ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากเลยนะครับเนี่ยเพราะว่าผลกระทบก็ตกกับเราประชาชนคนธรรมดาไม่มีความรู้เรื่องยาและไปซื้อยามารับประทาน ก็หวังว่าจะได้ยาที่มาช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดกับเราและหวังพึ่งพาปรึกษากับเภสัชกรใกล้บ้าน โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรือคลีนิคให้เปลืองค่าใช้จ่าย
แน่นอนว่าเราไปซื้อยาก็ต้องคิดว่าคนที่ขายยาให้เราต้องเป็นเภสัชกรจริงๆ หรือมีความรู้เรื่องยามากกว่าเราและมากพอเพราะเรากำลังจะไปหวังพึ่งพาเขาเพื่อช่วยบรรเทาอาการของเราละครับ
ผมว่าเหตุผลที่สภาไม่อนุญาติเรื่องผู้ช่วยเภสัชกรก็มีเหตุผลอยู่ว่าระยะเวลาการอบรมผู้ช่วยเภสัชอาจจะน้อยไปเมื่อเทียบกับเภสัชกรจริงๆที่เรียนกันมาถึง 5 ปี 6 ปี ความเข้าใจในตัวยาและการจ่ายยาจึงเทียบกันไม่ได้หรอกก็จริงอยู่แต่ก็น่าจะมีทางแก้ไข
ส่วนเภสัชกรเจ้าของร้านยาที่เปิดร้านยาคุณภาพอยู่แล้วจริงๆแล้วถ้าไม่มีเวลาอยู่ร้านยาก็น่าจะต้องจ้างหาเภสัชกรพาร์ทไทม์ที่มีความสามารถใกล้เคียงกันมาแทน หรือถ้ารับภาระเรื่องค่าจ้างไม่ไหว จึงต้องหาผู้ช่วยมาแทน ก็ต้องหาผู้ช่วยที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์มากพอ แนะนำให้ศึกษาจากหนังสือวิธีเปิดร้านขายยาอย่างมีคุณภาพ
แสดงว่าบ้านเราอาจยังมีเภสัชกรไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงน่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่เกี่ยวกับปัจจัยที่สี่คือยารักษาโรคให้มากกว่านี้
อีกอย่างเรื่องของยา ทำไมยาบางตัวไม่บอกสรรพคุณให้รู้ มีแต่ภาษาอังกฤษ ที่อาจเป็นศัพท์เฉพาะทางหรือเปล่า มีแต่หมอที่รู้ บางท่านอาจบรรจุซองไว้แล้วเขียนข้างซอง แต่พอซองหายไปเหลือแต่แพ็คยาก็จำไม่ได้อีกว่ายานี้แก้โรคอะไร
หรือนี่มันซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้สำหรับวงการยาในบ้านเรา