เราต้องทำทั้งชีวิต ไม่ต้องรีบถ้าไม่เข้าใจ) นอกจากประเด็นเรื่องครอบครัว ก็มีประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีตัวจริงของคนทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ และป่าเข้ามาคุยกัน มีเรื่องสวัดิการชุมชน(เรื่องผู้สูงอายุและผู้พิการ) เศรษฐกิจชุมชน และเรื่องวัฒนธรรม เรื่องวัฒนธรรมนี้ พี่ได้ความคิดมาจาก อ.สุรจิตชิรเวทย์ อ้อ และอ.วิรัตน์ คำศรีจันทร์. พี่ได้เกริ่นกับที่ประชุมแกนนำว่า เราต้องรู้จักภูมินิเวศของคนหนองบัวลำภู รุ้จักวัฒนธรรมของคนหนองบัว (ตอนนี้คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักเลยล่ะ) ก็อย่างที่อ้อ เล่าให้ฟังว่า อ.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ก็เริ่มกลับไปทำที่บ้านเกิดอาจารย์ ถ้าเริ่มจากเรื่องที่แต่ละคนมีที่ยืน จึงจะเป็นการมีส่วนร่วมแบบเสมอหน้ากัน
นอกจากเรื่องวัฒนธรรมแล้ว สิ่งที่พี่ต้องทำต่อก็คือ ต้องเชื่อมกับองค์กรภาครัฐให้ได้ (พูดยังกับตัวเองไม่ใช่คนภาครัฐ แต่บางทีแนวคิดการพัฒนาถ้าไม่เหมือนกันก็คุยกันยากนะ ยากกว่าคุยกับชาวบ้านอีก เพราะชาวบ้านเขาไม่มีกรอบมากมายมาจำกัด แต่พี่ต้องเรืิ่มซะทีแล้วล่ะ เริ่มจากใน สสจ.นี่ล่ะ เอาซักตั้ง ต้องเปิดใจตัวเองก่อนล่ะว่า ทุกคนแม้ต่างทำแต่ก็เพื่อประโยชน์กับประชาชนทั้งนั้น ประโยคนี้เพ่ิงได้ยินมาจาก ผอ.รพสต.ท่านหนึ่งที่มาอบรม ผอ.รพสต.ที่เขตจัดวันที่ 1-2 ก.ย. ที่ผ่านมา
เข้ามาแลกเปลี่ยนเท่านี้ก่อน