ขอบคุณครับคุณปรียา

เห็นด้วยว่า นักกิจกรรมบำบัดพบเด็กและผู้ปกครองไม่กี่ครั้ง แต่โดยบทบาทนักกิจกรรมบำบัดสากล คือ ผู้ช่วยออกแบบโปรแกรมทักษะชีวิตตามบริบทจริงของเด็กและผู้ปกครอง เช่น การฝึกกิจกรรมการดูแลตนเองที่บ้าน การฝึกทักษะการรับรู้และการรู้คิดที่โรงเรียน เป็นต้น

เวลาที่เหลือ เห็นด้วยว่า ผู้ที่ควรฝึกที่ดีที่สุดคือ ผู้ปกครอง แต่ต้องค่อยๆ ปรับความคิดในแต่ละทักษะชีวิตที่เด็กควรพัฒนาการจัดการด้วยตนเองอย่างเหมาะสม และประสบการณ์ของผู้ปกครองนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ควรนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มความเข้าใจตามหลักการทางกิจกรรมบำบัดด้วย เพื่อให้การช่วยเหลือของผู้ปกครองที่ผ่านการฝึกกับนักกิจกรรมบำบัดนั้นมีประสิทธิผลมากขึ้น

จากงานวิจัยที่ผมได้ศึกษาและที่กิจกรรมบำบัดสากลศึกษาแล้ว พบว่า ผู้ปกครองที่มีประสบการณ์นั้นฝึกทักษะชีวิตของลูกได้จำกัดเพราะมีการนำเทคนิคเชิงกว้างมาฝึกลูก แต่ผู้ปกครองที่เรียนรู้หลักการกิจกรรมบำบัดและได้รับความเข้าใจในการประเมินประสิทธิผลของความสามารถของลูกได้ (จากการอบรมเชิงกว้างและเชิงลึกเฉพาะรายบุคคล การฝึกปฏิบัติ การประเมินผลจากนักกิจกรรมบำบัด) ในช่วง 3-6 สัปดาห์อย่างต่อเนื่องสามารถฝึกทักษะชีวิตได้ยั้งยืนในบริบทสถานการณ์ชีวิตจริง

ดังนั้น คำว่าไม่ถูกต้อง อยู่ที่ว่าโปรแกรมการฝึกทักษะชีวิตนั้นเหมาะสมกับเด็กและผู้ปกครองแต่ละท่านอย่างไร หากมีอันตรายเกิดขึ้นเมื่อแนะนำในเด็กและผู้ปกครองอื่นๆ โดยไม่ได้อยู่ภายใต้คำแนะนำทางกิจกรรมบำบัด ก็สามารถปรึกษาคณะกรรมการวิชาชีพให้พิจารณาความเหมาะสมทางกฎหมายได้ เช่นเดียวกับการฝึกนักกิจกรรมบำบัดเฉพาะทางด้านเด็กพิเศษหรืออื่นๆ มีการศึกษากันนานถึง 6 ปี ในหลักสูตร Doctor of Occupational Therapy และต้องสอบใบประกอบโรคศิลปะตามกฎหมาย รวมถึงการเพิ่มคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญของกิจกรรมบำบัดสากล