แหม ขอบใจมาก เรื่องความตายนี้ อยู่ในวงเล็บ และที่ผ่านมาเคยเกิดมาแล้ว แม้จะไม่มาก เช่นเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว หรือน้อยมากก็คือจากอุบัติเหตุ
แหม การไปสักการะสังเวชนียสถานคงไม่ถึงกับต้องคิดสั่งเสียหมู่ญาติ ก่อนเดินทางราวกับจะไปลับ:)
ในกรณีที่เกิดขึ้นจริงๆ ถ้าต้องการเอาศพกลับเมืองไทย ก็ทำได้ พระธรรมทูตท่านด้วยจิตเมตตากรุณาช่วยดำเนินการและประสานให้ โดยประสานกับสถานทูตที่เดลีหรือสถานกงสุลที่กัลกัตตา รวมทั้งการบินไทยซึ่งจะต้องมีการออกมรณะบัตรโดยสถานทูตหรือสถานกงสุล ผู้แจ้งเรื่องคือพระธรรมทูตหรือญาติที่เดินทางไปด้วย จากนั้นเมื่อออกใบมรณะบัตรแล้ว ก็จะส่งสำเนาให้พระท่านทางแฟกซ์หรืออีเมล์ได้ เพื่อที่จะให้นำไปประสานกับตำรวจและตม.อินเดียในท้องถิ่นที่เกิดเหตุในการนำศพขึ้นเครื่องบินในโอกาสแรก..........
ในช่วง 4 ปีที่อยู่อินเดีย มีกรณีที่ผู้แสวงบุญเสียชีวิต 3-4 รายที่กงสุลได้ออกมรณะบัตรโดยการประสานงานทางไกลแบบนี้
การเผาศพแบบอินเดีย หากมีญาติไปด้วย ก็คงตัดสินใจได้ พระไทยที่นั่นทำหน้าที่จัดการให้ทุกอย่าง จากนั้นก็ส่งอัฐิกลับเมืองไทย
การตาย ก็คือดับจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่ง ถ้าจิตสุดท้ายซึ่งเรียกว่าจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตก็จะเกิดขึ้น ตรงนี้เอง ถ้าจิตสุดท้ายจับอยู่กุศลก็แน่นอนว่ากุศลจิตนั้นนำพาให้เกิดในภพภูมิที่ดีแน่นอน การไปแสวงบุญที่อินเดีย ถือว่าจิตอยู่ในศรัทธาและกุศลแทบตลอดเวลา จากการประสบพบเห็นสิ่งที่ทำให้ปลงธรรมสังเวช โดยเฉพาะการระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์
ดังนั้นจึงเชื่อว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในระหว่างการแสวงบุญ น่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีทางจิตวิญญานให้มีกุศลจิตนำพาไปในทางใหม่
มนุษย์เราเกิดมา ก็ล้วนมีทางเดินกันทุกคน ทางใครทางมัน ใครทำใครได้ ถูกทางก็เข้าใกล้เส้นชัย ผิดทางก็ห่างไกลจนสุดกู่
ถ้าเข้าทางที่ถูกแล้ว คงใจเย็นได้ว่าหากไม่หยุดกับที่หรือถอยหลัง ก็คงมีวันหนึ่งที่เห็นขอบฟ้า
แต่หากเดินผิดทาง อะไรที่จะทำให้เกิดศรัทธา เกิดสติ เกิดปลงธรรมสังเวช ทำให้เราสำนึกได้ ก็น่าจะมีแดนพุทธภูมินี่ละครับ ที่จะเป็นสถานที่เปลี่ยนจิตให้เข้าที่เข้าทาง
เอ ตอบซะยาวเลย สรุป ตายที่ไหนก็ได้ ขอให้จิตดำรงอยู่ในกุศลที่สั่งสมมา
เจริญสุขแด่ทุกท่านที่อ่านครับ