ขอบคุณนะค่ะสำหรับเรื่องราวที่นำมาฝากกัน ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่เด็กอยู่ท่าก้น คุณหมอแนะนำให้ผ่าท้องคลอดค่ะเพราะว่าอันตรายต่อแม่และลูกมาก ฝากท้องที่คลินิกค่ะไม่มีเครื่องอุตราซาวด์คุณหมอนัดให้ไปซาวด์ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ ปรากฏว่าอยู่ท่าก้นคุณหมอให้นอนโรงพยาบาล วันที่ 22 ก.พ. 43 นัดผ่าวันที่ 23 ก.พ.43 เวลา 08.30 น.แต่พอ เวลา 19.00 น เริ่มปวดท้อง ปวดหน้า-ปวดหลัง พยาบาลเข้ามาดูบอกว่าปากมดลูกเปิดแล้วจะคลอดคืนนี้แน่ จะทำอย่างไรดี กลางคืนผ่าคลอดไม่ได้เพราะบุคลากรไม่เพียงพอโรงพยาบาลเล็กๆก็เป็นแบบนี้แหละ ต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร มีความรู้สึกว่าระยะทางมันไกลมากกว่าจะถึงโรงพยาบาล พอไปถึงโรงพยาบาลต้องไปรอที่ห้องผ่านัดอีก ก็จังหวัดเล็กๆ ห้องผ่าตัด มี 4 ห้องเองต้องรอคิวอีก โอ้ยอะไรกันนี่ทำไม่คนอื่นเค้าคลอดกันง่ายๆ ทำไม่เราต้องมาเจอสภาพยังงี้ พยาบาลบอกว่าจะคลอดแล้วพาเข้าห้องคลอดดีกว่า อีกคนบอกว่าคุณหมอสั่งผ่ามาแล้วก็ให้ผ่าเถอะ ตกลงคืนนั้นดิฉันก็ได้ผ่าท้องคลอดลูกเวลา 01.03 น ตรงกับวันที่ 23 ก.พ.43 นำหนัก 3,000 กรัม หมอใช้วิธีวางยาสลบ ผ่าแบบฉุกเฉิน กับคุณประจำเวร เย็บกับด้ายธรรมดาต้องล้างแผลทุกวัน เป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงเลยค่ะ แต่พอเห็นหน้าลูกความเจ็บเพิ่มไปอีกค่ะ เพราะลูกดิฉันตัวเล็กนิดเดียว แขน ขา เล็ก ยาว แต่หัวโต ปากนิด จมูกหน่อย ผิวดำ ตามลำตัวมีเม็ดเล็กๆ เต็มไปหมด นอนขาถ่างแบบ กบ แต่ร่างกายแข็งแรงคุณหมอบอกว่าเด็กไม่ได้กลับหัว ทำให้หัวโต แขน ขาเล็ก พักอยู่ห้องรวม ใครผ่านไป ผ่านมาเป็นต้องแวะมาดูเด็กประหลาด ดิฉันอยู่โรงพยาบาล 2 วันก็ขอคุณหมอกลับบ้าน บอกว่าจะมาล้างแผลที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน คุณหมอก็อนุญาตเพราะแข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก แต่วันนี้ ลูกดิฉันเรียนอยู่ ป.6 แล้วค่ะ ใครที่เห็นตอนเล็กๆ จะไม่เชื่อว่าเป็นคนเดียวกัน นำหนัก 56 ก.ก ส่วนสูง 159 แล้วค่ะ เป็นสาวตัวขาวแล้วค่ะ

รูปถ่ายตอนอายุ  2  เดือน

รูปถ่ายปัจจุบัน