ต่อยอดจาก http://www.otinthailand.org ที่ Webboard หัวข้อ "คับข้องใจค่ะ ที่เค้าทำนี่เป็นวิชาชีพเราไม่ใช่รึคะ" ทำให้ผมอยากบันทึกให้กำลังใจผู้ที่กำลังพัฒนาเด็กออทิสติกทุกท่าน

จาก Webboard เมื่อลองคลิกดูรายการต่างๆ ที่เสนอข่าว "ออทิสติกรักษาหายได้" ได้แก่

http://www.youtube.com/wat ch?v=ExjyMGuGlQA

http://www.youtube.com/watch?v=JpSFPqb0Jxg

http://www.youtube.com/watch?v=p1wtP0pYHtc

ในเนื้อหาของข่าวมีประเด็นน่าสนใจ คือ "ลูกออทิสติกเรียนหนังสือที่โรงเรียนได้คะแนนดีขึ้นหลังจากการฝึกของคุณแม่ทุกวัน แต่ไม่ได้หายขาดจากโรค" และ "พยาบาลกระตุ้นพัฒนาการแนะนำให้คุณแม่ไปอบรมทุกเทคนิคเพื่อนำมาฝึกลูกออทิสติก" และ "ที่บ้าน ได้จัดสื่อต่างๆ เพื่อทำกิจกรรมบำบัดที่บ้าน เพราะเคยได้รับคำแนะนำถึงสื่อต่างๆ มาจากนักกิจกรรมบำบัด"

นั่นคือ การฝึกกิจกรรมบำบัดที่บ้านมีความสำคัญและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาเด็กออทิสติก ที่สำคัญคุณแม่ท่านนี้เป็นบุคคลต้นแบบของผู้ปกครองท่านอื่นๆ ที่กำลังช่วยเหลือลูกออทิสติก จริงๆ ทางมูลนิธิออทิสติกไทยก็พยายามสร้างเครือข่ายชมรมออทิสติกแต่ละจังหวัดและฝึกอบรมผู้ปกครองได้อย่างยอดเยี่ยม และมีการประสานความร่วมมือทางวิชาการระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก เช่น กิจกรรมบำบัด ม.มหิดล และม.เชียงใหม่

แต่ ดร. ป๊อป ตั้งข้อสังเกตว่า "การอบรมวิชาการทั้งหลายนั้นถูกกลั่นกลองจากสหวิชาชีพที่ต้อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ปกครองและมุ่งหมายให้ผู้ปกครองมีทัศนคติที่ดีและนำความรู้ไปฝึกทักษะชีวิตให้ลูกออทิสติก" อย่างไรก็ตาม การเคารพในบทบาทและประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติในแต่ละระดับก็เป็นสิ่งสำคัญที่คนไทยควรทำความเข้าใจตรงกัน กล่าวคือ

  • ผู้ปฏิบัติในระดับเชี่ยวชาญ: ผ่านการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาชีพ เช่น นักกิจกรรมบำบัดที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญา ฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกไม่ต่ำกว่า 1,000 ชั่วโมง มีใบประกอบโรคศิลปะ และผ่านการอบรมเทคนิค/กรอบอ้างอิงเฉพาะทางได้รับประกาศนียบัตรตามมาตราฐานสากล   
  • ผู้ปฎิบัติในระดับคลินิกทั่วไป: ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาชีพและมีประสบการณ์การทำงานเฉพาะ เช่น นักกิจกรรมบำบัดที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญา ฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกไม่ต่ำกว่า 1,000 ชั่วโมง มีใบประกอบโรคศิลปะ และทำงานกับผู้รับบริการเฉพาะการพัฒนาเด็กมานาน 5 ปีขึ้นไป
  • ผู้ปฏิบัติในระดับสหวิชาชีพ: ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาชีพในระดับปริญญา เช่น พยาบาลที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญา มีใบประกอบวิชาชีพ และสามารถสอบผ่านประกาศนียบัตรหรือปริญญาโท-เอก ในสาขาวิชาชีพทางกิจกรรมบำบัดหรือการแพทย์อื่นๆ โดยการฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกไม่น้อยกว่า 16 สัปดาห์ หรือเฉพาะทางตามมาตราฐานสากล
  • ผู้ปฏิบัติในระดับผู้ปกครอง/ผู้ช่วยเหลือที่ต้องสอบผ่านความรู้: ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้จากสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก ซึ่งในหนึ่งหลักสูตรจะไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมง (ใน 1 ครั้งหรือมากกว่า 1 ครั้ง หรืออย่างน้อยรวมกัน 6 สัปดาห์) และมีการสอบผ่านหลักสูตรที่รับรองโดยองค์กรสหวิชาชีพ ที่ได้รับการรับรองตามมาตราฐานสากล เช่น คุณแม่ผ่านการอบรมเทคนิคการฝึกทักษะชีวิตจากนักกิจกรรมบำบัดระดับผู้เชี่ยวชาญ และมีการติดตามผลว่าได้นำเทคนิคไปฝึกลูกตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (ทำการวิจัยเชิงคลินิกแบบ Single Subject Design และขยายผลแบบ R2R/R2I) 
  • ผู้ปฏิบัติในระดับผู้ปกครอง/ผู้ช่วยเหลือที่ไม่ต้องสอบผ่านความรู้: ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้จากสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก ซึ่งในหนึ่งหลักสูตรจัดโดยหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไรและเกี่ยวข้องกับเด็ก จัดอบรมจากทีมงานของหน่วยงานเองหรือเชิญสหวิชาชีพมาบรรยายเชิงปฏิบัติการมากกว่าหรือเท่ากับ 8 ชั่วโมงต่อวัน อย่างน้อยจัดเนื้อหาที่ต่อเนื่องกันมากกว่าหรือเท่ากับ 3 วัน และมีการวัดความรู้ที่ได้รับก่อนและหลังการอบรม หากไม่ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นก็เข้าอบรมใหม่ 
  • ผู้ปฏิบัติในระดับผู้ปกครอง/ผู้ช่วยเหลือที่สหวิชาชีพแนะนำเป็นการบ้านหลังจากเข้ารับบริการในหน่วยงาน/คลินิกที่ผ่านการรับรองตามมาตราฐานวิชาชีพ เช่น ผู้ปกครองได้รับการบ้านเพื่อฝึกลูก 5 ข้อ จากนักกิจกรรมบำบัด 

หมายเหตุ: ผู้ปฏิบัติในระดับผู้ปกครอง/ผู้ช่วยเหลือข้างต้น ไม่สามารถให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กแก่ผู้รับบริการอื่นๆ เมื่อผู้ใดพบเห็น สามารถแจ้งดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพและสถานประกอบการวิชาชีพได้ สำหรับสื่อมวลชนก็ควรรักษาจรรยาบรรณในการนำเสนอให้ข้อเท็จจริงแก่สาธารณชนโดยมีการค้นคว้าข้อมูลที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากลและระดับประเทศจากสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก เช่น สอบถามข้อมูลจากนักกิจกรรมบำบัดถึงเรื่อง Sensory Integration (SI)

หากท่านใดสนใจว่าจะมีเทคนิคหรือกรอบอ้างอิงเพื่อการพัฒนาทักษะชีวิตของบุคคลออทิสติกอย่างไรบ้าง ลองเข้าไปอ่านที่ http://www.autismspeaks.org/whattodo/index.php

ผมคิดว่าในข่าวของคุณแม่ที่ฝึกลูกออทิสติกจนดีขึ้น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับผู้ปกครองท่านอื่นๆ ได้ว่า โปรแกรมต่างๆ ช่วยลูกของตนได้อย่างไร แต่ไม่ควรแนะนำให้ผู้ปกครองท่านอื่นๆ นำโปรแกรมต่างๆ ไปฝึกลูกของตน หรือไปฝึกลูกคนอื่นๆ ด้วยการเลียนแบบวิธีการ/อุปกรณ์การฝึก โดยไม่ผ่านการประเมินและการตรวจสอบโปรแกรมเฉพาะบุคคลจากสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก ซึ่งต้องมีใบประกอบวิชาชีพ และผ่านคุณสมบัติต่างๆ ของผู้ปฏิบัติในระดับสหวิชาชีพ ผู้ปฏิบัติในระดับคลินิกทั่วไป และผู้ปฏิบัติในระดับผู้เชี่ยวชาญ