คงจะยกย่องผิด และอาจจะทำให้ผมไม่มีความสุข แต่ก็ขอขอบคุณ อาจารย์จันทวรรณ ที่ร่วมแลกเปลี่ยน ให้โอกาสตั้งคำถามกันบ่อยๆ
ความจริง ผมเป็นผู้สนใจ และเห็นประโยชน์อะไร หลายอย่างของ การเชื่อมโยง จัดการความรู้ ภูมิปัญญา กับ ความรู้สากล จาก รากเหง้า ของ ชนเผ่า ภูมิภาคต่างๆ ตลอดจน การวิจัยสมัยใหม่ ของ จีน อินเดีย ฝรั่ง และแม้กระทั่ง เพื่อนบ้าน อย่าง มาเลเซีย เวียดนาม
มีความรู้บ้างนิดๆหน่อย และที่ไม่รู้จริง ยังมีอีกมาก
และความรู้ส่วนหนึ่ง ต้องขอขอบคุณทีมงานเภสัชกร ที่ รพ.หาดใหญ่ และ อดีตผู้อำนวยการ รพ. หาดใหญ่ อาจารย์ นพ กมล วีระประดิษฐ์ ที่ไว้ใจ สนับสนุน การพัฒนางานการแพทย์แผนไทย นำร่ององค์ความรู้ให้กับวงการแพทย์แผนไทย
แม้จะไม่ได้วิจัยและรายงานงานวิจัย ผมมั่นใจกับ ความรู้และประสบการณ์ของ ปรมาจารย์แพทย์แผนไทย ที่ยังคงฝากมรดกภูมิปัญญาไว้ เป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดิน ให้กับผู้ควรจะได้รับการสืบทอด ผมตามรอยท่านแล้ว พบว่าถูกต้องจริงหากเรามีความละเอียดอ่อนในวิชา
นอกจากนี้ เรายังต้องตามรอย ท่านอาจารย์หมอไพโรจน์ นิงสานนท์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้มีสายโลหิตของ แพทย์แผนไทย แท้ ท่านเป็นหลาน คุณตา หมอพลอย หมื่นชำนาญแพทยา (พลอย แพทยานนท์) ท่านเป็นผู้เปลี่ยนศักราช ชีวิตและจิตวิญญาณ โดยเสนอและผลักดัน คำเรียก การแพทย์ดั้งเดิม ของไทย จาก การแพทย์แผนโบราณ เป็น การแพทย์แผนไทย และ มีพี่หมอเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ (จากไปแล้ว ) และ พี่กัญจนา ดีวิเศษ จาก ปราจีนบุรี ที่รับช่วง ทำงาน ฟื้นฟู อบรม สร้างคน อย่างเหนื่อยยาก มาตลอด 25 ปี
และปรมาจารย์ แพทย์แผนปัจจุบัน สองท่าน ที่สนับสนุนฟื้นฟูการแพทย์แผนไทย ฝากรอยไว้ใน ศิริราช ตั้งแต่ ยุค 2530 จนมีการกระซิบ ให้ทางศิริราช ช่วยฟื้นฟู การแพทย์แผนไทย ใหม่ จากงานที่อาจารย์หมออวย เกตุสิงห์ และ อาจารย์หมอกรุงไกร เจนพานิชย์ ได้ร่วมกับ ปรมาจารย์แพทย์แผนไทย ช่วยกัน สร้างแพทย์แผนไทยรุ่นใหม่ ตั้งแต่ ยุคอายุรเวชวิทยาลัย ข้างวัดบวรนิเวศ บางลำพู จนไปอยู่ ที่ซอยราชครู ที่ดินของ อาจารย์หมออวย จนถึงปัจจุบัน อาจารย์ส่วนหนึ่งที่อายุรเวช ก็กลับเข้าไปยังศิริราช และ จัดหลักสูตรบัณฑิต ปริญญาตรี
เดิอน กันยายน จัดเป็นเดือน ของ งาน มหกรรม การแพทย์แผนไทย มาตลอด ผมไม่รู้เบื้องหลัง การเลือกเดือน
แต่เดือนกันยายน เป็นเดือนแห่งการรำลึก ถึง อาจารย์หมออวย เกตุสิงห์ (จากไปแล้ว) และ อาจารย์หมอไพโรจน์ นิงสานนท์ ( ปัจจุบัน จะอายุ 84 ปี ในวันที่ 9 กันยายน 2554 ) ผู้เป็นปรมาจารย์ ตัวจริง ครับ ผมเป็นเพียงผู้เรียนรู้รุ่นหลัง ตัวน้อยๆ
เรื่องสากล หรือไม่สากลนั้น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เท่า ความรู้นี้ รับใช้คนไทย ได้มากขึ้น ดีขึ้น หรือไม่
สิ่งที่ผมเห็นขณะนี้ มีงานวิจัยตีพิมพ์ สากลมากขึ้นทวีคูณ แต่ความรู้และยาไทย ส่งต่อให้คนไทยได้รู้จักใช้ยังย่ำแย่มากมาก
บางทีไม่เป็นสากล แต่รับใช้คนไทยได้ดี อาจจะเข้าท่ากว่า คำนึงเรื่องความเป็นสากล นานาชาติ
เราเผยแพร่งานวิจัยให้สากลรู้ แต่เราไม่เผยแพร่งานวิจัยให้คนไทยได้รู้ เหมาะหรือไม่ และควรจะปล่อยไปเช่นนี้หรือไม่ น่าคิด