หอแต๋วแตก เป็นภาพยนตร์ตลกค่ะ คงไม่ใช่ comedy หรือ สุขนาฏกรรม

แต่ออกเป็นประเภทที่เรียกว่า Farce หรือ ตลกโปกฮา เสียมากกว่า ค่ะ

ลักษณะละคร และภาพยตร์ไทยก็สะท้อนและเอาใจผู้บริโภคคนไทย กลุ่มผู้ชมที่ยอมซื้อตั๋วเข้าไปดูภาพยนตร์ไทย หรือ ยอมซื้อ vcd และ dvd มาเก็บไว้ดู 

การสร้างภาพยนตร์ หรือ ละคร ใประเทศไทย ผู้สร้างต้องอาศัยมากกว่าสมองและประสบการณ์ เพราะไม่มีทุนก็สร้างไม่ได้ ผู้ให้ทุนก็หวังว่าหากลงทุนแล้วก็ต้องคุ้ม หรือ ได้กำไร หากเห็นอยู่แล้วว่า มีประโยชน์แต่ขาดทุนในแง่ธุรกิจ ก็ไม่มีใครเอาด้วย

ถ้าภาพยนตร์ไทย สะท้อนรสนิยมของผู้บริโภคซึ่งเป็นคนไทย ก็น่าสังเกตุว่าเพราะอะไรเราจึง "นิยม" เสพย์งานลักษณะนี้ --หนังผี หนังตลก หนังรักกุ๊กกิ๊กวัยใสฯ

แต่ก็มีภาพยนตร์บางเรื่องที่แสดงพัฒนาการ และความพยามที่จะสร้างความแตกต่างให้กับผู้บริโภค เช่น มนต์รักทรานซิสเตอร์ โหมโรง ฯ และเรื่องอื่นๆที่เป็นภาพยนตร์ได้กล่องแต่ไม่ได้เงิน ขาดทุนเละเทะหรือ แม้แต่ห้ามฉายในเมืองไทย แต่ไปได้รางวัลในเมืองนอก

หากผู้สร้างต้องการคนดู การพึ่งระบบ star system ก็คล้ายกับรับประกันความปลอดภัย คือ ดารานำเป็นที่รู้จัก อยู่ในกระแส ก็รับประกันจำนวนคนอยากเข้ามาชมได้ในระดับหนึ่ง

นางแบบโน๊ะเน๊ะน่าใหม่ หรือ เซ็กซี่ขาดใจ ก็จะมาดึงความสนใจ ทำให้ plot เรื่องพื้นๆ ธรรมดาๆ นักแสดงตลกเซ็ทเดิม ดูครึกครื้นขึ้น เพราะคนดูตีตั๋วมาดูดาราที่อยู่ในกระแสขณะนั้น แสดงในบทบาทที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น เรื่องหอแต๋วแตกที่ดาราสาวสวยเซ็กซี่มารับบทเป็นผีสาวประจำหอพัก

ไม่ได้แปลว่า แสดง ไม่ดีนะคะ ดาราอาจจะมีความสามารถ ใช้ได้ทีเดียว plot ก็อาจจะน่าสนุก แต่เมื่อตัดสินใจจะต้องจ่ายเงิน และบังคับตนเข้าไปอยู่ในโรงภาพยนตร์ ติดต่อกันเป็นชั่วโมง หากมีภาพยนตร์ต่างประเทศให้เลือกอีกหลายเรื่อง ซึ่งน่าจะให้ประสบการณ์กับคนดูในระดับที่ต่างออกไป ภาพยนตร์ไทยก็คงจะเจาะกลุ่มลูกค้าหน้าเดิม ที่ต้องใจกับดารา รู้สึกว่าตนเชื่อมโยงประสบการณ์ได้ และแฮปปี้ที่จะจ่ายค่าตั๋วเข้าไปดู

ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ ภาพยนตร์ไทยจะเล่าเรื่อง ด้วยการพูด พูด พูด และพูด หาก foward ภาพไปอย่างเร็ว จะเห็นว่า มีฉากที่ตัวละครอยู่กับที่นานมาก และแทบจะพูดกันตลอดเวลา dialogue ที่ใช้ในภาพยนตร์ตลกโปกฮาก็มักจะเต็มไปด้วยคำหยาบคาย สองแง่สองง่าม คำด่าผรุสวาท น่าสนใจที่สิ่งเหล่านี้กลายเป็นมุขตลก เรียกเสียงหัวเราะ--ซึ่งถ้าทำสำเร็จก็เป็นจุดขายของภาพยนตร์เรื่องนั้น

ในส่วนของละครโทรทัศน์ ปัจจุบันมีพัฒนาการไปมาก ในแง่ของการตีความตัวละคร ที่เริ่มเป็นสีเทามากกว่าขาวดำ คือ แม้จะแบ่งพระเอก นางเอก ตัวร้าย อยู่เช่นเดิม แต่ในตัวพระเอก นางเอก ก็มีข้อผิดพลาดบกพร่อง เช่นกัน ไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียหมด ในขณะที่ตัวร้าย ก็มีเหตุผลในการกระทำของตนมากขึ้น ไม่ได้กรี๊ดไร้เหตุผลไปเสียทีเดียว

แม้ plot เรื่อง หรือ ความขัดแย้งจะเกิดแบบ pattern --อาทิ แม่ผัวลูกสะใภ้ เมียหลวง-เมียน้อย อาการตบจูบระหว่างคู่พระ-นาง แต่การหาเหตุผล แรงจูงใจให้ตัวละครก็ทำให้เรื่องมีมิติขึ้น คนดูก็จะคิดเปรียบเทียบประสบการณ์ในชีวิตตนได้มากขึ้น เพราะมนุษย์ จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีนิสัยสุดขั้วแบบ ดีเลว ขาวดำ คนดีก็ทำสิ่งที่เลวได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เช่น เรื่องบัวปริ่มน้ำ รังนกบนปลายไม้ ฯลฯ

อาจต้องอาศัยเวลาในการนำพา หรือ สร้างรสนิยม ในการเสพย์งานให้กับผู้ชม อย่างไรก็ดี คงจะต้องมีจุดเริ่มต้น ซึ่งละครโทรทัศน์ก็น่าจะอยู่ที่จุดเริ่มต้นนั้นค่ะ หากพัฒนาต่อเนื่องในเรื่องบท plot เรื่อง การตีความบท ความสามารถทางการแสดงของนักแสดง และรสนิยมของผู้ชมได้ ละครโทรทัศน์ไทยก็มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีค่ะ